16 มิ.ย. เวลา 01:55 • ประวัติศาสตร์

ถอดรหัสฝูงบินเหยี่ยวพิฆาตของไทย

"มิก-23 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มิก-21 นั้นเป็นของโซเวียต ซึ่งเราคาดว่าวันหนึ่งจะเป็นของเวียดนาม เหตุผลนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องซื้อ เอฟ-16 เพราะเครื่องบินขับไล่ที่เรามีคือเอฟ-5 นั้นประสิทธิภาพของเอฟ-5 กับ มิก-21 นี่พอสูสีกัน แต่เขามีมากกว่าเรา 4 ต่อ 1 และเราคิดว่าในอนาคตเวียดนามจะได้รับมิก-23"
"เพราะฉะนั้น เราจึงต้องหาเครื่องบินมาเพิ่มเติมกำลังของเราแต่เนื่องจากว่าเราไม่สามารถที่จะหาปริมาณที่ทัดเทียมกับเขาได้เราจึงต้องหาเครื่องอเนกประสงค์....ที่สำคัญคือต้องทำ air defence คือการบินสกัดกั้นและทำ counter air คือการบินต่อต้านได้”"
"เครื่องบินเอฟ-16 เป็นเครื่องบินสมรรถนะสูง มีระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานเป็นเครื่องบินมาตรฐานที่ผ่านการรับรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้ดีที่สุด มีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 20 ปี"
"การจัดหาเครื่อง เอฟ-16 จะคุ้มค่าที่สุด เอฟ-16 สามารถรับกับภัยคุกคามทางอากาศที่มีในปัจจุบันและในห้วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งภัยดังกล่าวคือเครื่องบินมิก-21 และอาจมี มิก-23 ได้ด้วยและถ้าหากภัยคุกคามเปลี่ยนไป
โดยข้าศึกเอาเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมมาประจำการเพิ่มเติมแล้วเครื่องบิน เอฟ-16 ก็สามารถจะรับภัยคุกคามนั้นได้ทันที"
พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ
พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ขณะขึ้นทำการบินกับ F-16
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน บทความนี้ก็ต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้าที่กองทัพอากาศอิสราเอลได้นำเตรื่องบินขับไล่ F-16 ออกรบเป็นชาติแรกของโลก เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอิสราเอลได้นำมาสู่เหตุการณ์สำคัญในกองทัพอากาศไทยนั่นคือการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงแรกตามโครงการ PEACE NARESUAN I ซึ่งผู้เขียนก็จับมานำเสนอย้อนหลังวันพระบิดาแห่งกองทัพอากาศ วันที่ 13 มิถุนายนพ.ศ.2569 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันฮะ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่าภาพนาวาอากาศโท อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บังคับฝูงบิน 103 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Supakrit Falcon ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้มทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
F-16 ใน Operation Opera
ในช่วงปีพ.ศ.2527 หลังจากที่ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศในยคนนั้นคือพลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ได้ไปลองนั่งเครื่องบินขับไล่ F-16A ตัวจริง (ยังไม่ได้ขึ้นบิน) แล้วกลับมาไทย จึงมีดำริให้กองทัพอากาศไทยจัดตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารของไทยเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตึงเครียดอย่างหนักจากการวางกำลังเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ของกองทัพอากาศสหภาพโซเวียตที่มาประจำการบนหมู่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากชายฝั่งของเวียดนาม
กองทัพอากาศไทยจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงเพื่อสร้างสมดุลทางทหารแม้ในระยะแรกสหรัฐอเมริกาจะพยายามเสนอขายรุ่นลดสมรรถนะหรือเครื่องบินขับไล่แบบอื่นอย่าง F-20 Tigershark แต่กองทัพอากาศไทยยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นที่จะจัดหา F-16A/B Block 15OCU ซึ่งเป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น เพื่อส่งสารเชิงภูมิรัฐศาสตร์และยกระดับขีดความสามารถทางอากาศแบบก้าวกระโดด
ทำให้ฝูงบิน 103 ก้าวเข้าสู่การรบทางอากาศสมัยใหม่ด้วยการจัดหาฝูงบินขับไล่ที่ล้ำสมัยในยุคนั้นคือเครื่องบินขับไล่ F-16 ภายใต้โครงการ Peace Naresuan I โดยได้รับอนุมัติการจัดหาในปี พ.ศ. 2528
โดยกองทัพอากาศไทยจะได้รับเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวชุดแรกจำนวน 12 เครื่อง ประกอบด้วย F-16A รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน 8 เครื่อง และ F-16B รุ่นสองที่นั่งเรียงตามกันจำนวน 4 เครื่อง ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2531 โดยมีการส่งนาวาอากาศโท อิทธพร ศุภวงศ์ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บังคับฝูงบิน 103 คนแรกที่ได้บิน  F-16 และเป็นผู้นำทีมนักบินชุดไพโอเนียร์ไปรับเครื่องและฝึกบินที่สหรัฐอเมริกา
F-16MLU ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
นักบินที่ไปทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ชุดแรกของกองทัพอากาศไทยประกอบด้วย
>>นาวาอากาศโท อิทธพร ศุภวงศ์ (ยศสุดท้ายพลอากาศเอก/เกษียณแล้ว)
>>นาวาอากาศตรี ศรีเชาวน์ จันทร์เรือง (ยศสุดท้ายพลอากาศเอก/เกษียณแล้ว)
>>นาวาอากาศตรี ชนะ อยู่สถาพร (ยศสุดท้ายพลอากาศเอก/เกษียณแล้ว)
>>นาวาอากาศตรี วินัย เปล่งวิทยา (ยศสุดท้ายพลอากาศเอก/เกษียณแล้ว)
>>นาวาอากาศตรี ประจิน จั่นตอง (ยศสุดท้ายพลอากาศเอก/เกษียณแล้ว)
>>เรืออากาศเอก ทักษพล ณ ลำปาง (ยศสุดท้ายพลอากาศตรึ/เสียชีวิตเมื่อปีพ.ศ.2559)
พ.ศ.2529 ในขณะที่นักบินรบไทยทั้ง 6 นายไปทำการฝึกบินกับ F-16 ที่สหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยก็มีการฝึกผสม Cobra Gold 1986 กองทัพอากาศสหรัฐได้สหรัฐฯได้มีการส่ง F-16 จำนวน 8 เครื่องทำการบินตรงมาจากฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 35 กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 8 ฐานทัพอากาศคุนซาน ประเทศเกาหลีใต้มาทำการบินซ้อมรบกับเครื่องบินขับไล่เอฟ-5 ของกองทัพอากาศไทย ในการฝึกดังกล่าว
เรื่องมีอยู่ว่าในวันที่ 6 สิงหาคมพ.ศ.2529 สมัยนั้นยังมีภาพแพร่กระจายตามสื่อต่างๆเหมือนสมัยนี้ไม่มาก ภาพของเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มาบินโชว์ที่ดอนเมืองโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯระหว่างการฝึกซ้อมนี้หายากมากหากไม่ใช่หนังสือแนวการทหารอย่างสงครามและสมรภูมิ วันนั้นนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯที่เป็นนักบิน F-16 ตังตึงของฝูง ได้นำเครื่องบินขับไล่แบบนี้ขึ้นทำการบินผาดแผลงให้ประชาชนชาวไทยที่มาร่วมรับชมการบินสาธิตได้เห็นกับตา
พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวง์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ตรงกลาง)
พอบิน Demo จบ เครื่องบินขับไล่ F-16A ก็ร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวล หลังจากนั้นพลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศของไทยก็ได้รับเกียรติให้ขึ้นทำการบินจริงในที่นั่งหลัง โดยที่ท่านได้ผ่านการฝึกต่อสู้กับแรง G (แรงโน้มถ่วงโลก) ด้วยการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
เมื่อ F-16B ที่ท่านขึ้นทำการบินได้วิ่งทะยานขึ้นฟ้าจากรันเวย์กองบิน 6 ดอนเมืองก็เชิดหัวขึ้นราวกับจรวด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถที่คล่องตัวในการบิน แม้ภายนอกจะติดตั้งถังเชื้อเพลิงปีก 2 ถังขนาด 370 Gallon แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการขึ้นบินท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์
บนท้องฟ้าดอนเมือง F-16 ที่อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศขึ้นบินในตำแหน่งนักบินที่ 2 ก็หายวับไปราวๆ 1 ชั่วโมง เพราะเครื่องบินขับไล่ F-16 จะบินมาวนที่ดอนเมืองช่วงที่มีเครื่องบินพาณิชย์ขึ้น-ลงเช่นนี้ก็เสี่ยงเกินไปที่จะเกิดอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นจึงต้องบินออกไปไกลจนกว่าการจราจรทางอากาศที่ชุลมุนวุ่นวายจะเคลียร์แล้วเสร็จ
และแล้ว F-16 ก็บินผ่านมาโฉบให้ดูเหมือนในงานวันเด็ก แม้จะไม่ได้บินผาดแผลงให้ชมแบบเร้าใจ แต่ก็ได้เห็นการบิน Fly by วนไปมาหลายรอบ จากนั้นก็ร่อนลงจอดแบบนุ่มนวล เสียงปรบมือจากผู้เข้าชมการบินสาธิตดังสนั่น
ทันใดนั้นเอง F-16 ก็แท็กซี่มาช้าๆแล้วจอดนิ่งสนิทพร้อมกับฝาครอบกระห้องนักบินถูกเปิดออก พลอากาศเอก ประพันธ์ ก้าวลงมาจากห้องนักบินที่นั่งหลังของ F-16B แล้วท่านก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าเป็นเครื่องที่ดีมากแล้วก็มีประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อขึ้นไปทำการบินด้วยตัวเอง ซึ่งไม่เคยมีใครใดในชีวิตจะมีเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้มาก่อน
พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ
ปีพ.ศ.2531 หลังจากที่กองทัพอากาศไทยประสบความสำเร็จเมื่อสหรัฐฯ อนุมัติการขายให้ในปีพ.ศ. 2528 (3 ปีก่อนหน้านี้) นำไปสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 ชุดแรกจำนวน 12 เครื่อง ซึ่งเดินทางมาถึงและเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2531 โดยมีนาวาอากาศโท อิทธพร ศุภวงศ์ (ยศ ณ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับฝูงบิน F-16 คนแรกของกองทัพอากาศไทย
F-16A/B Block 15OCU ที่เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 จังหวัดโคราชในปี พ.ศ. 2531 ภายใต้โครงการ  Peace Naresuan I ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่ปฏิวัติขีดความสามารถทางอากาศของกองทัพอากาศไทยอย่างสิ้นเชิง โดยในช่วงเวลานั้น F-16 ถูกยกย่องว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่หาใครเทียบได้ยาก
หากจะกล่าวถึงสมรรถนะของเครื่องบินขับไล่ F-16 มันจัด เป็นเครื่องบินแบบแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบหรือ Fly-by-Wire ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลคำสั่งจากนักบิน ช่วยให้เครื่องบินมีความคล่องตัวและเสถียรภาพสูงสุด
มาพร้อมกับฝาครอบห้องนักบินแบบ Bubble Canopy ที่ไร้โครงสร้างบดบัง ทำให้นักบินมีทัศนวิสัยกว้างไกลถึง 360 องศา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งในการรบทางอากาศ กล่าวคือเมื่อทำการรบทางอากาศแล้วถูกไล่ติดตามจากเครื่องบินขับไล่ข้าศึก นักบินจะทำเลี้ยววงแคบในแนวนอนด้วยแรงจีที่สูงถึง 9G ก่อนจะใช้การจัดการด้วยยุทธวิธีที่นักบิน F-16 ฝึกมาอย่างช่ำชอง
เก้าอี้ในห้องนักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 จะเอนไปข้างหลัง 30 องศา เพื่อป้องกันการถูก G-LOC หรืออาการสลบเนื่องจากทำการบินด้วยแรง G มากเกินไปที่มนุษย์จะรับไหว หากทำการบินด้วยความเร็วประมาณเครื่องบินพาณิชย์ขณะบินจากอีกสนามบินหนึ่งไปสนามบินหนึ่ง เก้าอี้แบบนี้จะอยู่ในสภาพปกติเพราะไม่ได้เลี้ยวด้วยแรงจีมากนัก
มีการติดตั้งเรดาร์ AN/APG-66 ที่มีขีดความสามารถในการตรวจจับข้าศึกได้ไกลถึง  80 nautical miles หรือ 150 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเรดาร์สำหรับเครื่องบินรบที่ไกลที่สุดของกองทัพอากาศไทยเท่าที่เคยมีมา โดยจะใช้งานร่วมกับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศทั้ง AIM-7 Sparrow ,AIM-9 Sidewinder และ AIM-120 AMRAAM ที่นำมาติดตั้งเครื่องบินขับไล่ F-16
เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
นอกจากขีดความสามารถในการรบทางอากาศแล้วเครื่องบินขับไล่ F-16 ยังสามารถติดตั้งระเบิดไม่นำวิถีจากยุคสงครามเย็นได้ทั้งขนาด 500 ปอนด์ , 1,000 ปอนด์และ 2,000 ปอนด์ในการทิ้งระเบิดทำลายเป้าทางภาคพื้นดิน
รวมไปถึงมีปืนกลอากาศแบบลำกล้องหมุนได้ 6 ลำกล้องขนาด 20 มม. รุ่น M61A1 Vulcan ปืนกลอากาศรุ่นนี้จะใช้สำหรับการรบทางอากาศระยะประชิด (Dog Fight) และการบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support: CAS) ร่วมกับทหารบก มีการบรรจุกระสุนจำนวน 512 นัด (หากตัวเลขผิดพลาดก็ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้)
นอกจากการรบแล้วภายนอกยังมีการติดตั้งถังเชื้อเพลิงขนาด 300 แกลลอนใต้ลำตัวสำหรับเพิ่มพิสัยในการฝึกบินรวมถึงการรบที่ใช้เวลาไม่นาน หากต้องการติดตั้งถังเชื้อเพลิงขนาด 370 แกลลอนจำนวน 2 ถังใต้ปีก F-16 จะมีพิสัยการบินเพิ่มขึ้นกล่าวคือสามารถบินได้ถึง 1-2 ชั่วโมงในอากาศระหว่างการบินลาดตระเวนทางอากาศหรือการบินไปโจมตีเป้าหมายนอกประเทศดังจะเห็นได้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปีพ.ศ.2568
ไม่เพียงเท่านี้ในห้องนักบินยังมี Joystick ที่เชื่อมต่อกับส่วนต่างๆของ F-16 ไม่ว่าจะเป็นแฟลพ , แพนหางดิ่ง , แพนหางระนาบ สำหรับการบินของ F-16 ด้วยคันบังคับนี้หากนักบินขยับไปทางขวาเครื่องก็จะเลี้ยวไปทางขวา หากขยับไปทางซ้ายเครื่องก็จะเลี้ยสไปทางซ้าย หากเชิดหัวขึ้นนักบินจะดึงคันบังคับไปด้านหลัง อย่างไรก็ตามการบิน F-16 จะมีคอมพิวเตอร์ควบคุมไม่ให้ครื่องบินแบบดังกล่าวเสียสมดุลในการบินจนเกิดอุบัติเหตุ รวมไปถึงการกดปุ่มยิงจรวดและทิ้งระเบิดก็ใช้ปุ่มที่คันบังคับนี้ได้
F-16A ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
สำหรับเครื่องยนต์ไอพ่น Pratt and Whitney F100PW220 ที่ F-16 กองทัพอากาศไทยใช้นั้นให้แรงขับสูงสุดสุดที่ 23,770 ปอนด์เมื่อทำการบินที่ความสูงสุด 2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (2 มัค) ที่ความสูง 50,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล เครื่องยนต์แบบนี้มีความน่าเชื่อถือสูง มีค่าซ่อมบำรุงที่ถูกมากและมีความปลอดภัยสูงสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Block 15OCU ไปจนถึง F-16C/D Block 25 (เวอร์ชั่นนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯใช้งานเพียงผู้เดียว)
การทำงานของเครื่องยนต์ไอพ่นอันทรงพลังนี้เกิดจาก Air Intake หรือช่องนำอากาศเข้าใต้ลำตัวเครื่องเยื้องมาด้านหน้าเล็กน้อย ช่องนำอากาศเข้านี้จะนำพลังงานกระแสลมที่ไหลเข้ามาแปรสภาพเป็นพลังงานความเร็วสูงที่บั้นท้ายของเครื่องเรียกว่า Afterburner ขณะขึ้นบินสกัดกั้นหรือการบินทดสอบด้วยความเร็วสูง หากไม่มีกระแสลมไหลผ่านช่องนำอากาศเข้าของ F-16 จะมีกรณีเดียวคือตอนจอดบนพื้นดิน หากขึ้นบินไปบนฟ้าแล้วกลับลงมาจะเป็นช่วงเวลาที่ช่องอากาศของ F-16 มีประโยชน์ในการบิน
ส่วนสปีดเบรกหรือเบรคอากาศของเครื่องบินขับไล่ F-16 จะกางออกเมื่อร่อนลงจอด โดยจะกางออกที่ 80 องศาเพื่อชะลอความเร็วเครื่องให้ช้าลงและยังมีประโยชน์สำหรับการบินช้าๆหรือ slow flight เพื่อให้เครื่องบินรบข้าศึกที่บินมาด้วยความเร็วสูงบินเลยไปจากนั้นจึงจะสามารถเปลี่ยนจากฝ่ายถูกล่ามาเป็นฝ่ายล่าได้
ในทศวรรษที่ 1990 ต้นกองทัพอากาศไทยแม้จะได้ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 12 เครื่องแรกจากสหรัฐฯ ภายใต้โครงการ PEACE NARESUAN I แต่ต่อมาก็มีการนำเข้าประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16A Block 15 OCU อีก 6 เครื่องในโครงการ PEACE NARESUAN II ในปีพ.ศ.2534
การจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16A ล็อตใหม่นี้เพื่อมาทำหน้าที่ปกป้องน่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงภาคตะวันออกของไทยร่วมกับ 12 เครื่องแรกที่จัดหามาก่อนหน้านี้ โดยเข้าประจำการที่ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมาเช่นเดิม ฝูงบินนี้มีภารกิจหลักคือการรบทางอากาศ ส่วนภารกิจรองคือการบินโจมตีภาคพื้นดินและการลาดตระเวนทางอากาศตามแนวชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศ
F-16B ฝูงบิน 103
สำหรับ F-16 ฝูงบิน 103 ใช้นามเรียกขานฝูงบินว่า Lightning พร้อมสัญลักษณ์สายฟ้าสีแดงที่แพนหางดิ่ง โดยมี motto ประจำฝูงว่า "ผู้ใดจับได้สายฟ้า ผู้นั้นคือผู้ที่ผ่านหนทางอันแสกยากเข็ญ" การประจำการของเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบนี้สื่อถึงการมีอยู่ของฝูงบินนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้กองทัพอากาศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเครื่องบินขับไล่หลากบทบาทสมรรถนะสูงในยุคที่ 4 อย่างเต็มตัว
ปีพ.ศ.2533 โครงการ PEACE NARESUAN III ได้เกิดขึ้นในสมัยที่พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ ท่านมองว่าหลังจากความสำเร็จในระยะแรกที่ทำให้มีเครื่องบินขับไล่ F-16 ประจำการที่โคราชปล้วท่านจึงได้พยายามอย่างเต็มที่หลังจากทราบข่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านมีการเสริมกองกำลังรถถัง รวมไปถึงการปลดเครื่องบินรุ่นเก่าในกองทัพอากาศไทยทั้ง F-5 , T-33 รวมถึง A-37B ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
จนกระทั่งพลอากาศเอก เกษตร ถูกย้ายไปเป็นจเรทหารทั่วไป พลอากาศเอก กันต์ พิมานทิพย์ ได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ตั้งใจว่าจะมีโครงการจัดหาเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้าเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยให้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมๆกับ PEACE NARESUAN III แต่ทว่ากองทัพอากาศไทยได้ตัดโครงการนี้ออกไปด้วยเรื่องงบประมาณที่สูงเกินไปและไม่คุ้มค่ากับกองทัพอากาศไทยในยุคนั้น
เครื่องบินขับไล่ F-16B เครื่องหนึ่งในโครงการ PEACE NARESUAN I
จึงนำไปสู่การเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงใหม่ที่มาจากโครงการ PEACE NARESUAN III ในปีพ.ศ. 2538 โดย F-16 ที่มาถึงประเทศไทยเพิ่มเติมทั้ง 18 เครื่องได้เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หรือที่รู้จักกันในนามถิ่นจงอาง (Land of the King Cobra) โดยใช้สัญลักษณ์รูปงูจงอางที่แพนหางดิ่ง
ความพิเศษของฝูงบิน 403 ที่แตกต่างจากฝูงบิน F-16 ที่โคราชในขณะนั้นคือภารกิจโจมตีกลางคืน ซึ่งนับว่าเป็น Variant แรกของ F-16 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจขับไล่โจมตีในเวลากลางคืนโดยเฉพาะ เท่านั้นไม่พอยังมีการติดตั้งกระเปาะช่วยเดินอากาศและกระเปาะชี้เป้า ทำให้สามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะไกลและทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำระดับหลักเมตร
อีก 1 ปีต่อมากองทัพอากาศไทยได้จัดตั้งโครงการสำคัญคือ PEACE NARESUAN IV เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas F/A-18C/D Hornet จากสหรัฐอเมริกา แต่ทว่าเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้รุนแรงขึ้ยทำให้ต้องยกเลิกการนำเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวเข้าประจำการ จึงหันไปจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 อีกครั้งเพียงแต่ว่าเป็นเครื่องบินมือสองที่กองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ (AIR NATIONAL GUARD : ANG) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯในปีพ.ศ.2542 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาจากประชาชน
พ.ศ.2544 เมื่อนักบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 102 ชุดแรกที่จะได้ขับเครื่องบินขับไล่ F-16ADF เดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา การฝึกบินทั้งรบทางอากาศและโจมตีภาคพื้นดินจึงได้เริ่มต้นขึ้น สำหรับ F-16ADF หรือรุ่น Air Defense Fighter เป็นรุ่นที่กองทัพอากาศไทยจัดหามาประจำการชดเชย F/A-18C/D ต้องยกเลิกการจัดหาในปีพ.ศ.2540
F-16ADF ทั้ง 8 เครื่องที่ยังบินได้ ปัจจุบันย้ายจากฝูงบิน 102 มารวมกับฝูงบิน 103 เพื่อรักษาสภาพและสมรรถนะทางการบินต่อไป
ฝูงบิน 102 "STARS" นำโดยพี่ป๊อบ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ "DEVIL" ซึ่งเป็นนักบิน F-16 ที่มีชั่วโมงบินมากที่สุดถึง 1,000 ชั่วโมงบินกับเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวในขณะนั้น เป็นผู้ที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับฝูงบิน 102 คนแรกที่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16ADF
เมื่อนักบินทุกนายไปฝึกบินจบจากสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ.2545 ฝูงบิน F-16 ฝูงใหม่ทั้ง 5 เครื่องก็สัมผัสรันเวย์กองบิน 1 โคราช เพียงแต่ว่ารอบนี้มีสัญลักษณ์ดาวที่แพนหางดิ่งติดมาด้วย F-16ADF เข้าประจำการ ฝูงบิน 102 มีความล้ำหน้ากว่าฝูงบิน F-16 อื่นๆ ในขณะนั้นเช่น ฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 ก่อนการอัปเกรด
หนึ่งในนั้นเป็นขีดความสามารถในการรบระยะไกลเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR) ซึ่งเครื่องบินขับไล่ F-16ADF ถือเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของไทยที่สามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบ AIM-120 AMRAAM ได้ ทำให้นักบินสามารถทำลายเป้าหมายได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องบินเข้าใกล้จนมองเห็นด้วยสายตา
การจัดหาอย่างต่อเนื่องรวมถึงการรับมอบจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ในปีค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 กลายเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยที่ยืนยงมานานเกือบ 4 ทศวรรษ ทั้งนี้โคราชก็ได้กลายเป็นฐานบัญชาการหลักของฝูงบินขับไล่  F-16 ควบคู่กับตาคลี โดยถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่อีกแบบหนึ่งที่มีสมรรถนะสูงที่สุดของภูมิภาคนี้นับตั้งแต่นั้นมา
แม้ว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานเกือบ 4 ทศวรรษ หรือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จนหลายคนอาจมองว่าเริ่มล้าสมัย แต่กองทัพอากาศได้ทำการอัพเกรดโครงสร้าง F-16 ฝูงบิน 102 และฝูงบิน 103 ที่ประจำการอยู่ที่โคราช
ฝูงบิน 103 ที่ผ่านการอัพเกรด F-16 ยกฝูงในปีพ.ศ.2550 จะทำให้ตัวเครื่องมีชั่วโมงบินจาก 4,000 ชั่วโมงบินเป็น 8,000 ชั่วโมงบิน
จนกระทั่งในปีพ.ศ.2553 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี นามเรียกขาน "King Cobra" ได้เข้าสู่การปรับปรุงขีดความสามารถครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Mid-Life Upgrade (MLU) จนกลายเป็นอากาศยานทางทหารยุคใหม่ที่ยังคงความน่าเกรงขามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงการ MLU คือการชุบชีวิตเครื่องบินขับไล่ F-16 ยุคสงครามเย็นให้มีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ใน Gen 4.5 เช่น F-16C/D Block 50/52 ของสหรัฐฯ
โดยเป็นการเปลี่ยนระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) และระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งหมด ช่วยยืดอายุการใช้งานโครงสร้างออกไปได้ถึง 8,000 ชั่วโมงบิน ซึ่งทำให้พญาเหยี่ยวฝูงนี้สามารถบินปฏิบัติภารกิจต่อไปได้จนถึงปี พ.ศ. 2578-2580
ส่วนเรดาร์ก็ติดตั้งของใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั่นคือ การติดตั้งเรดาร์ AN/APG-68(V)9 ที่ตรวจจับเป้าหมายได้ไกลกว่าเดิมถึง 2 เท่า และมีความแม่นยำในการสร้างภาพเป้าหมายภาคพื้นดินความละเอียดสูง มีหมวกนักบินอัจฉริยะ JHMCS ช่วยให้นักบินสามารถล็อกเป้าหมายได้เพียงแค่หันมอง ซึ่งทำงานร่วมกับขีปนาวุธระยะประชิดที่ทันสมัยอย่าง Iris-T ทำให้นักบินสามารถสอยเครื่องบินข้าศึกได้โดยไม่ต้องหันหัวเครื่องบินไปหาเป้าหมาย
F-16MLU ดูแลอธิปไตยเหนือนน่านฟ้าทางภาคตะวันตกและภาคเหนือ
มีการติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล Link 16 ถือหัวใจของการรบแบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network-Centric Warfare) ที่ช่วยให้นักบินแชร์ข้อมูลการรบกับเครื่องบินแบบอื่นของกองทัพอากาศไทย เช่น Gripen หรือติดต่อศูนย์บัญชาการได้แบบ Real-time รวมทั้งการประสานงานการรบร่วมกับกองทัพบกและกองทัพเรือได้
F-16 ฝูงบินนี้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจขับไล่โจมตีในเวลากลางคืนและการโจมตีทางลึกโดยเฉพาะ
ดังนั้นจึงมีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอย่างกระเปาะชี้เป้าสมัยใหม่อย่าง Sniper ATP ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะไกลและทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำในการโจมตีทางอากาศสู่ภาคพื้นดิน โดยจะเห็นได้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปีพ.ศ.2568
ไม่ใช่แค่การชี้เป้าแล้วหย่อนระเบิด ในปีพ.ศ.2569 กระเปาะชี้เป้า Sniper ATP ยังมีการนำมาใช้งานกับ F-16MLU ในการขึ้นบินลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-พม่าที่มีการปะทะระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลเผด็จการพม่ายืดเยื้อมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2564 ถึงปัจจุบัน
F-16B ฝูงบิน 103 "LIGHTNING"
เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากระดมยิงปืนใหญ่และอาวุธวิถีโค้งเข้าใส่ฐานปฏิบัติการและพื้นที่พลเรือนของไทยในบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ กองทัพอากาศไทยจึงตัดสินใจส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของฝ่ายตรงข้ามทันทีตามหลักการป้องกันตนเอง
แม้ว่าภารกิจหลักของเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Block 15 OCU ของฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 คือการขับไล่สกัดกั้น แต่ด้วยการเป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ (Multi-role Fighters) ทำให้มีขีดความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เหยี่ยวพิฆาตทั้ง 2 ฝูงนี้ได้พิสูจน์บทบาทดังกล่าวด้วยการเข้าโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างหนักหน่วงและแม่นยำเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบ
"ฟ้าวววววววว! บู้มมมมมมมมม!" หมัดหนักหย่อนใส่บังเกอร์ กองบัญชาการ และอาวุธยุทโธปกรณ์จนเปลี่ยนจากสิ่งที่ประชาชนไทยตามแนวชายกลัวเป็นอาหารอันโอชะสำหรับไข่เหล็กจากนักรบฟ้าผู้หิวโหย เกิดควันดำลอยจากฟ้าขึ้นสู่ท้องฟ้าจนมองเห็นได้ในเวลากลางวันจากไกลๆ นี่คือผลงานของ F-16 ที่ได้รับภารกิจสำคัญในการแบกไข่เหล็กเข้าโจมตี ไม่เพียงเท่านี้ความรุนแรงของระเบิดขนาดใหญ่นี้สามารถทำลายค่ายทหารและคลังกระสุนที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชาได้อย่างเด็ดขาดในการโจมตีอันรวดเร็ว ฉับไว และรุนแรง
ต่อมาเมื่อมีปฏิบัติการยึดคืนเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ F-16 ได้พิสูจน์สมรรถนะจนก้าวข้ามคำสบประมาทที่ว่าต่อให้เป็น F-16 ก็เอาเนินนี้ไม่ลง โดยชัยชนะครั้งนี้เกิดจากการใช้ยุทธวิธีที่แม่นยำและการประสานงานร่วมกับเหล่าทัพอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
ในปฏิบัติการบุกยึดเนิน 350 F-16 จากกองบิน 4 ตาคลีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทหารภาคพื้น
อย่างไรก็ตาม F-16 ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอุโมงค์ลึกด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางส่งกำลังบำรุง ในการทำลายเส้นทางลำเลียงพลหน้าที่นี้ก็เป็นของ F-16 ไทยอีกแล้ว โดยสามารถทำลายกระเช้าไฟฟ้าที่ใช้ลำเลียงอาวุธและเสบียงขึ้นสู่เนิน 350 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นจุดตายที่ทำให้ทหารกัมพูชาบนเนินเริ่มอ่อนกำลังลง
F-16 สามารถบรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (Mk.84) หรือที่เรียกกันว่าไข่เบอร์ 0 ได้สูงสุดถึง 4 ลูกใต้ปีก ซึ่งใช้ในการทำลายบังเกอร์ กองบัญชาการ และคลังกระสุนที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแดนข้าศึก ไม่เพียงเท่านี้ F-16 ทั้ง 2 ฝูงมีการใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ร่วมกับกระเปาะชี้เป้าส่งผลให้ระเบิดพุ่งเข้าหาได้อย่างแม่นยำไร้ความด่างพร้อย
นอกจากนี้ยังรองรับอาวุธปล่อยอากาศสู่พื้นแบบ AGM-65 Maverick และระเบิดร่อนนำวิถีด้วยดาวเทียมอย่าง KGGB จากเกาหลีใต้
หนึ่งในภารกิจเด่นของ F-16 คือการโจมตีสะพานโอร์จีกถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ในการปฏิบัติการจริงเพื่อปกป้องอธิปไตยในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
วันที่ 20 ธันวาคมพ.ศ.2568 เครื่องบินขับไล่ F-16 จากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชได้รับภารกิจในการขัดขวางทางอากาศเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกำลังพลหลักของกัมพูชาที่กำลังมุ่งหน้าสู่แนวหน้า
โดยสะพานโอร์จีกตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 68 ในจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งกำลังบำรุง
F-16A ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของนักบินและเครื่องบิน F-16 แม้จะมีอายุการใช้งานมานาน โดยผลการปฏิบัติการปรากฏว่าระเบิดตกลงกลางสะพานอย่างแม่นยำจนพังถล่ม มีการวิเคราะห์ว่าเป็นการโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงที่ทำให้สะพานแหว่งจนรถถังไม่สามารถวิ่งผ่านได้ แต่พลเรือนยังคงสามารถเดินเท้าข้ามได้ ซึ่งสะท้อนถึงความแม่นยำในระดับหลักเมตร
ส่วนการโจมตีในยุทธการตราดปราบปรปักษ์ มีเรื่องเล่าจริงจากข่าวในช่วงสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาว่าช่วงที่ทหารกัมพูชาได้ยิงปะทะกับทหารนาวิกโยธินไทยที่กำลังรักษาอาณาเขตให้รอดพ้นจากผู้รุกรานที่ยิงทั้งอาวุธเบาและอาวุธหนักเข้าโจมตีดินแดนไทย บนภาคพื้นดินทหารนาวิกโยธินทุกนายวิ่งฝ่าระเบิดและดงกระสุนเข้าปะทะข้าศึก จนถึงขั้นที่สถานการณ์คับขันทำให้ต้องประสานงานร้องขอให้ F-16 มาบินเหนือน่านฟ้าจังหวัดตราดในสมรภูมินี้
เครื่องบินขับไล่ F-16 จากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชที่ใช้สัญลักษณ์รูปสายฟ้าที่แพนดิ่งและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีที่ใช้สัญลักษณ์รูปงูจงอางที่แพนหางดิ่งได้ทำหน้าที่โจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงด้วยการทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่น กาสิโนและบังเกอร์ของฝ่ายตรงข้าม โดยมีการบันทึกประวัติศาสตร์ว่า F-16 ได้บินผ่านจังหวัดตราดเข้าไปทิ้งระเบิดถึงในเขตแดนกัมพูชาระหว่างที่สงครามยังไม่จบ
หลังสงครามจบลงท่ามกลางข่าวลือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นในรอบ 3 ศักยภาพเหนือขอบฟ้าที่ชัดเจนของกองทัพอากาศไทยและมีความได้เปรียบสูงในการป้องกันประเทศอย่างเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ขึ้นบินลาดตระเวนตามแนวชายแดนจากกองบิน 1 โคราช ยังคงทำการบินทั้งกลางวันและกลางคืน
F-16MLU
เมื่อทหารไทยที่อยู่ตามป่าเขาชายแดนไทย-กัมพูชาได้ยินเสียงไอพ่นของเครื่องบินขับไล่ F-16 เมื่อใด นั่นแสดงว่าความน่าเกรงขามที่เปรียบได้กับวิญญาณดีที่คุ้มครองผู้มีบุญ เพราะฉะนั้นบนพื้นดินท่ามกลางป่าไม้และภูเขาตามแนวเขตสันปันน้ำยังคงมีความอุ่นใจและความปลอดภัยที่ทหารอากาศมาร่วมปฏิบัติการด้วย
ข้อมูลจำเพาะ F-16MLU
ประเภท : เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่นั่งเดี่ยว (Multirole fighter)
ภารกิจ : ปฏิบัติภารกิจขับไล่สกัดกั้นทุกกาลอากาศ โจมตี และลาดตระเวนทางอากาศ
มิติ
ปีกกาง : 9.8 เมตร
ความยาว : 4.8 เมตร
สูง : 4.8 เมตร
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า : 7,070 กิโลกรัม (15,586 ปอนด์)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 16,057 กิโลกรัม (35,400 ปอนด์)
บรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม (12,000 ปอนด์) ตำบลติดอาวุธภายนอกลำตัว 9 แห่ง
ระบบเรดาร์ : AN/APG-68
อุปกรณ์เดินอากาศ/โจมตี
กระเปาะสไนเปอร์ รูบิส และ แอตลิส II (ทอ.ไทย)
เครื่องยนต์ :
เทอร์โบแฟน เอฟ100พีดับเบิลยู220 ขนาดแรงขับ 29,000 ปอนด์ พร้อมสันดาปท้าย จำนวน 1 เครื่อง
สมรรถนะทางการบิน
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค
เพดานบิน : 15,000 เมตร (50,000ft.)
บินไกลสุด
ไม่เติมเชื้อเพลิงในอากาศ : 1,500 กิโลเมตร (810 ไมล์ทะเล)
รัศมีรบ : 630 กิโลเมตร (340 ไมล์)
เมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ : เอ็ม 61 เอ 1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก กระสุน 500 นัด
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ :
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้
เอไอเอ็ม 9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศพิสัยปานกลาง
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-พื้นระเบิดและจรวดขนาดต่าง ๆ
ระเบิดซีบียู, อาวุธปล่อยนำวิถีเอจีเอ็ม-65
มาเวอริค ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่าง ๆ และระเบิดไม่นำวิถี
สถานะ : กองทัพอากาศไทยมีเอฟ-16 ประจำการ 2 ฝูงบินในปัจจุบันคือฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19ก (F-16B eMLU)
เครื่องบินขับไล่ F-16 ถือว่าเป็นเขี้ยวที่สำคัญในการป้องกันภัยทางอากาศและการโจมตีภาคพื้นดิน แม้การปฏิบัติการจริงของ F-16 จะไม่สามารถนำมาเล่าได้ในบทความนี้บทความเดียวจนจบเนื่องจากเวลาในการนำเสนอที่มีจำกัด แต่บทความนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน หากบทความนี้ขาดบกพร่องประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
ไทยรัฐทีวี
THAI WEAPON CHANNEL
หนังสือ 72 ปีแห่งความสุข พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์
หนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการของพลอากาศเอก กันต์ พิมานทิพย์
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครรพ
พลอากาศเอกศักดิ์พินิต พร้อมเทพ
Sniper News
History World
THAI PBS
นิตยสารสงคราม
นิตยสารแทงโก้
JohmRungswang
Gemini AI
Krit Surisukh
Kittidej Sanguanthongkam
Whutchanunt Phutcharinya
Puwanai Pasakul
H.C.HO
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา