10 มิ.ย. เวลา 18:25 • ครอบครัว & เด็ก

#คนตรงกลาง

ในโลกของการทำงานและการใช้ชีวิต ยามที่แรงกดดันจากฝั่งหนึ่งสวนทางกับความรู้สึกของอีกฝั่ง คนที่ยืนอยู่ตรงกลางมักเป็นคนที่ต้องแบกรับน้ำหนักและความเงียบเชียบเอาไว้มากที่สุดครับ
ไม่กี่วันก่อน หัวหน้าของหัวหน้าเดินมาเปรยกับผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ลูกน้องในทีมของผมช่วงนี้ดูจะดื้อและไม่ค่อยฟังคำสั่ง เขายกเหตุการณ์หนึ่งที่เคยสั่งงานลงไปโดยตรง แต่เด็กคนนี้เลือกที่จะไม่ทำตามเหมือนก่อน
พอผมหันกลับมาคุยกับลูกน้อง คำตอบที่ได้คือความอึดอัดใจที่พรั่งพรูออกมา งานที่สั่งลงมานั้นไม่สมเหตุสมผลและเสียเวลามาก ส่วนที่จำเป็นเขาทำส่งให้แล้ว แต่อันที่ไม่เห็นด้วยเขาจึงเลือกที่จะไม่ทำ
ความรู้สึกแรกของผมในฐานะคนตรงกลางชวนให้หนักใจไม่น้อย ฝั่งหนึ่งคือหน้างานที่เราเข้าใจดีว่าเขาแค่อยากปกป้องเวลาของทีมจากกระบวนการที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่อีกฝั่งคือโครงสร้างการบริหาร... การปฏิเสธเงียบๆ โดยไม่บอกกล่าว กำลังทำลาย "ทุนความเชื่อใจ" ในระบบลงไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่หัวหน้าใหญ่ก็มองเห็นเพียงผลลัพธ์ปลายทางว่างานไม่เดิน แล้วด่วนตัดสินทันทีว่านี่คือปัญหาเรื่องทัศนคติ
เรื่องราววันนั้นไม่ได้จบลงแค่ในออฟฟิศครับ เมื่อผมกลับถึงบ้าน ภาพของคนตรงกลางกลับซ้อนทับขึ้นมาอีกครั้งในบริบทที่ต่างออกไป
ปัจจุบันผมย้ายมาอยู่ที่บ้านของแฟน ซึ่งมีญาติพี่น้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ นั่นทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนของวิธีคิดที่เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงลูกชายวัยสองขวบของเรา หลายครั้งมุมมองของญาติผู้ใหญ่กับตัวผมเองมีจุดที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านไปจนถึงวิธีรับมือกับพฤติกรรมเด็ก
ในวงจรนี้ คนที่รับหน้าที่เป็นคนตรงกลางอย่างแท้จริงคือแฟนผม
ผมพอจะจินตนาการได้ถึงความกระอักกระอ่วนใจ แฟนผมต้องแบกรับความหวังดีจากญาติๆ ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องบาลานซ์กับแนวคิดการเลี้ยงลูกที่เราตั้งใจจะสร้างร่วมกัน เวลาเกิดการกระทบกระทั่งทางความคิด อารมณ์ที่พรั่งพรูจากฝั่งหนึ่งกับความคาดหวังที่กดลงมาจากอีกฝั่ง จะวิ่งมาชนที่แฟนผมเสมอ มันเป็นพื้นที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเต็มไปด้วยความกดดันที่ไม่อาจพูดออกมาได้ทั้งหมด
สถานการณ์ตรงหน้านี้ทำให้ต่อมเอ๊ะของผมทำงานขึ้นมา จากที่เคยเผลอด่วนตัดสินระบบหรือตัวบุคคลจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่พอเรื่องมันซ้อนทับกันแบบนี้ ผมกลับได้ทบทวนบทบาทของ "คนตรงกลาง" ใหม่
ในที่ทำงาน... เมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ตรงกลาง วิธีรับมือคงไม่ใช่การเลือกข้าง และไม่ใช่การเป็นกระบอกเสียงที่รับแรงกระแทกจากฝั่งหนึ่งไปบดขยี้อีกฝั่ง
แต่บางที มันอาจคือการเรียนรู้ที่จะเป็น "คนแปลภาษา" แปลความอึดอัดใจให้กลายเป็นเหตุผลเชิงระบบ และแปลความคาดหวังจากข้างบนให้เห็นภาพบริบทที่กว้างขึ้น เพื่อประคองให้ทุกฝ่ายยังเดินหน้าต่อไปได้
ทว่าในความเป็นจริง ต่อให้เราพยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงมากแค่ไหน เหตุการณ์บางอย่างก็ยังตกอยู่ในวังวนของแรงปะทะเดิมๆ สุดท้ายสิ่งที่ผมพบคือ ในเมื่อเราเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำหน้าที่ในส่วนของเราให้เต็มกำลัง ด้วยความปรารถนาดีต่อทั้งลูกน้องและองค์กร ส่วนผลลัพธ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีทางของมัน พร้อมเฝ้าระวังและรับมือกับสิ่งที่จะตามมา
แต่สำหรับเรื่องที่บ้าน... ผมพบว่าเราขยับขยายวิธีคิดเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ต่างออกไป
ในโลกของครอบครัว เราไม่จำเป็นต้องยอมรับสภาพแล้วปล่อยให้คู่ชีวิตรับบทเป็นคนตรงกลางอย่างโดดเดี่ยว และเราก็ไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทเป็นคนแปลภาษาเพื่อประคองระบบไปตลอด
สำหรับบ้านของเราตอนนี้ ทางออกที่น่าลองคือการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์นั้นใหม่ โดยไม่ปล่อยให้มีบทบาทคนตรงกลางเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
พ่อและแม่ควรจะขยับเข้ามาจับมือเป็นทีมเดียวกันให้เข้มแข็งพอ เพื่อเป็นแนวร่วมในการรับมือกับความหวังดีของญาติๆ จากภายนอกร่วมกัน โดยไม่ทิ้งให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องทำหน้าที่เป็นกันชนคอยไกล่เกลี่ยเพียงลำพังอีกต่อไป
มันอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและท้าทายในโลกความจริง แต่อย่างน้อยตอนนี้ มันคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำเหตุในส่วนของเราให้เต็มที่ แล้วหลังจากนี้ก็คงทำได้เพียงเฝ้าสังเกต และรอดูผลลัพธ์ที่จะสะท้อนกลับมาด้วยความเข้าใจเท่านั้นเองครับ
#SlowIntelligence 🌱
โฆษณา