12 มิ.ย. เวลา 16:04 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Ep.16 : The Lord of the Rings "เมื่อความหวังเดินทางเร็วกว่าแสง"

คำเตือน !!! บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง The Lord of The Rings : The Return of the King
ทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกกับเราว่า
"ไม่มีสิ่งใดในเอกภพที่เดินทางเร็วกว่าแสง"
แต่ทว่าถ้าคุณมีโอกาสได้ไปยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟชินคังเซน ในภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น คุณจะพบกับการท้าทายกฎฟิสิกส์ข้อนี้อย่างแยบยลผ่านปรัชญาการตั้งชื่อขบวนรถไฟสายโทไกโด-ซันโย (โตเกียว-โอซาก้า)
1) "โคดามะ" (Kodama - こだま) แปลว่า เสียงสะท้อน เป็นขบวนหวานเย็นที่ช้าที่สุดจอดทุกป้าย
2) "ฮิคาริ" (Hikari - ひかり) แปลว่า แสง เป็นขบวนที่วิ่งเร็วขึ้นมาอีกระดับนึง จอดสถานีหลักและสถานีย่อยหลายแห่ง แต่จอดน้อยกว่าโคดามะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วแต่แวะเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ
ซึ่งทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงย่อมเดินทางเร็วกว่าเสียง
แต่คอนเซปสุดล้ำของญี่ปุ่นคือ มันมีขบวนที่เร็วกว่าแสงด้วย !!!
3) ขบวนที่ทำความเร็วสูงสุด วิ่งข้ามผ่านเมืองใหญ่และพาผู้คนไปถึงที่หมายได้เร็วที่สุด เร็วยิ่งกว่าแสงซะอีก กลับไม่ได้ตั้งชื่อตามปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ใดๆ แต่มันมีชื่อว่า "โนโซมิ" (Nozomi - のぞみ) ที่แปลว่า "ความหวัง"
N700S Series (Shinkansen Supreme)
ปรัชญา "ความหวังเดินทางเร็วกว่าแสง" นี้กระแทกใจผมเข้าอย่างจัง ในมุมมองของมนุษย์ ความหวังเดินทางเร็วกว่าแสงเสมอ และถ้าจะมีมหากาพย์เรื่องไหนที่อธิบายคอนเซปต์นี้ได้ทรงพลังที่สุด เราคงต้องเดินมุ่งหน้าสู่มิดเดิลเอิร์ธ (Middle Earth) ในวรรณกรรมและภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Lord of the Rings
โลกที่ถูกสร้างอย่างสมบูรณ์แบบของ J.R.R. Tolkien
ก่อนจะไปถึงจุดไคลแมกซ์ ต้องขอคารวะปู่โทลคีน (J.R.R. Tolkien) ผู้ประพันธ์วรรณกรรมเรื่องนี้ ความบ้าคลั่งของแกไม่ใช่แค่การเขียนนิยายแฟนตาซี
สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลThe Lord of the Rings เอามากๆ ไม่ใช่แค่เรื่องราวการต่อสู้อันยาวนานหลายพันปี หรือแค่ฉากสงครามอลังการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายละเอียดของโลกMiddle Earth, ประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเหตุการณ์ในเรื่องนับพันๆปี, เผ่าพันธุ์อันหลากหลาย, สิ่งก่อสร้างอันมีเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ และที่สุดยอดที่สุดคือ ภาษาของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ปู่โทลคีนแกคิดค้นขึ้นมาเองใหม่ทั้งหมด และยังสามารถใช้สื่อสารได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย
ทุกองค์ประกอบทุกรายละเอียดในเรื่องมันสมจริงละเอียดยิบซะจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้เลย เหมือนปู่โทลคีนแกไปนั่งจิบกาแฟอยู่ข้างสนามรบแล้วจดบันทึกมารวมเล่มขายมากกว่า ก็ขนาดม้าหรือต้นไม้ยังมีชื่ออ่ะครับ ละเอียดขนาดไหนคิดดูละกัน
The Lord of the Rings Trilogy
กระโจมไฟแห่งอะมอนดีน : โทรเลขแสงแห่งมิดเดิลเอิร์ธ
ในภาคที่ 3 The Return of the King มีสถานการณ์ระดับ No-Win Situation (Kobayashi Maru) เกิดขึ้น เมื่อเมืองหลวงมินาสธิริธ อาณาจักรกอนดอร์ กำลังถูกกองทัพออร์คนับแสนของมอร์ดอร์เข้าประชิดโอบล้อมไว้ทุกทิศทาง
ทางรอดเดียวคือต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพม้าแห่งอาณาจักรโรฮัน พันธมิตรที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ แต่การจะส่งม้าเร็วฝ่าวงล้อมศัตรูออกไปแจ้งข่าวคือวิธีการดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวัน หากรอให้ม้าส่งข่าวควบไปถึง โรฮันคงได้จัดทัพมาเก็บกวาดซากปรักหักพังของมินาสธิริธอย่างแน่นอน
และแล้วพ่อมดแกนดาล์ฟ ก็เลือกใช้การ "เปลี่ยนกติกา" เขาแอบให้ฮอบบิทตัวน้อยอย่างปิ๊ปปิน ปีนขึ้นไปจุดไฟบนหอคอยกระโจมไฟแห่งอะมอนดีน
ทันทีที่ไฟดวงแรกสว่างขึ้น ยามเฝ้ากระโจมไฟบนยอดเขาอีกลูกที่ห่างออกไปก็สังเกตเห็น และทำการจุดไฟของตัวเองต่อยอดกันไปเรื่อยๆ
นี่คือระบบ "โทรเลขแสง (Optical Telegraph)" ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด มันคือการ "เชื่อมจุด" (Dot Connecting) ข้ามผ่านยอดเขาอันหนาวเหน็บ ข้ามผ่านเมฆหมอกและระยะทางหลายร้อยไมล์ เพื่อส่งข้อมูลระดับ 1 Bit (0 = ปกติ, 1 = ขอความช่วยเหลือด่วน) ไปถึงกษัตริย์เธโอเดนแห่งโรฮันได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน
Beacon of Amon Dîn
แสงที่จุดประกาย "ความหวัง" ณ ทุ่งเพเลนอร์
เมื่อสัญญาณไฟเดินทางไปถึงโรฮัน มันไม่ได้ส่งไปแค่คำขอความช่วยเหลือ แต่มันได้ส่ง "ความหวัง" ไปด้วย ในฉากสมรภูมิทุ่งเพเลนอร์ (Battle of the Pelennor Fields) ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่ยิ่งใหญ่และทำให้คนดูขนลุกที่สุดในโลกภาพยนตร์
เมื่อกองทัพม้าแห่งโรฮันเดินทางมาถึง กษัตริย์เธโอเดนทอดพระเนตรเห็นกองทัพศัตรูที่มืดฟ้ามัวดิน แม้จะรู้ว่านี่อาจเป็นการศึกครั้งสุดท้าย แต่พระองค์ก็ควบม้าไปตามแนวรบ เคาะดาบไปที่หอกและโล่ของเหล่าทหารหาญ รวบรวมขวัญกำลังใจและตะโกนสั่งการบุกตะลุยเข้าใส่ศัตรูด้วยความกล้าหาญที่ประเมินค่าไม่ได้
Rohirrim at Battle of Pelennor Fields
เสียงแตรเขาสัตว์ที่ดังกึกก้อง และภาพกองทัพม้านับหมื่นที่ควบตะบึงเข้าโรมรันกับกองทัพแห่งความมืด คือผลลัพธ์โดยตรงของ "ไฟดวงเล็กๆ" ที่ปิ๊ปปินจุดขึ้นบนหอคอยวันนั้น พวกเขามาทันเวลา เพราะ "แสงแห่งความหวัง" ได้นำหน้าพวกเขามาก่อนแล้ว
หากกอนดอร์เลือกใช้วิธีส่งสารด้วยม้าแบบดั้งเดิม ความหวังคงเดินทางไปไม่ถึงโรฮัน และมินาสธิริธคงราบเป็นหน้ากลอง
The Charge of the Rohirrim
แล้วมีภาพยนตร์เรื่องอื่นอีกไหมที่พูดถึง "ความหวัง"
ต้องขอบอกว่า มีเยอะเสียจนนับไม่หมดเลยล่ะครับ
"ความหวัง" และ "ความรัก" นี่แทบจะเป็นพื้นฐานทุกอย่างของประวัติศาสตร์มนุษย์เลยก็ว่าได้ มันปรากฎอยู่ในดนตรี บทกวี งานศิลปะ ภาพยนตร์ มังงะ อนิเมะ ไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานอยู่ในทุกศาสตร์และศิลป์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแต่บรรพกาล
Star Wars : "Rebellions are built on hope"
ความมหัศจรรย์ของ "ความหวัง" คือ มันมักจะเปล่งประกายได้สว่างไสวแม้ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดเสมอ เหมือนในมหากาพย์จักรวาลสงครามอวกาศอย่าง Rogue One : A Star Wars Story และซีรีส์ Andor
Rouge One : A Star Wars Story (2016)
Andor Season 1 (2022) และ Season 2 (2025)
ท่ามกลางการปกครองอันกดขี่ของจักรวรรดิแกแลกติกที่มีอาวุธทำลายล้างดาวเคราะห์อย่าง Death Star กลุ่มคนธรรมดาที่ไม่มีพลังฟอร์ซ ไม่มีดาบไลท์เซเบอร์ กลับกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบเพื่อขโมยพิมพ์เขียวของสถานีรบนั้น เพราะพวกเขายึดมั่นในประโยคคลาสสิคที่ว่า
"Rebellions are built on hope."
(ฝ่ายกบฏสร้างขึ้นจากความหวัง)
ความหวังไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพ้อฝัน แต่มันคือ "แหล่งพลังงาน" ที่ขับเคลื่อนให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ กล้าลุกขึ้นมาท้าทายระบบขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเอาชนะได้
X-Men : อาวุธลับของมนุษย์ "เจ็บปวดโดยไม่แตกสลาย"
ใน X-Men: Days of Future Past มีฉากที่ทรงพลังที่สุดตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์ Charles Xavier ในอนาคต (ผู้ผ่านสงครามและการสูญเสียมานับไม่ถ้วน) ต้องส่งกระแสจิตผ่านวูฟเวอร์รีนกลับไปเตือนสติของตัวเองในวัยหนุ่มที่กำลังสิ้นหวัง ขังตัวเองอยู่กับความเจ็บปวด และปฏิเสธที่จะรับฟังเสียงของโลก
ชาร์ลส์ในอนาคตได้มอบบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับมนุษยชาติไว้ว่า
"It's not their pain you're afraid of. It's yours, Charles. And as frightening as it can be, that pain will make you stronger.
If you allow yourself to feel it, embrace it, .it will make you more powerful than you ever imagined.
It's the greatest gift we have: to bear their pain without breaking.
And it comes from the most human part of us : hope. Charles, we need you to hope again"
"มันไม่ใช่ความเจ็บปวดของพวกเขาหรอกที่คุณกลัว...ชาร์ลส์ มันคือความเจ็บปวดของคุณเองต่างหาก และแม้ว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหน
ความเจ็บปวดนั้นจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น... มันคือพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรามี
การแบกรับความเจ็บปวดของพวกเขาเอาไว้โดยไม่แตกสลาย และมันมาจากส่วนที่เป็นมนุษย์ที่สุดของเรา : นั่นคือ ความหวัง
ชาร์ลส์ เราต้องการให้คุณกลับมีความหวังอีกครั้ง"
ความหวังในมุมมองนี้ จึงไม่ใช่แค่การมองโลกในแง่ดี แต่มันคือ "เกราะป้องกันระเบิดทางอารมณ์" (Emotional Buffer) ที่ทำให้นักแก้ปัญหาและมนุษยชาติ สามารถทนทานต่อความล้มเหลว ความเจ็บปวด และแรงบีบคั้นของสถานการณ์ Kobayashi Maru ได้โดยที่จิตวิญญาณไม่แตกสลายไปเสียก่อน
X-Men : Days of Future Past (2014)
Interstellar : เมื่อ "ความรัก" ดำรงอยู่เหนือกาลอวกาศ
หากความหวังคือขบวนรถไฟที่วิ่งเร็วยิ่งกว่าแสง ในภาพยนตร์ไซไฟ-อวกาศระดับขึ้นหิ้งอย่าง Interstellar ได้พาเราไปพบกับสิ่งเดียวในเอกภพที่สามารถทะลวงผ่านกฎฟิสิกส์ของไอน์สไตน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ "ความรัก"
Interstellar (2014)
ในตอนที่ยานอวกาศกำลังหลงอยู่ในมิติห่างไกล ดร.เอมิเลีย แบรนด์ ได้ตั้งสมมติฐานที่ท้าทายความคิดของนักวิทยาศาสตร์ทั้งมวลว่า
"Love is the one thing we're capable of perceiving that transcends dimensions of time and space."
(ความรักคือสิ่งเดียวที่เราสามารถรับรู้
และสามารถก้าวข้ามผ่านมิติของกาลอวกาศได้)
และในท้ายที่สุด ทฤษฎีนี้ก็ถูกพิสูจน์เมื่อ คูเปอร์ สามารถส่งข้อมูลควอนตัมจากในหลุมดำข้ามเวลากลับมาช่วยลูกสาวของเขาได้ ผ่าน "แรงดึงดูดของความรัก" ที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองคนไว้ ความรักไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอารมณ์ แต่มันทำหน้าที่เหมือนแรงโน้มถ่วงมิติที่ 5 ที่เชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าด้วยกันเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
Dr. Amelia Brand - Interstellar (2014)
Prometheus : เส้นแบ่งระหว่าง "ตรรกะประดิษฐ์" กับ "จิตวิญญาณ"
เพื่อที่จะเข้าใจถึงความพิเศษของสิ่งที่เรียกว่าความหวังและความรัก บางครั้งเราอาจต้องมองผ่านมุมองของสิ่งที่ไม่อาจจะมีความรักและความหวังได้
ในภาพยนตร์ไซไฟที่แฝงปรัชญาการกำเนิดมนุษย์อย่าง Prometheus มีฉากที่ ปีเตอร์ เวย์แลนด์ (Peter Weyland) มหาเศรษฐีผู้สร้างหุ่นแอนดรอยด์ที่ชื่อ เดวิด (David) ได้ปรากฏตัวผ่านคลิปบันทึกภาพโฮโลแกรม เขาแนะนำว่าเดวิดเป็นเหมือนลูกชายของเขา สามารถทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้ เดวิดเหนือกว่ามนุษย์เพราะไม่มีวันแก่และไม่มีวันตาย
"แต่เขากลับไม่สามารถชื่นชมของขวัญอันน่าทึ่งเหล่านี้ได้ เพราะสิ่งนั้นต้องใช้สิ่งเดียวที่เดวิดจะไม่มีวันมี นั่นคือ จิตวิญญาณ (Soul)"
ประโยคนี้คือจุดแตกหักที่ชัดเจนที่สุดครับ ไม่ว่าแอนดรอยด์จะถูกสร้างมาให้มีโครงสร้างหน้าตาเหมือนมนุษย์แค่ไหน หรือมีระบบประมวลผลควอนตัมที่คำนวณความเป็นไปได้ได้แม่นยำเพียงใด พวกมันก็ยังคงติดอยู่ในกรอบของตรรกะและตัวเลข พวกมันประมวลผลเพื่อหนีจากสถานการณ์ No-Win ได้ แต่พวกมัน "หวัง" ไม่เป็น และ "รัก" ไม่ได้"
แม้ว่าในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์สายไซไฟ เราอาจจะแอบตั้งข้อสังเกตสนุกๆไว้ว่า ในอนาคตอันไกลโพ้น หากเราสามารถสร้างแอนดรอยด์ที่มีการจำลองระบบปฏิกิริยาทางชีวเคมีได้เหมือนกับสมองและร่างกายของมนุษย์แบบ 100% ถึงวันนั้นพวกมันอาจจะเริ่มเรียนรู้ที่จะมีความหวัง มีความรัก และก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า "จิตวิญญาณ" ขึ้นมาเหมือนพวกเราก็เป็นได้
Prometheus (2012)
Chief Engineer's Summary : ปฏิกิริยาเคมีที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณ
หากเรามองผ่านมุมมองของวิทยาศาสตร์สายวัตถุนิยม (Materialism) ทั้ง ความหวัง (Hope) และ ความรัก (Love) อาจจะถูกลดทอนคุณค่าลงเป็นเพียงแค่ "ปฏิกิริยาทางชีวเคมีในสมอง" เป็นแค่กระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเซลล์ประสาท หรือการหลั่งฮอร์โมนเพื่อหลอกให้สิ่งมีชีวิตพยายามสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเองต่อไป
แต่ในมุมมองของการดำรงอยู่ ผลลัพธ์ของสารเคมีเหล่านั้นกลับยิ่งใหญ่ เรียบง่าย และทรงพลังเกินกว่าที่สมการฟิสิกส์หรือสมการเคมีใดๆจะประเมินค่าได้ เพราะมันคือพลังงานลึกลับที่เป็น "จิตวิญญาณ" ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์มาแต่อดีตกาล
สองสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏตัวอยู่แค่ในแผ่นฟิล์มภาพยนตร์ไซไฟหรือแฟนตาซี แต่มันถูกเขียน จดบันทึก แทรกซึม และกระจายตัวอยู่ในแทบทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ตั้งแต่บทกวี, วรรณกรรม, ท่วงทำนองดนตรี, งานศิลปะ, นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปจนถึงเรื่องราวความกล้าหาญ, ความเสียสละ, ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก
ตราบใดที่มนุษยชาติยังไม่หยุดที่จะ "รัก" และไม่ยอมแพ้ที่จะ "หวัง" ต่อให้ธรรมชาติจะโยนสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะมาให้อีกกี่หมื่นกี่แสนครั้งก็ตาม เกมนั้นก็จะไม่มีทางจบ เพราะเราจะหาทาง "เปลี่ยนกฎ" และสร้างปาฏิหาริย์ที่เดินทางเร็วกว่าแสงขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ
โฆษณา