14 มิ.ย. เวลา 01:44 • ครอบครัว & เด็ก

#กระจกเงาจากอนาคต

การอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านครอบครัวใหญ่ มักทำให้เราได้เห็นแง่มุมของชีวิตที่หลากหลายในทุก ๆ วันครับ และบางครั้ง มันก็ทำให้ผมได้เห็นบางอย่างที่ชวนให้กลับมาคิดทบทวนกับตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
มีอยู่ช่วงหนึ่ง พ่อตาของผมอยากได้ยาคลายกล้ามเนื้อเพิ่มอีกตัวซึ่งหมอไม่ได้สั่งจ่ายให้ แกมักบอกแฟนผมแทบทุกครั้งที่เจอกันในบ้านว่าให้ช่วยพาไปซื้อหน่อย จนวันหยุดวันหนึ่ง แฟนผมที่กำลังอุ้มท้องแก่เข้าเดือนที่แปด ก็ขับรถพาแกตระเวนไปดูตามร้านขายยาแถวบ้านถึงสามร้าน แต่ไม่มีร้านไหนมีสินค้าเลย วันนั้นเลยต้องกลับมามือเปล่า
แต่อีกสองสามวันต่อมาซึ่งเป็นวันหยุดอีกรอบ ด้วยความห่วงพ่อ แฟนผมก็ยังอุตส่าห์ออกไปหาซื้อให้อีกจนได้มาในที่สุด
เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงแค่นั้น แต่ความจริงมาเปิดเผยตอนที่พี่สาวของแฟนและพี่สะใภ้ทยอยส่งข้อความมาบอกแฟนผมว่า พ่อไลน์ไปหาพวกเขาเพื่อฝากให้ช่วยซื้อยาตัวนี้อีกทางหนึ่งด้วย เหตุผลที่แกใช้วิธีไลน์เพราะแกฟังไม่ค่อยได้ยิน คุยโทรศัพท์ไม่สะดวก
แต่ประเด็นที่ทำให้ทุกคนเริ่มอึดอัดคือ พี่สาวของแฟนถึงกับต้องเตือนแกตรง ๆ ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเริ่มเยอะไป ทั้งเรื่องที่หมอไม่ได้สั่งยาตัวนี้ และเรื่องที่ยังไปเซ้าซี้ให้คนท้องแปดเดือนขับรถตระเวนหาซื้อยาให้อีก แต่ปฏิกิริยาของแกกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง แกทำราวกับว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นคือเรื่องปกติธรรมดา
ความรู้สึกแรกของผมในฐานะคนรักที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ยอมรับตรง ๆ ว่ารู้สึกไม่โอเคครับ ผมไม่มีปัญหากับพฤติกรรมส่วนตัวของแกเลย ตราบใดที่แรงกระเพื่อมนั้นไม่วิ่งมาชนแฟนผมที่กำลังอุ้มท้องแก่และต้องการการพักผ่อน
แต่ระหว่างที่งง ๆ และพยายามทำความเข้าใจไป ต่อมเอ๊ะในใจผมกลับทำงานขึ้นมาในมุมที่เปลี่ยนไป
พอมองภาพตรงหน้าอย่างพิจารณา ผมเริ่มพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยส่วนตัว เพราะแม่ของผมเองที่อายุอานามไม่ได้หนีจากพ่อแฟนผมเท่าไร ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกันมากนัก
วันหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้น ระบบการรับรู้ของเราดูเหมือนจะค่อย ๆ บีบแคบลงจนเหลือเพียงความต้องการของตัวเองตรงหน้า สมองเริ่มมองไม่เห็นบริบทรอบข้าง มองไม่เห็นความลำบากหรือข้อจำกัดของคนอื่น และที่น่ากลัวที่สุดคือ เจ้าตัวเองอาจไม่มีวันรู้ตัวเลยว่ากำลังสร้างความอึดอัดให้ระบบรอบข้างขนาดไหน
สิ่งที่ชวนให้ผมคิดต่อคือ กระจกเงาบานนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องอายุคน แต่ในโลกของการทำงาน ผมกลับเห็นภาพนี้ซ้อนทับขึ้นมาอย่างชัดเจนในตัวผู้นำหรือเจ้านายหลายคน (ผมขอยกเรื่องนักการเมืองก่อนและหลังการเลือกตั้งออกไว้ก่อนนะครับ เพราะอาจจะไกลตัวผมเกินไป แม้บริบทจะใกล้กันมากก็ตาม 🙂)
หลายครั้งที่เราเห็นคนทำงานคนหนึ่งที่เคยน่ารัก เคยเข้าใจบริบทของคนหน้างานและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี แต่ในวันที่เขาเติบโตขึ้น มีตำแหน่งและอำนาจมากขึ้น โครงสร้างรอบตัวก็เริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนเขาไป
หูเริ่มฟังเสียงรอบข้างน้อยลง เลือกฟังแต่สิ่งที่ตรงจริตหรือคำอวยประเภท "ถูกครับพี่ ดีครับผม" เป็นหลัก ดวงตามองทุกอย่างผ่านเลนส์ของตัวเลขและเป้าหมายขององค์กร แต่ความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกและความเหนื่อยล้าของเพื่อนมนุษย์กลับลดลงอย่างน่าใจหาย
สุดท้ายเขาก็ก้าวไปสู่จุดเดียวกับที่ผมเห็นในที่บ้าน คือกลายเป็นศูนย์กลางจักรวาลในเวอร์ชันที่น้อง ๆ หน้างานอยากอยู่ให้ห่างที่สุด โดยที่ตัวเขาเองก็ยังเข้าใจไปว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความถูกต้องและเป็นเรื่องปกติ
ภาพเหล่านั้นขมวดกลับมาเป็นความกลัวและคำถามที่กวนใจผมในปัจจุบัน
ถ้าวันหนึ่งผมมีอายุยืนยาวไปจนถึงจุดที่ร่างกายเสื่อมถอย หรือถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ขยับไปอยู่ในจุดที่มีอำนาจเชิงโครงสร้างมากขึ้น ผมจะเผลอกลายเป็นคนแบบนั้นไหม คนที่สร้างความเดือดร้อนและความอึดอัดให้ลูกหลาน คู่ชีวิต หรือคนทำงานรอบตัว โดยที่สมองของเราเองเข้าใจไปว่ามันคือเรื่องปกติธรรมดา
สารภาพตามตรงว่าจนถึงตอนนี้ ผมเองก็ยังไม่มีวิธีรับมือหรือสูตรสำเร็จอะไรที่ป้องกันตัวเองไม่ให้กลายเป็นคนแบบในสองกรณีนี้เหมือนกันครับ
เท่าที่พอจะนึกออกตอนนี้ คือการทำสิ่งที่พอจะทำได้ ณ ปัจจุบันให้เต็มกำลังและดีที่สุดด้วยความปรารถนาดี ควบคู่ไปกับการคอยเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
และที่สำคัญคือผมอยากลองฝึก "ย่อตัวลงไปนั่งฟัง" เสียงเล็ก ๆ ของลูกวัยสองขวบในวันนี้ให้ชินเป็นนิสัย ฝึกที่จะละทิ้งความรู้ดีและอำนาจของความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อเปิดใจรับฟังถ้อยคำที่ยังไม่เป็นประโยคของเขาด้วยความใส่ใจ
ผมหวังว่า การฝึกหัวใจให้เปิดกว้างและรับฟังอยู่เสมอตั้งแต่วันนี้ จะเป็นหลักประกันที่แข็งแรงอันหนึ่งที่ช่วยกันไม่ให้ความดื้อดึงในใจเราเติบโตขึ้นในอนาคต เพื่อให้แน่ใจว่าในวันที่ร่างกายเสื่อมถอย หรือในวันที่หูของเราเริ่มตึงเพราะตำแหน่งหน้าที่ เราจะยังไม่สูญเสียความสามารถในการรับรู้ความหวังดีของคนรอบข้าง
อย่างน้อยที่สุด... ก็ได้แต่หวังว่าในวันเวลาแบบนั้น เมื่อมีใครสักคนที่รักเรามากพอเดินเข้ามาสะกิดและกระตุกเรากลับมาด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า "เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเยอะนะ"
ตัวผมในอนาคตที่ผ่านการฝึกฝนมาบ้างแล้ว จะยังคงมีสติ อ่อนน้อม และน้อมรับคำเตือนนั้นด้วยความขอบคุณ เหมือนคราวที่ย่อตัวลงไปนั่งฟังเสียงลูกในวันเก่า... ไม่ใช่ด้วยความโกรธเคือง
#SlowIntelligence 🌱
โฆษณา