11 มิ.ย. เวลา 13:06 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Ep.14 : World War Z "What if vaccine is not the answer"

ถ้าหากวัคซีนไม่ใช่คำตอบของโรคระบาดล่ะ ?
คำเตือน !!! บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาของภาพยนตร์ World War Z
ใน Ep.13 เราได้เห็นความพยายามอันน่าทึ่งของมนุษยชาติในการเอาชนะไวรัสและพิษงูด้วย "วัคซีนและเซรุ่ม" ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบจำลอง (Simulator) เพื่อซ้อมรบ หรือการใช้สุดยอด AI มาดักทางการกลายพันธุ์ของไวรัส
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ "ถ้าวันหนึ่งเราเจอสถานการณ์ที่วัคซีนไม่ใช่คำตอบล่ะ ?"
เราเพิ่งจะอวยยศให้ "วัคซีน AI" เป็นสุดยอด The Ultimate Hack ไปหมาดๆใน Ep.13 ผู้อ่านหลายท่านอาจจะกำลังอินและเชื่อว่าวัคซีนคือทางออกสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวยามเกิดโรคระบาด
แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป แล้วถ้ากติกาเกมมันเปลี่ยนจนเราใช้วิธีเดิมไม่ได้อีกล่ะ เราจะทำยังไง?
เพื่อให้เห็นภาพนี้ชัดที่สุด ผมอยากพาทุกท่านกระโดดเข้าสู่โลกภาพยนตร์ Sci-Fi/Thriller ฟอร์มยักษ์แห่งปี 2013 อย่าง World War Z (มหาวิบัติสงคราม Z)
WORLD WAR Z (2013)
ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้และกระแสตอบรับไปอย่างถล่มทลายทั่วโลก สำหรับคอหนังแอ็กชัน สิ่งที่ติดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นความน่าสะพรึงกลัวของฝูงซอมบี้ที่รวดเร็ว เกรี้ยวกราด วิ่งไล่กวดเราเร็วจัดอย่างกับเราไปติดหนี้มัน แทนที่จะเป็นซอมบี้เคลื่อนไหวเชื่องช้าแบบที่เราคุ้นเคย และฉากระดับตำนานที่ฝูงซอมบี้เหยียบไหล่กันต่อตัวเป็น "ภูเขาซอมบี้" เพื่อปีนข้ามกำแพงยักษ์ของเมืองเยรูซาเล็มจนแตกพ่าย
แต่หากเราถอดแว่นตาของผู้ชมภาพยนตร์แอ็กชันออก แล้วสวมแว่นตาของ "วิศวกรผู้แก้ปัญหา" เข้าไปแทน แก่นแท้ของ World War Z ไม่ใช่แค่หนังเอาชีวิตรอดที่ต้องวิ่งหนีซอมบี้
แต่มันคือ Masterpiece ของการทำ "Anomaly Hunting" (การตามล่าหาความผิดปกติ) เพื่อเจาะช่องโหว่ของระบบที่สมบูรณ์แบบ
The Ultimate No-Win Situation
กติกาทางชีววิทยาในโลกของ World War Z โหดร้ายกว่าการระบาดของโควิด-19 มากมายหลายเท่า ไวรัสในเรื่องเปลี่ยนคนปกติให้กลายเป็นซอมบี้ได้ภายใน 12 วินาที
การรอคอยนักวิทยาศาสตร์ให้มานั่งสกัด DNA และคิดค้นวัคซีนหรือยารักษาขึ้นมาใหม่จากศูนย์ (Manufacturing from Scratch) จึงเป็นสถานการณ์ Kobayashi Maru ที่ล็อกผลลัพธ์ไว้แล้วว่า ด้วยอัตราการระบาดที่รวดเร็วระดับนี้ มนุษยชาติสูญพันธุ์แน่นอน
ในขณะที่ทั้งโลกกำลังตื่นตระหนกและหมกมุ่นอยู่กับการหาคำตอบในสมการเดิมๆ (ไวรัสระบาด = ต้องหายารักษา/วัคซีน)
เจอร์รี่ เลน (รับบทโดย แบรด พิตต์) อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนของ UN กลับเลือกที่จะถอยออกมามองภาพกว้าง
และเริ่มกระบวนการที่เป็นหัวใจสำคัญของนักสังเคราะห์ข้อมูล นั่นคือการมองหา "บั๊ก" ในระบบ
Anomaly Hunting : เมื่อซอมบี้เลือกปฏิบัติ
ความลับของระบบที่ยิ่งใหญ่ มักซ่อนอยู่ในจุดบอดเล็กๆที่ไม่มีใครสนใจ ท่ามกลางความโกลาหลที่ฝูงซอมบี้พุ่งขย้ำทุกคนที่ขวางหน้า เจอร์รี่สังเกตเห็น "ความผิดปกติ" (Anomaly) บางอย่าง
- ทำไมฝูงซอมบี้ที่กำลังบ้าคลั่ง ถึงวิ่งแหวกทางผ่านเด็กหนุ่มที่ผอมโซราวกับพวกมันมองไม่เห็น?
- ทำไมซอมบี้ถึงวิ่งเมินชายแก่ที่ป่วยหนัก?
- ทำไมทหารที่ขาขาดถึงถูกมองข้าม?"
เจอร์รี่นำชิ้นส่วนความผิดปกติเหล่านี้มาเรียงต่อกันจนค้นพบ "เงื่อนไขที่ซ่อนอยู่" (Silent Constraint) ของไวรัสซอมบี้
แท้จริงแล้ว ไวรัสตัวนี้ไม่ได้ต้องการทำลายล้างโลก แต่มันต้องการ "พาหะที่แข็งแรงที่สุด" เพื่อขยายพันธุ์ต่อไปต่างหาก
เมื่อไวรัสมีเป้าหมายคือคนที่แข็งแรง มันจึงถูกโปรแกรมมาให้ "เพิกเฉย" ต่อสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ป่วยหนัก หรือใกล้ตาย
เพราะการสิงสู่ในพาหะที่ไร้คุณภาพคือการขัดต่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและแพร่พันธุ์ของตัวไวรัสเอง
The Camouflage Hack : เมื่อทำลายระบบไม่ได้ ก็แค่ "หายตัว" ไปจากระบบ
เมื่อค้นพบจุดอ่อนของอัลกอริทึม เจอร์รี่ไม่ได้นำข้อมูลนี้ไปสร้างสุดยอดอาวุธ หรือซูเปอร์วัคซีนเพื่อฆ่าไวรัส
แต่เขาเลือกใช้วิธี "การพรางตัว" (Camouflage) !!!
วิธีแก้สมการของเจอร์รี่คือการฉีด "เชื้อโรคที่ร้ายแรงแต่รักษาได้" (เช่น ไทฟอยด์ หรือ อหิวาตกโรค) เข้าสู่ร่างกายของผู้รอดชีวิต การทำแบบนี้ไม่ใช่การฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อซอมบี้แบบวิธีการวัคซีนปกติ แต่เป็นการ "แฮ็กระบบเซนเซอร์ของซอมบี้"
เมื่อซอมบี้วิ่งเข้ามาใกล้และตรวจจับพบว่ามนุษย์คนนี้เต็มไปด้วยเชื้อโรคร้ายแรง มันจะมองว่านี่คือพาหะที่พังแล้ว ไม่เหมาะที่จะใช้แพร่พันธุ์อีกต่อไป และตัดสินใจเดินผ่านไปราวกับมนุษย์คนนั้นล่องหนได้
Kobayashi Maru Summry : เปลี่ยนนิยามของชัยชนะ
World War Z มอบบทเรียนที่ล้ำค่ามากให้กับการออกแบบกลยุทธ์และการใช้ชีวิตของเรา บางครั้งเมื่อเราเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะสู้ไหว (No-Win Situation) เรามักจะติดกับดักความคิดที่ว่า "คำตอบที่ถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียว" (เช่น ต้องรักษาให้หาย ต้องมีวัคซีนป้องกัน หรือต้องชนะเชื้อโรคให้ได้เท่านั้น)
แต่การถอยออกมาทำ Anomaly Hunting เพื่อจับสังเกตความผิดปกติของปัญหา จะช่วยให้เราเห็นช่องโหว่ของกติกา และทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ชัยชนะไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของการฟาดฟันกันให้พังพินาศเพื่อหาผู้ชนะและผู้แพ้ที่แท้จริงเสมอไป
การเปลี่ยนสถานะตัวเองให้ไม่อยู่ในเงื่อนไขของปัญหา หรือการพรางตัว (Camouflage) หลบออกไปจากการตรวจจับของระบบ เพื่อรักษาชีวิตคนที่ยังรอดไว้ให้ได้มากที่สุด ก็นับเป็นการแฮ็กระบบที่งดงามและชาญฉลาดที่สุดเช่นเดียวกัน
บทส่งท้าย Ep.14 | มองมุมกลับ : เมื่อ 'ศัตรูตัวร้าย' กลายเป็น 'ผู้พิทักษ์โลก'
คำเตือน !!! บทส่งท้ายนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง War of the Worlds
War of the Worlds (2005)
ไหนๆ เราก็จมดิ่งอยู่กับเรื่องราวของไวรัส โรคระบาด และสมรภูมิระดับโมเลกุลมาถึง 2 ตอนเต็มๆแล้ว ผมอยากชวนทุกท่านถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อมองส่องเลนส์ในมุมกลับกันบ้างครับ
บางที เหล่าจุลชีพที่ตาเรามองไม่เห็นบนโลกใบนี้ อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ร้ายในทุกสมการเสมอไป
หากนับตามเส้นเวลาของประวัติศาสตร์โลก จุลชีพพวกนี้ดำรงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์อยู่บนโลกนี้มานานแสนนานก่อนที่มนุษย์หรือแม้แต่ไดโนเสาร์ตัวแรกจะลืมตาขึ้นมาดูโลกเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นเจ้าบ้านตัวจริงเสียงจริง
ธรรมชาติได้ทำการปรับแต่งกลไกของจุลชีพมาตลอดหลายพันล้านปี สร้างความแข็งแกร่งทางชีววิทยาให้พวกมันจนกลายเป็นข้อเท็จจริงทางธรรมชาติที่ว่า “มนุษย์ไม่มีวันเอาชนะด้วยการกำจัดเชื้อโรคให้หมดสิ้นไปจากโลกได้เลย” (เหมือนกติกาที่เราไม่มีวันกำจัดยุงให้หมดไปจากระบบนิเวศใน Ep.3-4 นั่นแหละครับ)
และนี่คือจุดตัดที่ภาพยนตร์ไซไฟระดับขึ้นหิ้งอย่าง War of the Worlds (อภิมหาสงครามล้างโลก) ผลงานของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Steven Spielberg นำมาใช้แฮ็กกติกาของสงครามได้อย่างเหนือชั้น
ป้อมปราการไฮเทค ที่ไร้ "ไฟร์วอลล์"
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เอเลี่ยนต่างดาวบุกโลกมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์หลายขุม พวกมันมีเกราะป้องกันที่อาวุธทุกชนิดบนโลกเจาะไม่เข้า
มีหุ่นรบ Tripods ทรงพลัง และมีลำแสงทำลายล้างที่สลายร่างมนุษย์ให้กลายเป็นฝุ่นผงได้ในพริบตา มนุษยชาติพ่ายแพ้ราบคาบและกำลังถูกกวาดต้อนไปเป็นสิ่งของทดลอง
แต่ทว่าหลังจากบุกยึดโลกได้เพียงไม่กี่วัน หุ่นรบประสิทธิภาพสูงเหล่านั้นกลับเริ่มเดินเซ ร่วงหล่น และพังทลายลงมาเองทุกลำ เหล่าผู้รุกรานต่างดาวล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง โดยที่กองทัพมนุษย์ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว (จริงๆคือกองทัพมนุษย์ทำอะไรพวกเอเลี่ยนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ)
อะไรคืออาวุธลับที่คว่ำกองทัพเอเลี่ยนระดับจักรวาลได้ ?
คำตอบไม่ใช่ซูเปอร์อาวุธทำลายล้าง ไม่ใช่นิวเคลียร์ และก็ไม่ใช่ถุงมือทานอสด้วย แต่คือ "เหล่าจุลชีพตัวเล็กๆบนโลก" ที่เราพยายามวิ่งหนีกันมาตลอดนั่นเอง
ผู้พิทักษ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกลมหายใจ
เรามักมองเหล่าจุลชีพเป็นผู้ร้ายทั้งในชีวิตจริงและในภาพยนตร์กระแสหลัก แต่ใน War of the Worlds ผู้กำกับและคนเขียนบทกลับเลือกที่จะออกแบบให้จุลชีพทำหน้าที่เป็นอัศวินขี่ม้าขาวที่มาปลดปล่อยมนุษยชาติจากการเป็นทาส
วินาทีที่เอเลี่ยนก้าวเท้าลงมาสัมผัสโลกใบนี้ พวกมันพุ่งเป้าไปที่การป้องกันการโจมตีทางกายภาพ (Physical Attack) แต่พวกมันกลับลืมไปว่าระบบปฏิบัติการชีวภาพของพวกมัน "ไม่มีไฟร์วอลล์คุ้มกัน" นั่นคือพวกมันไม่มีภูมิคุ้มกันต่อระบบนิเวศของโลกเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
เมื่อไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยคอยดักจับ จุลชีพ แบคทีเรีย และไวรัสทุกสายพันธุ์บนโลกที่ลอยอยู่ในอากาศ จึงพร้อมใจกันบุกทะลวงเข้าสู่ร่างกายของผู้รุกรานจากภายใน ทำลายล้างระบบอวัยวะของเอเลี่ยนจนพังยับเยินในเวลาอันรวดเร็ว
อย่างไวรัสไข้หวัดธรรมดาที่มนุษย์เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว นอนพักกินยาแปปเดียวก็หาย แต่สำหรับผู้รุกรานมันคือ "อาวุธชีวภาพพลังทำลายล้างสูง" เลยล่ะครับ ไหนจะแบคทีเรีย, สปอร์เชื้อรา, เกสรดอกไม้ (อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยว) และสารพัดสิ่งในอากาศที่มาช่วยรุมกินโต๊ะกันอีกแรง
ป.ล. ผมว่าถ้ามาบุกกรุงเทพ เอเลี่ยนน่าจะโดนพลังทำลายของ PM 2.5 ตุยก่อนจะถึงคิวพวกเชื้อโรคล่ะมั้ง (ฮา... 🤣)
บทเรียนระบบปฏิบัติการของคำว่า "ชีวิต"
War of the Worlds ส่งต่อบทเรียนเชิงระบบนิเวศที่ลึกซึ้งให้เราเรื่องหนึ่ง อากาศที่เรากำลังหายใจเข้าออก อาหารรสเลิศที่เราทาน หรือน้ำดื่มสะอาดที่เราดื่มขจัดความกระหาย ทุกสิ่งล้วนมีจุลชีพที่มองไม่เห็นนับล้านตัวอาศัยอยู่ร่วมกับเรามาตลอด
เหตุผลเดียวที่ฟันเฟืองร่างกายของเรายังคงหมุนต่อไปได้โดยไม่พังทลายลงมา ก็เพราะเรามีระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกัน (Immunity) ที่บรรพบุรุษของเราส่งต่อรหัสของระบบนี้ผ่านทางสายเลือดมานับล้านปี รวมถึงแพตช์อัปเดตพิเศษอย่าง "วัคซีน" (Vaccine) สิ่งประดิษฐ์ยุคใหม่ที่เกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ที่เราฉีดเข้าไปเพื่อช่วยให้ระบบจำลองรู้จักวิธีรับมือล่วงหน้า
ในขณะที่เอเลี่ยนผู้รุกรานพ่ายแพ้ให้กับสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดในจักรวาล มนุษยชาติกลับอยู่รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะเรามีอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่เป็นเพราะเราได้ทำการ "จ่ายค่าเช่าระบบ" เพื่ออยู่ร่วมกับจุลชีพและโลกใบนี้มาอย่างยาวนาน จนได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าบ้าน(ร่วม)กับจุลชีพของดาวเคราะห์โลกอย่างแท้จริง
โฆษณา