เมื่อวาน เวลา 13:23 • ความคิดเห็น
เรื่องราวที่ว่า พอความเป็นไปของกายนี้ หมดลง มันน่ากลัว .จิตเราเรียนรู้ได้มั้ย ถามจิตตัวเอง
ที่ว่า ..เรามาเพียงจิต ไปก็ไปแต่จิตดวงเดียว ของทุกอย่าง ก็ต้องทิ้ง ของที่หายึด พ่อแม่ สามีภรรยา ต่างที่มาอาศัย อยู่ ร่วมกันชั่วขณะหนึ่ง ก็ต้องจากกัน เราก็ไปแต่จิตดวงเดียว ชานใครไป ก็ไม่มีใครตามไปด้วย เรื่องราว ของจิต ที่ต้องจากกายนี้ กายนี้มันดับ ไม่มีกายให้จิตอาศัย จิตนั้นจะเป็นอย่างไร บ้างก็ว่า ตายแล้วสูญ ตายแล้ว ไปอยู่กับพระเจ้า มันจริงหรือ
ที่เค้าฆ่ากันตาย โอ้ย..ไปอยู่กับพระเจ้า .เอาเข้าไป .โลกเค้าหลอกให้คนสร้างกรรม ก็ไม่ใข่อะไรที่ไหน อารมณ์นึกคิดต่างในตัวตนนั้นแหละ อุปโลกน์ให้เอง มันเป็นอย่างนั้นจริง
เมื่อเรายังมีกายพ่อแม่เป็นมนุษย์ สุดประเสริฐ .มีสติปัญญานี่น่ะ เราก็ใช้กายนี้ กายที่เราอาศัยนี้แหละ มาเรียนรู้ขึ้นมา . ที่ว่า เค้าให้โอกาส ที่ได้กายมนุษย์ สุดประเสริฐ สามารถเรียนรู้ จักดีชั่วได้ คราวนี้มันก็มีปัญหาอีก รู้จักดีชั่ว ทำไมทำชั่ว . ทำดี ได้รับผลเป็นอย่างไร ทำชั่วได้รีบผล เกิดขึ้นที่กายเป็นอย่างไร ที่ว่า กายเดินทาง เป็นหนุ่มสาว แก่เฒ่าชรา เจ็บตายได้
ในสมัยที่ เรารู้จักพระที่เรานับถือ ท่านก็บอกว่า ตอนที่ ยังมีกายมนุษย์ให้อาศัย มันไม่น่ากลัวหรอก พอจิตไม่มีกาย นั่นแหละน่ากลัว เป็นเพราะอะไรน่ากลัว
คราวนี้ มันก็มีเรื่องราว ที่ว่า ไปงานคนนั้นคนนี้ตาย เพื่อนตาย ญาติตาย เราก็ได้เจอะเจอ เรื่องราวแปลก .นั่นก็คือ เรื่องราวที่จิต นั่นมันได้สูญไปตามกาย บ้างก็ตายปุ๊บ จิตออกจากกายมนุษย์ ก็เปลี่ยน ..เหมือน มีอิทธิฤทธิ์ แปลงไป เป็นตัวสูงๆ ปากเล็ก หัวนิดเดียว .บ้างก็ เป็น .กลิ่นเหม็นเหมือนหนูตายซาก บ้างก็ ตายแล้วก็ยังไม่รู้ตัว ว่าตาย บ้างก็ตายโหง มีอุบัติเหตุ เผากานไปแล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่าตาย พอรู้ตัวว่าตาย ก็ไปนอนร้องครวญคราง ที่ที่ตาย ใครที่ว่า ไปเอา ไปเขิญ นำจิตมา .มันจริงหรือ
เรื่องราวจิตที่ไปเป็นเปรต พออดอยากมากทุกข์ทรมาน หิวโหย ก็แปรสภาพเป็นอสุรกาย . เราก็ดูคนเราก็ได้ พวกที่ทำตนเป็นอสุรกาย มันก็ชอบคดโกง เบียดเบียน คนนั้นคนนี้ หลอกคนนั่นคนนี้ได้ ดีใจ .ได้ของเค้าๆมาเป็นของตน ไม่ต้องออกแรวอะไรมาก .นั่นแหละเตรียมตัวไป สังขาร เปรตอสุรกาย เรื่องอย่างนี้ มันจริงมั้ย ที่เค้ายอกว่า หังแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ เราไม่ใข่คนโง่ ก็เรียนรู้ได้นี่
บางที่ที่เห็นว่า สังขารนี้ทุกข์จัง ก็ฆ่าตัวตาย ไม่มีสังขารให้ใช้ ก็อยู่ที่นั้น ทุกวันทรมาน ไปจนกว่า ที่ว่า จะหมดอายุขัยมนุษย์ พอถึงเวลาที่กำหนดนั้น เค้าก็มาเก็บจิตลงนรก แล้วจิตที่ออกจากาย มันก็มีความรู้สึก หิวโหย .มีความรู้สึก ได้อยู่ แต่สังขารนั้นเปลืื่อนแปลง ธาตุทั้งสี่ ที่เคยประกอบสังขารให้อยู่ เปลื่อนแปลงไป ไม่ใข่กายมนุษย์อีกแล้ว
บ้างก็ว่า โอ้ย สำคัญที่จิต จะออกจากกาย ว่า จิตสุดท้าย .เอาเข้าไปนั้น ทั้งชีวิต ทำอะไรมา สะสมอะไรมา สร้างใช้อารมณ์อะไรมา .ชอยทำอะไร ที่ว่านิสัยที่ใช้กายวาจาใจ มันก็เป็นไปตามที่ชอบ ที่ว่า จิตสุดท้าย ช่วยส่ง .โอ้ย ถึงเวลานั้น ก่อนจะตาย ธาตุ ที่ธาตุไฟแตก .นั้น มันพ่ำเพ้อ ทุกข์ทรมาน สติสัมปชัญญะ การรับรู้ มันแผ่วเบา ตาก็มัว หูก็ถูกปิด ใครพูดอะไรก็ไม่ได้ยิน
บางที่เค้าก็ ว่า น่าสงสาร กรุณยฆาต ให้ตายเสีย . โอ้ย. น่าสงสารน่ะนั้น คนที่ทำเค้าตาย มันมีข้อหาทางจิตวิญญาณ ฆ่าคนตาย . บ้างก็ว่า ส่งจิตไปที่ดีๆ เอาเข้าอุปโลกน์ไป . ของจริงนั้นเป็นอย่างไรกัน ขนาดบี้มดตัว ตบยุงตาย ยังมีกรรม นี่มันกายมนุษย์น่ะ ทำเค้าตาย .จะรอดจากกรรมได้มั้นเนี่ย ว่าจริงมั้ย หากไม่จริง ก็ทิ้งมันไป เอาอะไรมาพูดนี่ ยุคนี้ วิทยาศาสตร์ นั่นมันเรื่องวัตถุ ที่ว่า ของๆโลก ไม่ใช่เรื่องราวของคำว่าจิต .
คราวนี้แหละ กรรมที่ทำมาทั้งชีวิต เบียดเบียน คดโกง ก็จะถ่ายทอด ให้ดู .ถึงตอนนี้ แหละ รู้ตัวว่าจะที่ใด . น้ำตา ก็หางช้าง ก็ไหลออกมา เสียใจ .แต่ก็หมดโอกาส แก้ไข รู้าว่าจิตจะต้องเดืนทางไปสถานที่ใด กายที่อาศัยก็เหมือนไฟกำลังไหม้บ้าน หนีไปไหนก็ไม่ได้ ออกตากย้าไม่ได้ รอให้ไฟ ธาตุไฟแตก อุจจาระ ปัสสาวะ ก็ไหลออกมา ลมก็ดับไป จิตก็ต้องออกจากกาย .ใช้กายไม่ได้อีกแล้ว กายมันจะเน่าเหม็น ทนไม่ไหว
คราวนี้ไปดู เรื่องราวคนที่เค้ามีบุญกุศลบารมี พอจิตจะออกจากกาย ก็มีราชรถมารับ (ไม่ใช่พระเจ้าที่ไหน) มันมีเรื่องราว ที่จิตสูง เค้ากมารับมาเช้ญไปอยู่ด้วย
มันมีเรื่องราวหนึ่ง เรื่องราวของจิตดวงหนึ่ง ที่นานๆ จะมีจิตสักดวง ได้ขึ้รไปชั้นดาวดึงส์ ก่อนจะไป .ก็มีการทำบุญ ถวายท่านที่ตะไปขึ้นชั้นดาวดึงส์ ก็มีเรื่องราว พาหนะ เรืองของทวยเทพ คนธรรพ์ คนลับแล มีทั้ง หูทิพย์ตาทิพย์ มาส่งกันมากมายก่ายกอง แต่คน .มนุษย์ที่มากัน ก่อนจากกันไป มาส่งกัน นิดเดียว ไม่ถึงสิบคน นี่เรื่องราวอย่างนี้ มันเรื่องราวนิทาน นิยาย หรือเปล่านี่ นั่นก็ คือ จิตเราเคยเรียนรู้จักเรื่องราวอย่างนี้ได้มั้ย นั่นก็คือ จ้ตเราต้องไปสัมผัส รับรู้ว่า จริงหรือ หลอกกัน หรือไปสัมผัสรับรู้ได้จริงๆ
คราวนี้ หากเราสร้างกายให้เป็นกายบุญ .เกิดขึ้น .เวลาไปไหน เช่นไปงานศพ .เราก็จะได้สัมผัส รับรู้ เรื่องราวของจิต ที่ว่า พอไม่มีกาย เค้าบอกให้สร้างบุญกุศลตอนมีกาย เค้ายอกแล้วไม่ทำ พอไม่มีกาย .ก็มาขอ ..มัน..น่าตบ ทีเค้าบอกทำเป็นหยิ่ง อวดเก่ง (ตอนที่มีกายเป็นมนุษย์) หากเราไปรับรู้ตรงนี้ได้ เราก็จะเห็นว่า บุญกุศลนั้นมีความสำคัญ ทำได้ขณะที่มีกายเป็นมนุษย์
คราวนี้ พอเรารู้จักเรื่องราวอย่างนี้ เรามีชีวิต ก็แบ่งเวลา สร้างทำทาน สร้างบุญกุศล สะสมไปกับจิตของเรา แหม..กว่าจะได้สังขารมนุษย์ ไม่ใช่ของง่าย ในโลกนี้ เอ้า .ที่ตาเราเห็นได้ มด ปลวก แมลง กุ้ง หอย ปูปลา หมาแมว ช้าง ม้าวัวควาย นกหนู อะไรต่างๆ นับซิว่ามีเท่าไหร่ . นั้นก็จิตที่กำลังรับกรรมอยู่ เค้าก็อยากได้พ่อแม่เเป็นมนุษย์ ดีๆ .
แต่่นั่น ก็ ต้องรอ คิว ..มันยาวเหยียด . กว่าจะได้มีกายเป็นมนุษย์ . เอ .แล้วเราจะลง อบายภูมิ ไปเป็น ไปอยู่ในสังขาร เยี่ยงนั้นมั้ย ไปอยู่อาศัยในกายนั้น คงใช้เวลายาวนาน กว่าจะได้กายมนุษย์ อีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นโกฏเป็นอสงไขย
เมื่อเรารู้จัก ว่ากายนี้มีคุณ เราก็ใช้กายนี้ ตักตวงบุญกุศลไปกับจิตเรา เพราะจิตเรามา จิตเรากต้องไป ไปคนเดียว เราก็ตักตวงสะสม เตรียมเสบียงอาหาร ไว้ เมื่อต้องเดินทางจากกายมนุษย์ มีแต่กายมนต์เท่านั้น ที่สะสมสร้างบุญกุศลได้ ส่วนเรื่องจะหมดบมเมื่อไหร เป็นเรื่องราวจองธาตุทั้งสี่ ดินฟ้าอากาศ เค้ากำหรดให้เอง ถึงเวลา ถึงที่ตาย ก็หมดลม เราก็ไม่ห่วง เมื่อว่า เตรียมเสบียงไว้แล้ว ในการเดินทางของจิตเราเอง
เรื่องราว ของจิตที่ออกจากกายนั้น .น่าเรียนรู้ เรียนรู้จักได้ ตอนมีกายเป็นมนุษย์ เพราะว่าเมื่อไม่มีกายมนุษย์แล้ว ก็หมดโอกาส .เพราะฉะนั้น เราก็เรียนรู้ ไป ไม่รีบจากโลกนี่ ก็เรียนรู้ไป นี่ขนาด ใกล้. ใกล้เข้า เตาทุกที .ก็ยังไม่อยากตาย . ไม่รีบร้อน โอกาสที่จะได้กายมนุษย์ มันมีนิดเดียว เหมือนที่ว่า จิต..ที่อาศัยในโลก ก็ต่อคิว ยาวกว่าจะได้กายเป็นมนุษย์ .ก็อยู่ไปทำมาหากิน สร้างบุญกุศลของเราไป ใครจะทำไม่ทำไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องจิตเรา เราก็สะสมบุญกุศลของเรา ใครก็ทำให้เราไม่ได้เลย
โฆษณา