4 ชั่วโมงที่แล้ว • การ์ตูน

คนที่พยายามที่สุด อาจเป็นคนที่กลัวที่สุดว่าจะไม่มีใครเห็น — นารูโตะ

มีคนบางคนที่ดูเหมือนพยายามตลอดเวลา
พยายามให้เก่งขึ้น
พยายามให้คนยอมรับ
พยายามทำให้ตัวเองสำคัญพอ
จนไม่มีใครมองข้ามได้อีก
จากข้างนอก
มันอาจดูเหมือนความมั่นใจ
แต่ลึกลงไป
สิ่งที่ผลักเขาอยู่
อาจไม่ใช่ความมั่นใจ
อาจเป็นความกลัว
กลัวว่าถ้าไม่เก่งพอ
ไม่สำคัญพอ
ไม่ยิ่งใหญ่พอ
เขาจะกลับไปเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการอีกครั้ง
บทความนี้ไม่ใช่เรื่องของนารูโตะที่อยากเป็นโฮคาเงะ
แต่เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง
ที่ใช้ทั้งชีวิตพยายามพิสูจน์ว่า
เขามีค่าพอที่จะถูกมองเห็น
ในตอนแรกของเรื่อง
นารูโตะไม่ได้เปิดตัวในฐานะเด็กเก่ง
เขาเปิดตัวในฐานะเด็กที่สร้างปัญหา
เขาเอาสีไปวาดบนหน้าผาโฮคาเงะ
ทำให้คนในหมู่บ้านต้องวุ่นวาย
ทำให้ผู้ใหญ่ต้องไล่จับ
ทำให้ทุกคนต้องพูดถึงเขา
ถ้ามองผิวเผิน
นี่คือพฤติกรรมของเด็กดื้อคนหนึ่ง
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป
นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่เด็กคนหนึ่งรู้จัก
ในการบอกโลกว่า
ฉันยังอยู่ตรงนี้
นารูโตะเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่
ไม่มีคนรอบตัวที่ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่จำนวนมากมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและหวาดกลัว
ทั้งที่เขายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า
ตัวเองทำผิดอะไร
เขาไม่รู้ความจริงเรื่องจิ้งจอกเก้าหาง
แต่เขารู้สึกได้ว่า
คนอื่นไม่อยากเข้าใกล้เขา
สำหรับเด็กคนหนึ่ง
การถูกเกลียดอาจยังเจ็บน้อยกว่า
การถูกทำเหมือนไม่มีตัวตน
บางครั้งคนที่เสียงดังที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่มั่นใจที่สุด
เขาแค่กลัวว่า
ถ้าเงียบลง
จะไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย
นารูโตะพูดอยู่เสมอว่า
เขาจะเป็นโฮคาเงะ
แต่ความฝันนี้ไม่ได้ฟังเหมือนความฝันของเด็กที่มั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม
มันฟังเหมือนคำประกาศของเด็กที่อยากให้โลกยอมรับว่า
เขาก็มีค่าเหมือนกัน
สำหรับนารูโตะ
โฮคาเงะไม่ได้เป็นแค่ตำแหน่งผู้นำหมู่บ้าน
มันคือหลักฐาน
หลักฐานว่าวันหนึ่ง
คนที่เคยมองข้ามเขา
จะต้องหันกลับมามองเขา
แต่ในวันสอบจบจากโรงเรียนนินจา
นารูโตะสอบตก
เขาใช้วิชาแยกร่างไม่ได้ดีพอ
พื้นฐานที่คนอื่นควรทำได้
กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำไม่ผ่าน
เขาอยากเป็นโฮคาเงะ
แต่ยังสอบเป็นนินจาไม่ผ่าน
เขาอยากให้ทุกคนยอมรับ
แต่แม้แต่ด่านแรกของการได้รับการยอมรับ
เขาก็ยังไปไม่ถึง
แล้วมิสึกิก็เข้ามา
มิสึกิหลอกนารูโตะว่า
ถ้าเขาขโมยคัมภีร์ต้องห้ามมา
และเรียนวิชาในนั้นได้
เขาจะสามารถจบการศึกษาได้
นารูโตะเชื่อ
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเด็กโง่
แต่เพราะเขาอยากพิสูจน์ตัวเองมากพอ
จนพร้อมคว้าโอกาสใดก็ตาม
ที่ทำให้เขารู้สึกว่า
ฉันอาจทำได้เหมือนคนอื่น
คนที่ถูกบอกทางสายตาซ้ำ ๆ ว่าไม่ดีพอ
บางครั้งไม่ได้ต้องการทางลัดเพราะขี้เกียจ
เขาแค่อยากมีหลักฐานสักอย่าง
ว่าตัวเองไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คนอื่นมอง
แล้วความจริงก็ถูกเปิดออก
มิสึกิบอกนารูโตะว่า
จิ้งจอกเก้าหางถูกผนึกอยู่ในตัวเขา
สิ่งที่คนทั้งหมู่บ้านรู้
แต่เขาไม่เคยรู้
สิ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากมองเขาเหมือนเป็นภัย
ไม่ใช่เด็กคนหนึ่ง
ในจังหวะนั้น
โลกของนารูโตะไม่ได้พังเพราะเขาเพิ่งรู้ว่ามีปีศาจอยู่ในตัว
แต่มันพังเพราะเขาเริ่มเข้าใจว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
สายตาเย็นชาของคนในหมู่บ้านมีที่มาจากอะไร
เขาไม่ได้ถูกมองเป็นนารูโตะ
เขาถูกมองผ่านสิ่งที่คนอื่นกลัวในตัวเขา
มิสึกิพยายามทำให้เขาเชื่อว่า
แม้แต่อิรุกะก็เกลียดเขาเหมือนกัน
เพราะพ่อแม่ของอิรุกะเสียชีวิตจากเหตุการณ์จิ้งจอกเก้าหางโจมตีหมู่บ้าน
แต่นั่นคือจุดที่อิรุกะเลือกยืนอยู่ข้างนารูโตะ
อิรุกะไม่ได้ปฏิเสธความเจ็บปวดของตัวเอง
เขาไม่ได้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่
แต่เขาไม่เอาความเจ็บปวดนั้นไปตัดสินนารูโตะ
เขามองเห็นเด็กคนหนึ่ง
ที่โดดเดี่ยว
และพยายามเรียกร้องความสนใจ
เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองถูกรัก
สำหรับนารูโตะ
นี่อาจเป็นครั้งแรก ๆ
ที่มีใครบางคนมองเขา
โดยไม่เห็นปีศาจก่อน
ไม่เห็นข่าวลือก่อน
ไม่เห็นความกลัวก่อน
แต่มองเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
หลังจากนั้น
นารูโตะใช้วิชาแยกเงาพันร่างเอาชนะมิสึกิ
สิ่งที่น่าสนใจคือ
วิชาแยกร่างที่เขาเคยสอบตก
กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาใช้ปกป้องคนแรกที่ยอมรับเขา
และเมื่ออิรุกะมอบที่คาดหน้าผากให้เขา
มันจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ว่าเขาจบการศึกษา
แต่มันเหมือนประโยคเงียบ ๆ ที่บอกว่า
เธอเป็นนินจาของหมู่บ้านนี้แล้ว
เธอมีที่ยืนอยู่ที่นี่แล้ว
เธอไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเรียกเธอ
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกว่าไม่ดีพอ
บางครั้งการได้รับการยอมรับจากคนเพียงคนเดียว
อาจกลายเป็นแสงแรกที่ทำให้เขาเชื่อว่า
ตัวเองอาจมีค่าจริง ๆ
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า
บาดแผลทั้งหมดจะหายไปทันที
เพราะคนที่เคยต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ถูกมองเห็น
มักไม่รู้วิธีหยุดพิสูจน์ตัวเองง่าย ๆ
นารูโตะยังคงเดินหน้าต่อ
ยังคงพยายาม
ยังคงแบกความฝันเดิมไว้ในใจ
เขาไม่ได้แค่อยากเก่งขึ้น
เขาอยากไปให้ถึงวันที่
ไม่มีใครในหมู่บ้านมองเขาด้วยสายตาเดิมอีกต่อไป
และวันนั้นก็มาถึง
หลังศึกเพน
หลังจากโคโนฮะถูกทำลาย
หลังจากผู้คนจำนวนมากหมดหวัง
นารูโตะกลับมา
เขาต่อสู้
และช่วยหมู่บ้านไว้
เมื่อทุกอย่างจบลง
เขากลับเข้าสู่หมู่บ้านในสภาพเหนื่อยล้า
แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็ต้อนรับเขา
คนที่เคยมองเขาเป็นปัญหา
วันนี้มองเขาเป็นผู้กอบกู้
คนที่เคยกลัวเขา
วันนี้เรียกเขาเป็นฮีโร่
เด็กที่เคยต้องวาดสีบนหน้าผาโฮคาเงะ
เพื่อให้ทุกคนหันมามอง
วันนี้ไม่ต้องก่อเรื่องอีกแล้ว
เขาก็ถูกนับรวมอยู่ในหมู่บ้าน
ถ้ามองในฐานะคนดู
นี่คือฉากที่อบอุ่นมาก
แต่มันก็เจ็บมากเช่นกัน
เพราะคำถามที่อยู่ใต้ฉากนี้คือ
ทำไมเด็กคนหนึ่ง
ต้องช่วยทั้งหมู่บ้านก่อน
คนอื่นถึงจะเห็นว่าเขามีค่า
ทำไมเขาต้องสู้จนหมดแรง
ต้องเสี่ยงชีวิต
ต้องกลายเป็นคนสำคัญขนาดนั้น
ก่อนที่สายตาของคนอื่นจะเปลี่ยนไป
นี่คือความเศร้าของการพิสูจน์ตัวเอง
มันอาจพาเราไปถึงวันที่ทุกคนยอมรับ
แต่มันก็อาจทำให้เราเชื่อว่า
คุณค่าของเราต้องแลกด้วยการทำอะไรให้ยิ่งใหญ่เสมอ
ถ้าเราชนะ
เราถึงมีค่า
ถ้าเราช่วยทุกคนได้
เราถึงมีค่า
ถ้าเราสำคัญพอ
โลกถึงจะไม่มีสิทธิ์มองข้ามเรา
และเมื่อความเชื่อนี้ฝังอยู่ในใจ
ต่อให้วันหนึ่งเสียงปรบมือมาถึงแล้ว
เราก็อาจยังเหนื่อยอยู่ดี
เพราะใจเรายังไม่รู้ว่า
ต้องหยุดพิสูจน์ตรงไหน
บางคนใช้ชีวิตเหมือนนารูโตะ
ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่า
“ฉันรู้สึกไม่ดีพอ”
แต่แสดงมันผ่านการพยายามมากเกินไป
ทำงานหนักเกินไป
รับผิดชอบมากเกินไป
อยากเป็นคนที่ทุกคนพึ่งพาได้
อยากเป็นคนที่ไม่มีใครผิดหวัง
จากข้างนอก
มันอาจดูเหมือนความขยัน
ดูเหมือนความทะเยอทะยาน
ดูเหมือนความไม่ยอมแพ้
แต่จากข้างใน
มันอาจเป็นความกลัว
กลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีพอ
คนอื่นจะเลิกเห็นคุณค่า
กลัวว่าถ้าไม่สำเร็จ
ทุกอย่างที่เคยพิสูจน์มาจะไม่มีความหมาย
และกลัวว่าแค่หยุดพัก
ตัวเองจะกลับไปเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการอีกครั้ง
การพิสูจน์ตัวเองจึงเหนื่อย
เพราะมันไม่มีเส้นชัยจริง ๆ
ต่อให้มีคนชม
ใจก็ยังถามว่า “พอหรือยัง”
ต่อให้ประสบความสำเร็จ
ใจก็ยังกลัวว่า “ครั้งหน้าถ้าทำไม่ได้ล่ะ”
ต่อให้มีคนยอมรับ
ใจก็ยังไม่แน่ใจว่า
เราสมควรถูกยอมรับจริง ๆ หรือเปล่า
นารูโตะเป็นตัวละครที่หลายคนจำได้จากความไม่ยอมแพ้
แต่มุมที่เจ็บกว่านั้นคือ
เราอาจไม่ได้เห็นแค่เด็กที่ไม่ยอมแพ้
เราเห็นเด็กคนหนึ่ง
ที่ไม่รู้ว่าถ้ายอมแพ้แล้ว
จะยังมีใครมองเห็นเขาอยู่ไหม
เราเห็นคนที่พยายามมาก
เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยถูกทำให้รู้สึกว่า
ตัวเองไม่มีค่าเลย
เราเห็นคนที่อยากเป็นโฮคาเงะ
ไม่ใช่เพราะอยากอยู่เหนือทุกคน
แต่เพราะอยากให้ทุกคนยอมรับว่า
เขาก็มีตัวตนเหมือนกัน
บางทีคำถามที่เหลืออยู่
อาจไม่ใช่
เราต้องทำอะไรอีก
ถึงจะดีพอสำหรับคนอื่น
แต่อาจเป็นคำถามที่เงียบกว่านั้น
ถ้าวันหนึ่งไม่มีเสียงปรบมือ
ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีใครยืนยันว่าเราสำคัญ
เรายังรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่ไหม
และถ้าไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว
เรายังรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนอยู่หรือเปล่า
โฆษณา