15 มิ.ย. เวลา 01:00 • ประวัติศาสตร์

คาร์ลตัน วัตกินส์ กับภาพถ่ายที่เปลี่ยนชะตา ของผืนป่าโยเซมิตี

ก่อนที่มนุษย์จะลุกขึ้นมาปกป้องธรรมชาติ พวกเขาต้องมองเห็นความงดงามของมันก่อน - 15 มิถุนายน วันถ่ายภาพธรรมชาติ
ถ้าถามว่าใครคือคนแรกๆ ที่ทำให้ผู้คนหลงรักธรรมชาติผ่านภาพถ่าย ชื่อของ คาร์ลตัน วัตกินส์ (Carleton Watkins) คงติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
ช่วงภาพธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เปลี่ยนภาพถ่ายให้กลายเป็นต้นธารของงานอนุรักษ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เปลี่ยน ‘โยเซมิตี’ (Yosemite) จากผืนป่าที่อาจถูกตัดไม้และทำเหมือง ให้กลายเป็นต้นแบบของอุทยานแห่งชาติทั่วโลกในเวลาต่อมา
คาร์ลตัน วัตกินส์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปี 1829 ที่รัฐนิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปยังซานฟรานซิสโกในปี 1851 ช่วงที่สหรัฐฯ กำลังคลั่งไคล้การตื่นทอง
วัตกินส์ ก็เหมือนคนหนุ่มหลายคนในยุคเดียวกัน ที่อยากร่ำรวยขึ้นเพราะทองคำ เพียงแต่ว่าเส้นทางนั้นกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคจนยากจะประสบความสำเร็จ จนต้องผันมาทำงานเป็นพนักงานขายในร้านค้าแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก
กระทั่งเจ้าของสตูดิโอถ่ายภาพสังเกตเห็นความสามารถพิเศษของเขาในการเอาใจลูกค้า เมื่อช่างภาพประจำสตูดิโอลาออกกะทันหัน เจ้าของจึงขอให้วัตกินส์ลองทำหน้าที่เป็นช่างภาพชั่วคราว เพื่อให้ลูกค้าที่มาถ่ายภาพมีความสุขจนกว่าจะจ้างช่างภาพตัวจริงได้
แต่วัตกินส์เรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว เขาหลงใหลในสื่อการถ่ายภาพ และในไม่ช้าก็ได้ทำงานเป็นช่างภาพจริงๆ ในซานโฮเซและซานฟรานซิสโก
ในปี ค.ศ. 1858 เขาเริ่มทดลองหาวิธีปรับปรุงฟิล์มเนกาทีฟแบบแผ่นกระจก และยุ่งอยู่กับงานรับจ้างต่างๆ เช่น การบันทึกภาพเหมืองปรอทเพื่อใช้เป็นหลักฐานในศาล และการถ่ายภาพที่ดินของจอห์น ซี. เฟรมอนต์ นักสำรวจและนักการเมือง
วัตกินส์ได้เปิดสตูดิโอของตัวเอง และเริ่มเดินทางบันทึกภาพภูมิประเทศ เมือง เหมืองแร่ ต้นไม้ยักษ์ และวิถีชีวิตผู้คนทั่วชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา โดยเฉพาะการถ่ายวิวทิวทัศน์กลางแจ้ง คือฉากที่เขาชอบบันทึกมากที่สุด
แต่ในบรรดาสถานที่ทั้งหมดที่เขาเคยไป ไม่มีที่ใดเปลี่ยนชีวิตเขาได้เท่ากับ ‘โยเซมิตี’
ในช่วงปลายทศวรรษ 1850 โยเซมิตีเป็นสถานที่ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น
จะรู้จักก็จากคำร่ำลือเกี่ยวกับหุบเขาขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา มีภูเขาหินแกรนิตสูงตระหง่าน มีน้ำตกที่สูงจนดูเหมือนตกลงมาจากสวรรค์ และต้นไม้ยักษ์ที่ลำต้นใหญ่กว่าบ้านทั้งหลัง
แต่เรื่องเล่าก็ยังเป็นเพียงเรื่องเล่า
ในวันที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรทัศน์ แม้แต่ภาพถ่ายก็ยังเป็นของใหม่ ผู้คนจำนวนมากไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าสถานที่แบบนี้มีอยู่จริง
วัตกินส์จึงอยากเห็นมันด้วยตาของตัวเอง
ในเดือนกรกฎาคมปี 1861 เขาตัดสินใจออกเดินทางเข้าสู่โยเซมิตีเป็นครั้งแรก และการเดินทางครั้งนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการผจญภัยมากกว่าการไปถ่ายรูป
วัตกินส์ออกเดินทางพร้อมกับล่อสิบสองตัว เพื่อบรรทุกกล้องถ่ายภาพขนาดมหึมาของเขา ซึ่งใช้แผ่นกระจกเนกาทีฟขนาด 18 คูณ 22 นิ้ว กล้องสเตอริโอสโคปิก ขาตั้งกล้อง แผ่นกระจก สารเคมี อุปกรณ์อื่นๆ และเต็นท์สำหรับใช้เป็นห้องมืด
ในขณะที่ช่างภาพสมัยนี้กดชัตเตอร์รัวๆ ได้เป็นพันภาพ แต่วัตกินส์อาจใช้เวลาทั้งวันเพื่อภาพเพียงภาพเดียว
เขาต้องหามุมที่ดีที่สุด ตั้งกล้อง เคลือบสารเคมีบนแผ่นกระจก ถ่ายภาพ แล้วรีบล้างก่อนสารเคมีจะแห้ง
ทุกขั้นตอนต้องทำท่ามกลางลม ฝุ่น และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ แต่เขายอมทำทั้งหมดนั้น
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรคือแรงผลักดันที่แท้จริงของวัตกินส์ แต่จากผลงานนับพันภาพที่เขาทิ้งไว้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เขาหลงใหลการบันทึกความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้คนได้เห็นมันอย่างที่เขาเห็น
และเขาก็คิดถูก
เพราะผู้คนไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ภาพชุด ‘โยเซมิตี’ ปี 1861 จึงทำให้คนอเมริกันตกตะลึง
ภาพน้ำตกโยเซมิตีที่พุ่งลงมาจากหน้าผาสูง ภาพ El Capitan (หน้าผาหินแกรนิตขนาดยักษ์) ที่ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการของธรรมชาติ หรือภาพต้นซีคัวยายักษ์อย่าง Grizzly Giant ที่มีคนยืนอยู่ข้างลำต้นเพื่อเปรียบเทียบขนาด
นักวิจารณ์ในยุคนั้นถึงกับกล่าวว่า ภาพของวัตกินส์คือผลงานที่สมบูรณ์แบบทัดเทียมงานศิลปะชั้นเลิศของยุโรป และต่อมาเขายังได้รับเหรียญรางวัลจากงาน Paris International Exposition ปี 1867 อีกด้วย
แต่สิ่งที่สำคัญกว่ารางวัล คือผลกระทบที่ภาพเหล่านี้สร้างขึ้น
วัตกินส์ จัดทำอัลบั้มภาพขนาดใหญ่ ส่งไปจัดแสดงทั้งฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยเดินทางไปตะวันตก ได้เห็นความมหัศจรรย์ของโยเซมิตีเป็นครั้งแรก
และหนึ่งในอัลบั้มเหล่านั้น ก็เดินทางไปถึงกรุงวอชิงตัน
มีหลักฐานว่า ภาพของวัตกินส์ถูกนำไปเผยแพร่ในหมู่สมาชิกสภาคองเกรส โดยเฉพาะวุฒิสมาชิก จอห์น คอนเนส (John Conness) จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองโยเซมิตี และนักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกส่งต่อไปถึงประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ด้วยเช่นกัน
ลองคิดดูว่า… ลินคอล์นไม่เคยไปโยเซมิตี สมาชิกสภาส่วนใหญ่ก็ไม่เคยไป และเวลานั้นกำลังเกิดสงครามกลางเมืองซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดของประเทศ
แต่ท่ามกลางสงครามในปี 1864 ลินคอล์นกลับลงนามในกฎหมาย Yosemite Grant Act เพื่อคุ้มครองหุบเขาโยเซมิตีและป่า Mariposa Grove ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับคนรุ่นหลัง
“เพื่อการใช้ประโยชน์ การพักผ่อน และการสันทนาการของประชาชน”
นักประวัติศาสตร์จำนวนมากมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการอนุรักษ์สมัยใหม่ และเป็นต้นแบบของระบบอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
เบ็ค ฮาร์แลน (Beck Harlan) บรรณาธิการด้านภาพของสำนักข่าว NPR และอดีตผู้ช่วยบรรณาธิการภาพถ่ายที่ National Geographic ได้เชิดชูความเอกอุของวัตกินส์กับภาพถ่ายชุดโยเซมิตีไว้ว่า
“กระบวนการหลายขั้นตอนนั้นแทบไม่มีที่ว่างให้เกิดความผิดพลาดเลย หากภาพใดสว่างเกินไปหรือเบลอ เขาจะต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยแผ่นกระจกใหม่”
“วัตกินส์สามารถนำฟิล์มเนกาทีฟมาพิมพ์ลงบนกระดาษในภายหลังได้ แต่เขาต้องแน่ใจว่าได้ภาพที่ต้องการก่อนออกจากโยเซมิตี เพราะการเปลี่ยนมุมกล้องเพียงแค่เฟรมเดียวก็จะต้องออกเดินทางสำรวจอีกครั้ง”
“ภาพพิมพ์ที่เขาทำเสร็จแล้วนั้นได้รับการจัดองค์ประกอบอย่างมีศิลปะ มีรายละเอียดสูง และพิมพ์อย่างเชี่ยวชาญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ภาพเหล่านั้นทำให้ทิวทัศน์ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึงได้ปรากฏให้เห็น”
ลีโอ ฮิกแมน อดีตนักข่าว บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ The Guardian กล่าวถึงภาพของวัตกินส์ว่า
“สไตล์ของวัตกินส์นั้นโดดเด่นอย่างแน่นอน เขามักจะเลือกจุดชมวิวสูงๆ สำหรับภาพทิวทัศน์แบบพาโนรามา ซึ่งช่วยให้เขาสามารถสร้างองค์ประกอบภาพที่มองลงมาจากด้านบนได้”
“เนื่องจาก ‘กล้องขนาดมหึมา’ ของเขานั้นหนักและเทอะทะ ทั้งในการพกพาและการใช้งาน จึงแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทที่เขามีต่อศิลปะของเขา”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจุดชมวิวบางแห่งที่เขาชื่นชอบนั้นต้องใช้เวลาเดินทางทั้งวัน แม้กระทั่งในปัจจุบัน”
“ลักษณะเด่นอื่นๆ ของภาพถ่ายของเขาคือเงาที่เกิดจากแสงแดดในตอนเช้าตรู่หรือตอนบ่ายแก่ๆ เขายังชอบจัดวางภาพโดยมีลักษณะเด่นอยู่ด้านหน้า เช่น หินหรือต้นไม้ แล้วจึงจัดเฟรมภาพด้วยต้นไม้หรือหน้าผาในระยะกลางหรือไกลทั้งด้านซ้ายและด้านขวา”
“และเขามักจะกลับไปยังจุดชมวิวเดิมทุกครั้งที่ไปเยือน ซึ่งหมายความว่าคลังภาพของเขาช่วยให้นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ได้เห็นว่าอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงหลายทศวรรษที่วัตคินส์ถ่ายภาพในพื้นที่นั้น”
คงไม่เกินเลยนักหากจะบอกว่า ผลงานของ คาร์ลตัน วัตกินส์ เปรียบได้กับความปรารถนาของมนุษย์ที่จะบอกคนอื่นว่า “ดูสิ โลกใบนี้งดงามแค่ไหน”
และหลายครั้ง การอนุรักษ์ก็เริ่มต้นขึ้นจากสิ่งง่ายๆ
เมื่อมนุษย์มองเห็นความงดงามของธรรมชาติ พวกเขาจึงอยากรักษามันไว้
อ้างอิง
On the life and career of the 19th-century American landscape photographer who captured Yosemite in stereo https://www.smithsonianmag.com/history/about-carleton-watkins-116195/
โฆษณา