Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • ธุรกิจ
ในวันที่ Sharp สิ้นลาย! ทำไมราชาทีวีโลกถึงต้องยอมขายกิจการให้ Foxconn
ลองจินตนาการถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับตำนานของประเทศญี่ปุ่น
บริษัทแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี และเคยเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของคนทั้งชาติ…
แต่ในตอนท้ายบริษัทแห่งนี้กลับต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา
พวกเขาต้องขายกิจการให้กับบริษัทรับจ้างผลิตจากต่างชาติ
เรื่องราวนี้ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทอย่าง Sharp
พวกเขาคืออดีตราชาแห่งหน้าจอทีวี เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีจอภาพระดับโลกที่ไม่มีใครไม่รู้จัก
ทำไมผู้สร้างนวัตกรรมระดับโลกถึงก้าวพลาดจนขาดทุนมหาศาล
ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นรุนแรงจนบริษัทเกือบจะล้มละลาย
จนสุดท้ายต้องยอมให้ Foxconn ยักษ์ใหญ่จากไต้หวันเข้ามาซื้อกิจการไปอย่างสมบูรณ์
จากจุดสูงสุดสู่จุดที่ต้องให้คนอื่นเข้ามาช่วยกู้วิกฤต
…
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1912 ที่เมือง Tokyo เด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่ชื่อว่า Tokuji Hayakawa
เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยต้นทุนที่ติดลบยิ่งกว่าศูนย์
เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเป็นช่างทำโลหะตั้งแต่ยังเด็ก…
แต่ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตและไม่เคยยอมแพ้ เขาได้ประดิษฐ์สิ่งแรกขึ้นมานั่นก็คือหัวเข็มขัด
มันอาจจะฟังดูเหมือนของธรรมดาทั่วไปในยุคปัจจุบัน แต่หัวเข็มขัดที่เขาคิดค้นสามารถรัดสายได้โดยไม่ต้องเจาะรู
เขาตั้งชื่อนวัตกรรมชิ้นแรกนี้ว่า Tokubijo
และมันก็ขายดีถล่มทลายจนเขาสามารถตั้งตัวได้ตั้งแต่อายุยังน้อย…
ผลงานที่เปลี่ยนชีวิตเขาอย่างแท้จริงตามมาหลังจากนั้น
ในปี 1915 เขาได้รับโจทย์ให้ผลิตไส้ในของดินสอกด
ซึ่งในสมัยนั้นดินสอกดคุณภาพแย่มาก ไส้หักง่ายและกลไกก็ฝืดสุดๆ
Tokuji Hayakawa ทุ่มเทพัฒนาจนได้ดินสอกดรุ่นใหม่ เป็นดินสอที่มีกลไกผลักไส้ออกมาได้อย่างแม่นยำ สวยงาม และทนทาน
เขาเรียกสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ว่า “Ever-Ready Sharp Pencil”…
มันคือดินสอที่แหลมพร้อมใช้งานตลอดเวลา และคำว่า Sharp ก็มาจากดินสอแท่งนั้นนี่เอง ที่กลายมาเป็นชื่อบริษัทที่เราเรียกกันจนติดปากมาถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นทุกอย่างกำลังไปได้สวย
ธุรกิจกำลังเติบโตและโรงงานก็ขยายใหญ่โตเพื่อรองรับการผลิต
แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกอย่างโหดร้ายที่สุด…
วันที่ 1 กันยายน ปี 1923 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแถบ Kanto
มันไม่ได้มาแค่แรงสั่นสะเทือนที่ทำลายตึกรามบ้านช่อง แต่มันมาพร้อมกับเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกอย่างจนสิ้นซาก
เขาเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้ก็จริง แต่เขาต้องเสียภรรยาและลูกเล็กอีกสองคนไปในกองเพลิง
โรงงานที่สร้างมากับมือวอดวายจนไม่เหลือซาก…
แถมเขายังมีหนี้สินก้อนโตจากสินค้าที่ผลิตส่งไม่ทันตามกำหนด
ชายคนหนึ่งที่สูญเสียครอบครัวและธุรกิจไปพร้อมกันในวันเดียว
ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะตรอมใจและยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปแล้ว
แต่ Tokuji Hayakawa เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ
เขาปลดหนี้โดยการยกสิทธิบัตรดินสอกดอันล้ำค่าให้เจ้าหนี้ไปฟรีเพื่อแลกกับการล้างหนี้
แล้วหอบเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมือง Osaka…
ซึ่งที่นั่นเขาเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่
ในยุคนั้นวิทยุเป็นของเล่นราคาแพงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เขาไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าหรือแผงวงจรเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่เขาไปซื้อวิทยุมาแกะดูชิ้นส่วนข้างใน แล้วทดลองประกอบมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าจนสำเร็จ
ในปี 1925 เขาผลิตวิทยุเครื่องแรกที่ประกอบในญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ Sharp…
เขาตั้งราคาขายให้คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ และมันก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดีถล่มทลายอีกครั้ง
DNA ของ Sharp ถูกสร้างขึ้นและฝังรากลึกตรงนี้นี่เอง
นั่นคือการสร้างสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสินค้าที่ทุกคนสามารถซื้อหามาใช้ในชีวิตประจำวันได้
จากวิทยุ พวกเขาขยับไปทำทีวีขาวดำเครื่องแรกของญี่ปุ่นในปี 1953…
ทั้งที่ในตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีรายการทีวีออกอากาศเลยด้วยซ้ำ
เขาเชื่อมั่นว่าถ้าทำเครื่องรับสัญญาณรอไว้เดี๋ยวสถานีส่งสัญญาณก็จะเกิดตามมาเอง
และมันก็เป็นแบบนั้นจริงจน Sharp กลายเป็นราชาแห่งทีวีในยุคเริ่มต้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางไปสู่วิกฤตในอนาคต เริ่มต้นมาจากการต่อสู้ที่ดุเดือดในสงครามเครื่องคิดเลข
ในช่วงทศวรรษ 1960 เครื่องคิดเลขมีขนาดเท่าโต๊ะทำงานและหนักเป็นสิบกิโลกรัม…
Sharp กระโดดเข้ามาในสนามนี้อย่างเต็มตัวและต้องสู้กับคู่แข่งตัวฉกาจอย่างบริษัท Casio
การแข่งขันดุเดือดมาก ทุกค่ายต่างแข่งกันทำให้เครื่องเล็กลงและมีราคาถูกลง
อาวุธลับที่ Sharp งัดมาใช้สู้คือเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ นั่นคือเทคโนโลยีหน้าจอที่เรียกว่า “LCD”
เทคโนโลยีนี้ใช้ผลึกเหลวที่ทำปฏิกิริยากับกระแสไฟฟ้าเพื่อแสดงผลออกมาเป็นตัวเลข…
ในปี 1973 Sharp เปิดตัวเครื่องคิดเลขรุ่น EL-805 มันคือเครื่องคิดเลขพกพาที่ใช้จอ LCD เครื่องแรกของโลก
เจ้าเครื่องคิดเลขตัวนี้มีความบางเพียงสองเซนติเมตรและประหยัดไฟกว่าเทคโนโลยีเดิมเป็นพันเท่า
ความสำเร็จครั้งนี้ยิ่งใหญ่และสร้างผลกำไรมหาศาล
มันทำให้ Sharp เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า LCD คืออนาคตที่แท้จริงของบริษัท และเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีที่ดีกว่าจะเป็นผู้ชนะในตลาดเสมอ…
แต่ใครจะรู้ว่าความเชื่อนี้เองที่จะกลายเป็นดาบสองคมในอีกหลายสิบปีต่อมา
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงปี 1998
ตอนนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาท้าทายอย่างหนักจากวิกฤตการเงิน
บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่เริ่มมีผลประกอบการที่แย่ลง
ประธานคนใหม่ของ Sharp ในเวลานั้นคือ Katsuhiko Machida
เขาประกาศวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญมากที่เรียกว่า “Crystal Clear”…
วิสัยทัศน์นี้คือการตั้งเป้าเปลี่ยนสินค้าทุกอย่างของ Sharp ให้มีจอ LCD
เขาตัดสินใจสั่งเลิกทำทีวีจอตู้แบบเก่าทั้งหมด และทุ่มเงินลงทุนหมดหน้าตักไปที่การพัฒนาทีวี LCD เพียงอย่างเดียว
ในตอนนั้นคนในวงการมองว่านี่คือการเดิมพันที่บ้ามากๆ
เพราะทีวี LCD ยังผลิตยาก มีราคาแพง และภาพก็ยังสู้จอตู้ไม่ได้
แต่ Sharp ก็พิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าพวกเขาทำสำเร็จ…
พวกเขาเปิดตัวทีวีจอแบนภายใต้แบรนด์ Aquos
มันกลายเป็นทีวีแห่งยุคที่ทุกบ้านอยากมีไว้ครอบครอง และสามารถกวาดส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกไปได้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในช่วงแรก
เมื่อประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย Sharp ก็เริ่มมีความมั่นใจหรือบางทีอาจจะเรียกว่าชะล่าใจและประมาทคู่แข่งมากเกินไป
พวกเขาทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโรงงานระดับตำนานที่ชื่อว่า Kameyama ในปี 2004…
โรงงานแห่งนี้ถูกยกย่องให้เป็น “Kameyama Model” ซึ่งคือแนวคิดการผลิตทุกชิ้นส่วนเบ็ดเสร็จด้วยตัวเองในประเทศญี่ปุ่นแบบครบวงจร เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับทางเทคโนโลยีขั้นสูงรั่วไหลไปสู่บริษัทคู่แข่ง
สื่อมวลชนต่างพากันชื่นชมว่านี่คือต้นแบบความสำเร็จของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยุคใหม่
แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคและโครงสร้างธุรกิจโลกกำลังเปลี่ยนไป
ในขณะที่ Sharp มัวแต่หวงวิชาและเก็บตัวสร้างกำแพงอยู่ในญี่ปุ่น…
คู่แข่งอย่าง Samsung และ LG จากประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงผู้ผลิตอีกหลายรายจากไต้หวันกำลังใช้วิธีที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาเน้นผลิตสินค้าจำนวนมหาศาล เน้นกดราคาให้ถูก และขยายตลาดไปทั่วโลก
โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบเบ็ดเสร็จในประเทศเดียวไปสู่การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่เน้นความเร็วและต้นทุนเป็นหลัก
แต่แทนที่ Sharp จะระวังตัว พวกเขากลับทำในสิ่งที่สวนกระแสโลก…
ในปี 2007 Sharp ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ด้วยการสั่งสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เมือง Sakai จังหวัดโอซาก้า ด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูงมหาศาลทะลุแสนล้านบาท
โรงงาน Sakai ถูกออกแบบมาให้เป็นโรงงานผลิตจอ LCD ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลก
สามารถผลิตจอกระจกแผ่นยักษ์ที่เอามาตัดเป็นทีวีขนาดหกสิบนิ้วได้อย่างสบาย
แต่คำถามสำคัญในตอนนั้นคือ ใครจะเป็นคนซื้อทีวีจอใหญ่ขนาดนั้นจำนวนมากๆ…
ผู้บริหารของ Sharp มั่นใจว่าถ้าของมันดีเดี๋ยวคนก็ต้องแห่กันมาซื้อ
พวกเขาหวังว่าจะผลิตจอเหล่านี้ส่งขายให้กับแบรนด์คู่ค้าอย่าง Sony และเตรียมส่งออกทีวีจอใหญ่ยักษ์ไปขายกลุ่มคนมีฐานะในอเมริกา
แต่แล้วฝันร้ายที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปี 2008 โลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger Crisis
กำลังซื้อของผู้คนพังพินาศ ความต้องการทีวีจอใหญ่ราคาแพงหดหายวูบลงทันที…
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการผลิตจอ LCD ของค่ายคู่แข่งก็พัฒนาขึ้นมาทัน จนมีคุณภาพทัดเทียมกับ Sharp แต่สามารถตั้งราคาขายได้ถูกกว่ามาก
ราคาจอ LCD ในตลาดโลกร่วงลงเหวจากแผ่นละหลายร้อยเหรียญเหลือเพียงร้อยกว่าเหรียญ
โรงงาน Sakai ที่เพิ่งสร้างเสร็จด้วยเงินมหาศาลกลายเป็นเหมือนเมืองร้าง เดินเครื่องผลิตได้ไม่ถึงครึ่งของกำลังการผลิตจริงเพราะไม่มีออเดอร์
มิหนำซ้ำ ข้อตกลงระดับพันธมิตรที่คุยไว้กับ Sony ก็พังทลายไม่เป็นท่า…
สาเหตุเป็นเพราะ Sharp ไปเล่นแง่เลือกส่งของให้ทีวีแบรนด์ตัวเองก่อน
ทำให้ Sony ไม่พอใจและหันไปจับมือสั่งซื้อจอจาก Samsung แทน
Sharp ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างหนัก
พวกเขามีเทคโนโลยีชั้นยอดอยู่ในมือแต่ต้นทุนการผลิตสูงปรี๊ด
จะตั้งราคาขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ จะดัมป์ราคาขายถูกก็ยิ่งขาดทุน
จากที่เคยกวาดกำไรปีละเป็นพันล้านเหรียญ กลายเป็นขาดทุนยับเยินชนิดที่ไม่มีใครตั้งตัวติด…
ในปี 2012 บริษัทเจ็บหนักขาดทุนสุทธิมหาศาลจนเกือบจะล้มละลาย
ผู้บริหารระดับสูงที่เคยรุ่งโรจน์พากันทยอยลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
บริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปลดพนักงานออกนับหมื่นคนเพื่อพยุงลมหายใจ
และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับบริษัทที่มีอายุร้อยกว่าปี คือพวกเขาต้องลดศักดิ์ศรีมามองหาคนนอกเพื่อมาช่วยกอบกู้ชีวิต
ในขณะที่ Sharp กำลังหายใจรวยรินอยู่บนเตียงผู้ป่วยไอซียู…
มีชายคนหนึ่งที่จับตามองสถานการณ์นี้อยู่อย่างใกล้ชิดมาตลอด
เขาคือ Terry Gou ผู้ก่อตั้งบริษัท Foxconn จากไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างผลิต iPhone ให้กับ Apple
เหตุผลหลักที่ Foxconn อยากได้ Sharp ไม่ใช่เพราะอยากได้โรงงาน แต่เป็นเพราะพวกเขาอยากครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูง
Foxconn เป็นบริษัทที่เก่งเรื่องการประกอบสินค้าได้รวดเร็วและราคาถูก…
แต่พวกเขาไม่มีเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผลเป็นของตัวเอง
การได้ Sharp เข้ามาเติมเต็มจะทำให้ Foxconn มีความแข็งแกร่งครบเครื่อง
พวกเขาสามารถควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบเสร็จสมบูรณ์
การเจรจาซื้อขายกิจการเป็นไปอย่างยืดเยื้อและเต็มไปด้วยปัญหาดราม่ามากมาย
ตอนแรกผู้บริหารระดับสูงของ Sharp พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะไม่ขายให้ต่างชาติ
เพราะมันคือศักดิ์ศรีของบริษัทอายุร้อยปีและเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น…
พวกเขาพยายามวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างสุดความสามารถ
แต่ตัวเลขหนี้สินของบริษัทมันท่วมหัวจนเกินกว่าที่ใครจะกล้าเข้ามาอุ้มไว้ได้
ในที่สุดโชคชะตาก็บีบบังคับให้พวกเขาต้องยอมรับความจริง
ในปี 2016 Sharp ก็ต้องยอมพ่ายแพ้ต่อระบบทุนนิยม
Foxconn เข้าซื้อกิจการ Sharp ไปอย่างสมบูรณ์แบบด้วยมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ
นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นถูกบริษัทต่างชาติเทคโอเวอร์แบบเบ็ดเสร็จ…
หลังจากเปลี่ยนมือเจ้าของ Foxconn ก็ส่งทีมงานเข้ามาบริหารแบบรื้อระบบใหม่ทั้งหมด
พวกเขาทำลายวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นที่เชื่องช้าและการตัดสินใจแบบประนีประนอมทิ้งไป และเปลี่ยนมาใช้สไตล์การทำงานแบบไต้หวันที่รวดเร็ว ดุดัน และเน้นผลกำไรอย่างแท้จริง
พวกเขาฟันฉับตัดธุรกิจที่ไม่ทำเงินทิ้งไปโดยไม่ลังเลและย้ายฐานการผลิตหาต้นทุนที่ถูกกว่า ใช้เครือข่ายระดับโลกของ Foxconn เข้ามาช่วยลดต้นทุนในทุกจุด
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ Sharp สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งภายในเวลาแค่ปีกว่า…
มหากาพย์ความพ่ายแพ้เรื่องนี้สอนบทเรียนที่สำคัญให้กับโลกธุรกิจหลายอย่าง
บทเรียนแรกคือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดไม่ได้แปลว่าจะชนะในตลาดเสมอไป
Sharp มัวแต่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของจอภาพตัวเองจนลืมมองความต้องการของตลาด
ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ต้องการจอทีวีที่ชัดที่สุดในโลก
แต่พวกเขาแค่ต้องการจอที่ดีพอใช้งานได้ในราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้
บทเรียนที่สองคือความเสี่ยงมหาศาลของการทุ่มเททุกอย่างไปที่สิ่งเดียว…
Sharp ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดที่มีไปที่หน้าจอ LCD เพียงอย่างเดียว
เมื่อตลาด LCD พังทลายลง บริษัทจึงต้องพังครืนตามไปด้วย
ต่างจากคู่แข่งที่มีธุรกิจหลากหลายทั้งมือถือและชิปเซ็ตคอยพยุงซึ่งกันและกันในยามวิกฤต
บทเรียนสุดท้ายคือความสามารถในการปรับตัวเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอด
Sharp เคยเป็นบริษัทที่ปรับตัวเก่งมากในยุคแรกจากหัวเข็มขัดมาสู่ทีวี
แต่พอเข้าสู่ยุคดิจิทัล พวกเขากลับก้าวพลาดเพราะติดอยู่ในกับดักความสำเร็จเดิม…
พวกเขายึดติดกับอดีตอันหอมหวานจนก้าวไม่ทันโลกธุรกิจที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้ Sharp ที่อยู่ในมือของ Foxconn อาจจะไม่ใช่ Sharp เดิมที่เรารู้จักอีกต่อไป
มันอาจจะมีความเป็นญี่ปุ่นน้อยลงและถูกขับเคลื่อนด้วยความเป็นธุรกิจระดับโลกมากขึ้น
แต่ถึงแม้ความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนมือไปสู่คนอื่น
ตำนานการต่อสู้ของเด็กหนุ่มกำพร้าผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจขึ้นมาจากเถ้าถ่าน
ก็จะยังคงเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่ล้ำค่าให้เราได้ศึกษาตลอดไปนั่นเองครับผม…
References : [reuters, bloomberg, nikkei, wsj, forbes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/on-the-day-sharp-ceased-to-exist/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
ญี่ปุ่น
1 บันทึก
3
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย