13 มิ.ย. เวลา 10:15 • การเมือง

อย่า อย่า อย่ามาลอง อย่ามาใกล้ไฟ อย่ามาใกล้เกินไป

"อย่า อย่า อย่ามาลอง
อย่ามาใกล้ไฟ อย่ามาใกล้เกินไป
บอก กัน เอาไว้
บอกว่าของมันแรง บอกว่าของมันไว
ตัก เตือน แต่ยังเมิน
กลับเอาเชื้อเอาฟืน เข้ามาใกล้ไฟ"
"สุด แรง ทานเอาไว้
ก็เลยลุกเลยลาม ก็เลยลุกลามออกไป
เหมือนไฟป่า ร้อนแรงกว่า
ร้อนแรงยิ่งกว่า ไฟใด
เผาต้นหนึ่งถึงต้นหนึ่ง ต้นเดียวลุกต่อกันไป
"เธอ เองก็อาจมีใจ ที่เป็นวัตถุ ไวไฟ
เจอ ใจ ที่เป็นไฟ
จะไปเหลืออะไร ก็คือไฟทั้งนั้น"
เพลง : วัตถุไวไฟ
ศิลปิน : พี่หนุ่ย อำพล ลำพูน
รถถังหลัก Type 59D
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ค่ำนี้ก็มีภาคต่อของบทความเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชามาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกแล้ว วันนี้ชื่อตอนของบทความดูแปลกใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ท่านผู้อ่านที่ติดตามผู้เขียนมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2568 จะทราบดีว่าเนื้อเพลงวัตถุไวไฟของพี่หนุ่ย อำพล ลำพูน นักร้องเพลงร็อคอันดับต้นๆแห่งยุค 90 มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาถึง 2 รอบทั้งเดือนกรกฎาคมแลัเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
โดยเฉพาะตอนฟังเพลงนี้แล้วเห็นภาพเครื่องบินข้บไล่เอฟ-16 ทิ้งระเบิดโจมตีกองทัพกัมพูชารวมถึงภาพที่ทหารไทยจับปืนหนักปืนเบาวิ่งฝ่ากระสุนในป่าเพื่อทวงคืนคืนอธิปไตย ซึ่งก็ตรงกับภาพที่ผู้เขียนเห็นในนิมิตช่วงที่กำลังนั่งสมาธิก่อนการเปิดปะทะรอบแรกในวันที่ 24 กรกฎาคมปีเดียวกัน แล้วภาพนิมิตนั้นก็กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ทุกท่านทราบข่าว
Type 59-I
ก่อนที่จะไปอ่านบทความกัน ภาพโปสเตอร์รถถัง Type 59D ที่ปรากฎต่อจากช่วงเกริ่นนำนี้ หากท่านใดสนใจนำไปเป็นภาพโปสเตอร์ติดผนังโชว์ที่บ้านหรือนำไปปริ้นท์อัดใส่กรอบรูปในบ้านท่าน ท่านสามารถทักแชตไปที่ Facebook ส่วนตัวของผู้เขียนใช้ชื่อว่า Supakrit Falcon
สำหรับค่าปริ้นท์ท่านสามารถโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
Type 59D ของกองทัพบกจีน
ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 เกิดกระแสข่าวแพร้สะพัดในโลกโซเชียลมีเดียทั้งไทยและกัมพูชา แน่นอนว่ามีการแชร์ภาพการลำเลียงรถถังจำนวนมากผ่านมณฑลกวางตุ้งของจีนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือจ้านเจียง ต่อมาข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อมีการตรวจพบรถถังหลักยุคสงครามเย็นแบบ Type 59D จำนวน 40 คัน
ปัจจุบันมีรายงานว่าถูกส่งมอบถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชาอย่างเปิดเผย หากเราติดตามข่าวทางการทหารจะพบว่านี่เป็นเพียงล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คัน ตามดีลความร่วมมือทางทหารดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2559
ซึ่งทางจีนระบุว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่นำมา Renovate เพื่อมอบให้ใช้ในการป้องกันประเทศ การส่งมอบครั้งนี้สร้างความตื่นตัวให้กับฝ่ายความมั่นคงของไทยอย่างมาก เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายรถถังบางส่วนมุ่งหน้าสู่แนวชายแดนในเขตจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัยทันที
พ.ศ.2499 ณ สหภาพโซเวียตที่นี่เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของรถถังที่มีข่าวอื้อฉาวในอีก 70 ปีต่อมาภายใต้สนธิสัญญามิตรภาพและการช่วยเหลือระหว่างจีนและโซเวียต โดยโซเวียตได้ตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีรถถัง T-54A ให้แก่จีนนำไปสู่การก่อตั้งโรงงานหมายเลข 617 ในเมืองเป้าถู่ เพื่อผลิตรถถังเองภายใต้รหัส WZ120
PLA Type 59
เมื่อรถถังหลักรุ่นแรกของจีนถือกำเนิดขึ้น ส่วนมากชิ้นส่วนทุกชิ้นเป็นชิ้นส่วนที่จีนผลิตได้เองในปีพ.ศ.2501 และเริ่มผลิตรถถังรุ่นนี้อย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2502 ภายใต้ชื่อ Type 59 เพราะฉะนั้นรถถังแบบนี้ถือเป็นรถถังหลักรุ่นแรกที่จีนผลิตเอง โดยมีการผลิตต่อเนื่องมาจนถึงปีพ.ศ.2528 รวมจำนวนมากกว่า 9,000 คัน
ในช่วงทศวรรษ 1990 หรือระหว่างปีพ.ศ.2534-2536 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเผชิญกับโจทย์สำคัญคือต้องอัปเกรดรถถังจำนวนมหาศาลในคลังแสงที่ล้าสมัยให้มีขีดความสามารถทัดเทียมรถถังยุคที่ 2 และ 3 ของตะวันตกภายใต้งบประมาณที่จำกัด ผลลัพธ์ที่ได้คือการปฏิวัติโครงสร้างภายในและติดตั้งระบบใหม่จนกลายเป็น ZTZ59D หรือ Type 59D ซึ่งเริ่มเข้าประจำการในปีพ.ศ.2538
สำหรับรถถังหลักรุ่นปรับปรุงของจีนแบบดังกล่าวนี้มีรากฐานมาจากเทคโนโลยีช่วงสงครามเย็น แต่ได้รับการอัพเกรดระบบภายในใหม่ทั้งหมดเพื่อให้มีขีดความสามารถทัดเทียมกับรถถังรุ่นที่ 2 และ 3 ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็คือนำพัดลมเก่าที่พัดแล้วเย็นช้าไปซ่อมแล้วเอากลับมาบ้านจึงหมุนแรงกว่าเดิม
Type 59 ที่กองทัพบกกัมพูชาใช้เป็นรถถังหลักจากยุคสงครามเย็น
เมื่อมาดูโครงสร้าของ Type 59D มีโครงสร้างพื้นฐานมาจากรถถัง T-54A ของโซเวียตหรือรุ่นที่ผลิตในจีนคือ WZ120 มีจุดสังเกตสำคัญคือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างล้อกดสายพานคู่ที่ 1 และ 2 และไม่มีล้อประคองสายพาน
ตัวรถถังมีน้ำหนักรบ (Combat Weight) ประมาณ 37 ตัน ความยาวตลอดคันรวมลำกล้องปืน 9 เมตร ความกว้าง 3.27 เมตร และความสูง 2.59 เมตร ใช้พลประจำรถทั้งหมด 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้บังคับรถ, พลปืน, พลบรรจุ และพลขับ
มีการอัพเกรดให้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. แทนปืนใหญ่ 100 มม. เดิม โดยชื่อใหม่ที่ใช้หลังการอัพเกรดเป็นปืนลำกล้องเกลียว Type 94-1 ขนาด 105 มม. ซึ่งมีความยาวลำกล้องถึง 62 คาลิเบอร์ กล่าวคือยาวกว่าปืนมาตรฐาน NATO ทำให้มีแรงดันสูงและส่งกระสุนได้แรงกว่าเดิม
Type 59 รุ่นแรก
อำนาจการทะลุทะลวงนั้นอันตรายมากน้อยเพียงใด เมื่อมาดูขีดความสามารถในการยิงของ Type 59D จะพบว่าสามารถยิงกระสุนเจาะเกราะพลังงานจลน์รุ่น Type 86 ที่เจาะเกราะเหล็กกล้าได้หนาถึง 480 มม. ที่ระยะ 2,000 เมตร
และหากใช้รุ่น Type 93 จะเจาะได้ถึง 540 มม. เท่านั้นยังไม่พอมันมีความสามารถพิเศษในการยิงขีปนาวุธต่อสู้รถถังผ่านลำกล้องปืนได้ไกลถึง 5.2 กิโลเมตร โดยมีพลังเจาะทะลวงสูงถึง 700 มม.
Type 59D มีการติดตั้งระบบดิจิทัล Type 37A เป็นระบบควบคุมการยิงแบบดิจิทัลที่ประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์และเซ็นเซอร์วัดสภาพอากาศ พร้อมระบบรักษาเสถียรภาพปืนแบบ 2 แกน (Dual Axis Stabilizer) ช่วยให้ยิงเป้าหมายได้แม่นยำขณะเคลื่อนที่
ไม่ใช่แค่การออกปฏิบัติการในเวลากลางวันยังมีการปฏิบัติการในเวลากลางคืน รถถังแบบดังกล่าวมีเลเซอร์วัดระยะและกล้องมองภาพความร้อน ซึ่งจะช่วยให้พลปืนตรวจจับเป้าหมายในเวลากลางคืนได้ไกลถึง 1,000 - 1,400 เมตร
การป้องกันอันตรายในยามสงครามจะมีการติดตั้งกล่องเกราะ ERA รุ่น FY-1 และ FY-2 บริเวณป้อมปืนและด้านหน้าตัวรถ มันถูกออกแบบมาเพื่อสลายพลังงานของหัวรบชนิดเจาะรถถังให้ระเบิดในสนามรบ เช่น RPG หรือขีปนาวุธต่อสู้รถถัง พร้อมทั้งมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ทำงานได้รวดเร็ว และระบบป้องกันนิวเคลียร์ชีวภาพ เคมีแบบรวมศูนย์
ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น 12150 L7 ให้กำลัง 580 แรงม้า ในขณะที่บางแหล่งระบุเป็นเครื่อง V12 กำลัง 520 แรงม้า
ทำความเร็วสูงสุดบนถนนได้ประมาณ 50 กม./ชม. หากนำไปใช้ในภูมิประเทศที่ไม่ใช่เมือง ต่อให้น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นจากการติดตั้งเกราะเสริม ก็ยังมีแรงกดพื้นต่ำ ทำให้เคลื่อนที่ในพื้นที่ดินอ่อนหรือที่ราบลุ่มน้ำท่วมขังของประเทศกัมพูชาได้ดีกว่ารถถังหลักขนาดหนักรุ่นอื่น
ปัจจุบันกองทัพบกกัมพูชามีรถถังรุ่นนี้ 36-40 คัน เป็นดีลเก่าที่ทำไว้กับจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ท่านผู้อ่านบางท่านที่ไม่ได้ตามข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจมีเครื่องหมายคำถามในหัวว่า ทำไมกัมพูชาจึงได้รับรถถังหลัก Type 59D เข้าประจำการ สาเหตุที่กัมพูชาได้รับรถถัง Type 59D เข้าประจำการนั้นเกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้งในด้านข้อตกลงดั้งเดิมทางทหาร ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และความเหมาะสมทางงบประมาณ ซึ่งผู้เขียนก็ลงลึกให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามนับจากนี้
จากการให้สัมภาษณโดยท่านรัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาท่านกล่าวว่าการส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นไปตามดีลความร่วมมือทางทหารที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2559 ซึ่งจีนมีโครงการช่วยเหลือทางการทหารแก่กัมพูชาเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยรถถังล็อตนี้คือล็อตแรก 39-40 คัน จากทั้งหมด 93 คันเป็นยุทโธปกรณ์ที่จีนนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อมอบให้ใช้ในการป้องกันประเทศ
ในขณะที่สื่อทางทหารชื่อดังอย่าง Sniper News ระบุว่านี่อาจเป็นดีลพิเศษที่แลกมากับการที่กัมพูชาให้จีนเช่าฐานทัพเรือเรียมเป็นเวลา 99 ปี เพื่อให้จีนสามารถขยายอิทธิพลในอ่าวไทยและเข้าใกล้ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ด้วยเหตุนี้การมอบรถถังให้ฟรีจึงถือเป็นการตอบแทนและสร้างความจงรักภักดีจากรัฐบาลกัมพูชา
Type 59D ในกองทัพบกจีนเริ่มทะยอยปลดประจำการด้วยรถถังแบบใหม่
ปัจจุบันกองทัพจีนกำลังปลดประจำการรถถังรุ่นเก่าเพื่อเปลี่ยนไปใช้รุ่นที่ทันสมัยกว่าอย่าง Type 96 หรือ Type 99 การนำรถถัง Type 59 ที่เหลือในคลังมาปรับปรุงและส่งมอบให้กัมพูชาจึงช่วยให้จีนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายยุทโธปกรณ์เก่า และยังได้รับประโยชน์ทางการเมืองกลับคืนมา อย่างไรก็ตามข้อจำกัดด้านงบประมาณของกัมพูชาก็ยังมี เพราะกัมพูชามีงบประมาณด้านกลาโหมที่จำกัดและขาดแคลนช่างเทคนิคขั้นสูง
เพราะฉะนั้นการรับมอบ Type 59D ซึ่งเป็นรถถังมือสองที่ผ่านการอัปเกรดระบบควบคุมการยิงและอาวุธมาแล้ว จึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่าการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นที่ 3 แต่ยังคงให้สมรรถนะที่ก้าวกระโดดจากรถถัง T-55 เดิมที่กัมพูชามีอยู่
การได้รับยุทโธปกรณ์ใหม่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสความรักชาติและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลกัมพูชาในช่วงก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
Type 59 กับลายพรางสะดุดตา
Type 59D ที่มาถึงนี้กำลังจะปฏิวัติขีดความสามารถของกองกำลังรถถังกัมพูชาให้สามารถต่อสู้กับรถถังไทยได้ก็จริง อย่างไรก็ตามจุดด้อยก็มีเมื่อนำไปเทียบกับรถถังหลักของไทยอย่าง VT4 หรือ Oplot-M ซึ่งเป็นรถถังยุคที่ 3 และมีปืนขนาด 125 มม. รถถัง Type 59D ยังถือว่าเป็นรองในด้านเทคโนโลยีที่รถถังเจเนอเรชันใหม่มี
รถถังแบบดังกล่าวนี้มีน้ำหนักรบประมาณ 37 ตัน ซึ่งถือว่าเบากว่ารถถังหลักขนาดหนักที่มีน้ำหนักเกิน 50 ตัน ด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่าทำให้มีแรงกดพื้นต่ำ ช่วยให้เคลื่อนที่ในพื้นที่ดินอ่อนหรือที่ราบที่เต็มไปด้วยน้ำท่วมขังได้ดีกว่าและสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่รถถังหนักอาจเสียเปรียบได้
รองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา กล่าวว่าหลังจากรถถังล็อตแรกประมาณ 39-40 คัน ถูกขนส่งถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ ได้มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เหล่านี้กระจายไปยังจุดสำคัญอาทิ พื้นที่อีสานใต้ที่มีรายงานว่ามีการส่งรถถังจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังแนวชายแดนไทยในเขตจังหวัดพระวิหาร และจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อเสริมกำลังในจุดที่มีความตึงเครียดเรื่องเขตแดนมาอย่างยาวนาน
รถถังหลัก M60A3 คู่ปรับของ Type 59D กัมพูชา
ท่านกล่าวเพิ่มเติมว่าหน่วยงานความมั่นคงจับตามองการเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี
เนื่องจากอยู่ใกล้กับท่าเรือสีหนุวิลล์ซึ่งเป็นจุดรับมอบรถถัง รวมถึงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
ซึ่งเป็นที่ราบที่รถถังน้ำหนักปานกลางอย่าง Type 59D สามารถทำสงครามรถถังได้ดีกว่ารถถังหลักขนาดหนัก ในขณะเดียวกันรถถังส่วนหนึ่งถูกส่งไปประจำการที่หน่วยบัญชาการองครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน (Bodyguard Headquarters - BHQ) ในกรุงพนมเปญ เพื่อเป็นกำลังส่วนกลางและสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาล
ในฝั่งอีสานพื้นที่ที่ล่อแหลมคือดินแดนที่เรียกว่าช่องบก ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่นี่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเขตสามเหลี่ยมมรกต ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างไทย ลาว และกัมพูชา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่กองทัพบกกัมพูชาจะนำรถถัง Type 59D เข้ามาประจำการเพื่อชิงความได้เปรียบในชัยภูมิแห่งนี้
อธิบายเพิ่มเติมช่องบกและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเนิน 745 เป็นพื้นที่สูงข่มที่สามารถมองเห็นภูมิประเทศฝั่งไทยและกัมพูชาได้กว้างไกล และมีลักษณะเด่นคือเป็นหน้าผาชันที่มีถ้ำและหุบเขาจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าสามารถใช้เป็นที่ซุกซ่อนรถถังและยุทโธปกรณ์เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจการณ์ทางอากาศได้
Type 59D
เมื่อพิจารณาจากภูมิประเทศของเทือกเขาพนมดงรักเป็นเนินสูงและป่าทึบ ซึ่งมีถนนหรือเส้นทางเคลื่อนที่จำกัดเพียงไม่กี่เส้น การนำรถถังหนักกว่า 37 ตันขึ้นไปบนเส้นทางแคบๆ ทำให้รถถังต้องเคลื่อนที่เรียงแถวตามกัน ไม่สามารถกระจายตัวเพื่อดำเนินกลยุทธ์ได้ เมื่อรถถังถูกจำกัดเส้นทางวิ่งในพื้นที่ปิดเช่นนี้ มันจะกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการโจมตีทางอากาศ
แน่นอนว่าหากมีสงครามเกิดขึ้นรอบใหม่ทหารบกจะไม่ได้จัดการแค่ Type 59D เพียงลำพัง แต่ยังมีเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยบินมาหย่อนระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 หรือระเบิดร่อน KGGB โจมตีจากมุมสูงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในสภาพหน้าผาชัน โดยที่รถถังแทบไม่มีโอกาสหลบหลีกหรือถอยหลังหนีได้เลย
ข้อมูลจำเพาะรถถังหลัก Type 59D
ประเทศผู้ผลิต : สาธารณรัฐประชาชนจีน
บริษัทผู้ผลิต : Norinco
ประเภท : รถถังหลัง
ปีที่ประจำการ : พ.ศ.2502
เจ้าหน้าที่ : 4 นาย
หน้ก : 36,000 กิโลกรัม/ 35.4 ต้น
ยาว : 9 เมตร
สูง : 2.59 เมตร
กว้าง : 3.27 เมตร
เกราะหนาที่สุด : 203 มม./ 7.99 นิ้ว
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น 12150 L7 ให้กำลัง 580 แรงม้า
ความเร็วสูงสุด : 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง
รัศมีทำการ : 580 กิโลเมตร
อาวุธ :
อาวุธหลัก : ปืนลำกล้องเกลียว Type 94-1 ขนาด 105 มม.
อาวุธรอง : ปืนกล ขนาด 7.62 มม./ 0.3 นิ้ว และ 12.7 มม./ 0.5 นิ้ว อย่างละ 1กระบอก
ปีที่เริ่มประจำการ : พ.ศ.2538-ปัจจุบัน
สถานะ : อยู่ในประจำการ
รถถังหลัก Type 59D เป็นการสร้างคะแนนิยมให้ฮุน เซนก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า
รถถังหลัก Type 59D ถือว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อผ่านการอัพเกรดมาแล้ว แต่อาจไม่รอดฝีมือของกองทัพบกไทยและกองทัพอากาศไทยที่พร้อมตอบโตัการรุกรานของรถถังแบบดังกล่าวในการปะทะรอบ 3 ที่อาจเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือพื้นที่สระแก้วที่รอวันปะทุขึ้นหาก Type 59D ลั่นกระสุนนัดแรกเข้ามา กองทัพไทยก็พร้อมโต้กลับทันควัน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai History
รองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
รายการถกไม่เถียง
History World
Sniper News
TOP NEWS LIVE
THAI WEAPON CHANNEL
สนามรบสาระ By Mozhi
Gaizin Please
ท้าวทองไหล
Gemini AI
เรียบเรียงโดย : นักรบชายแดน
โฆษณา