2 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จีนก้าวสู่มหาอำนาจพลังงาน ด้วยโครงการ “เก็บตะวัน”

ในขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีเชื้อเพลิงเป็นตัวประกัน นโยบายของจีนยังคงมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดระดับโลกอย่างแข็งแกร่งไม่หวันไหว ซึ่งจะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำด้านพลังงานในอนาคต เนื่องจากสงครามอิหร่านได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก
☀️
หลิน โบฉาง (Lin Boqiang) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์พลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเซียะเหมินกล่าวว่า ความก้าวหน้าของจีนในด้านพลังงานสะอาดไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อประเทศจีนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกโดยรวมด้วย
☀️
และด้วยห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดกำลังเข้าครอบคลุมตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จีนจึงก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถยนต์ไฟฟ้า และการจัดเก็บพลังงาน ส่งผลให้จีนกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวทั่วโลก
☀️
ซึ่งสวนทางกับนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก รวมทั้งสงครามที่เขาเลือกทำในอิหร่าน กลับก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิด
☀️
ทรัมป์ เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลกที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักในปัจจุบัน เป็นระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน
และไม่เชื่อว่า การเผาไหม้น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่ใหญ่ที่สุด จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้จะส่งผลให้คนงานเหมืองถ่านหินและคนงานอื่นๆ ที่ทำงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ ทั่วโลกต้องตกงาน
☀️
รัฐบาลทรัมป์จึงได้ถอนสหรัฐอเมริกาออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเขาได้ตัดงบประมาณโครงการ Green New Deal ซึ่งรัฐบาลชุดก่อน ๆ ให้การสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทางเลือกเอาไว้
☀️
น่าเสียดายที่นโยบายของทรัมป์กลับผลักผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ให้ตกไปอยู่ที่จีน อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือกของจีนได้เกิดการขยายธุรกิจควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ และมีแนวโน้มที่จะเข้ายึดครองโลก
☀️
สงครามอิหร่านกำลังผลักดันให้หลายประเทศหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่จากจีน ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจีน และกำลังกัดเซาะความเป็นผู้นำด้านพลังงานของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
☀️
จีนกำลังเสริมสร้างความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดระดับโลก และได้ขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนของจีนไปยังซีกโลกใต้ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว
☀️
สงครามอิหร่านส่งผลให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในระยะสั้นในสงครามเย็นด้านการส่งออกพลังงาน บริษัทของสหรัฐฯ กำลังขายน้ำมันและเชื้อเพลิงเหลวในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ให้กับประเทศต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลน หลังจากที่อิหร่านได้ปิดกั้นการไหลของเรือบรรทุกน้ำมันออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบออกจากตะวันออกกลาง
☀️
แต่จีนเองก็กำลังเห็นช่องการส่งออกพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีการผันผวนเป็นประวัติการณ์ และเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งสงครามยืดเยื้อออกไปนานเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อจีนมากขึ้นเท่านั้น
☀️
นั่นไม่ได้หมายความว่าจีนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ของทรัมป์เพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหนึ่งในห้าของโลก สิ่งที่เกิดขึ้นได้จำกัดปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งไปยังจีนอย่างมาก ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของจีนลดลง และรัฐบาลทรัมป์ก็ยังได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อโรงกลั่นขนาดเล็กของจีนที่แปรรูปน้ำมันดิบประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน แม้ว่าจีนจะออกมาโต้ตอบแล้วก็ตาม
☀️
ความขัดแย้งนี้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับจีนในการเพิ่มการส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซิน องค์การพลังงานระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่น้ำมันดีเซล ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำมันเบนซินลดลงมากกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวันทั่วโลก
▶️โลกกำลังเปลี่ยนด้วยอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
การสร้างสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ (The Space Solar Power Station : SSPS) แนวคิดนี้ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีหลายประเทศที่มีความทะเยอทะยานในการพัฒนาระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แบบไร้สายในอวกาศ
ปีเตอร์ เกลเซอร์ บิดาแห่งแนวคิดดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต: บริษัท อาร์เธอร์ ดี. ลิตเติล อิงค์
ในปี 1968 ปีเตอร์ เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรการบินและอวกาศชาวอเมริกัน คิดค้นแนวคิดในการใช้ดาวเทียมติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ส่งพลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศผ่านลำแสงไมโครเวฟลงมายังโลก
☀️
ในปี 2012 จอห์น ซี. แมนกินส์ อดีตนักฟิสิกส์ของนาซา ได้เสนอแนวทางที่เรียกว่า SPS-ALPHA (Solar Power Satellite via Arbitrarily Large Phased Array) ต่อมาในปี 2015 บริษัทนอร์ธรอป กรัมแมน ในสหรัฐอเมริกา ได้ให้การสนับสนุนการวิจัยมูลค่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นระยะเวลาสามปี เพื่อพัฒนาโครงการริเริ่มพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ (Space Solar Power Initiative หรือ SSPI)
ระบบตรวจสอบภาคพื้นดินตั้งอยู่ในวิทยาเขตทางใต้ของมหาวิทยาลัยซีเตียน เมืองซีอาน มณฑลฉานซี เสาหลักของระบบเป็นโครงสร้างเหล็กสูง 75 เมตร และประกอบด้วยระบบย่อย 5 ระบบ ได้แก่ ระบบรวมแสงโอเมก้าและการแปลงแสงเป็นไฟฟ้า ระบบส่งและจัดการพลังงาน และเสาอากาศรับสัญญาณ
ในช่วงปลายปี 2013 ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ ต้วน เป่าหยาน (Duan Baoyan) จากมหาวิทยาลัย Xidian ได้เสนอให้ริเริ่มโครงการของจีนเอง และต่อมาทีมของเขาก็ได้นำเสนอแนวทางด้านเทคโนโลยีของจีนในโครงการ “Zhuri”
☀️
โครงการ “Zhuri” ซึ่งแปลว่า “การไล่ล่าดวงอาทิตย์” ในภาษาจีน กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง โครงการนี้เป็นการวางรากฐานสำหรับ 'สถานีชาร์จไร้สาย' ในอวกาศ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในอวกาศ และคาดว่าจะส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ในอวกาศ “แบบไร้สาย” ผ่านอากาศไปยังอุปกรณ์ภาคพื้นดิน โดรน ดาวเทียม และแม้แต่ยานอวกาศที่เดินทางไปยังห้วงอวกาศลึกในอนาคต
☀️
จีนวางแผนสร้าง "ธนาคารพลังงานอวกาศ" เพื่อควบคุมพายุไต้ฝุ่นและชาร์จดาวเทียมให้สำเร็จภายในปี 2030 หากจีนทำสำเร็จ เทคโนโลยีนี้อาจเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมด และอาจเปลี่ยนพายุร้ายแรงให้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่ควบคุมได้
☀️
สถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศได้รับการออกแบบมาเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ไว้ในวงโคจร ซึ่งสามารถทำงานได้โดยปราศจากการรบกวนจากชั้นบรรยากาศหรือวัฏจักรกลางวันกลางคืน เปรียบเสมือน "กระทะขนาดใหญ่" ที่ลอยอยู่ในอวกาศ คอยดักจับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง
☀️
แผนงานขั้นสุดท้ายของโครงการนี้คือการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดมหึมาทรงกลมที่มีความกว้างหลายกิโลเมตร โคจรอยู่ในวงโคจรคงที่ของโลก ที่ระดับความสูง 36,000 กิโลเมตร (22,370 ไมล์) เหนือพื้นโลก
☀️
ภายในปี 2030 โรงงานแห่งนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในระดับกิกะวัตต์ (เทียบเท่ากับ 1 พันล้านวัตต์ หรือ 1,000 เมกะวัตต์)ซึ่งจะส่งพลังงานสะอาดปริมาณมากอย่างต่อเนื่องกลับคืนสู่โลก และเป้าหมายในปี 2050 คือการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2 กิกะวัตต์
☀️
ในขณะที่จีนได้ทดลองใช้หอรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่นั้น สหรัฐฯ ภายใต้โครงการวิจัยด้านการป้องกันประเทศ (DARPA) ก็กำลังทดสอบเทคโนโลยีนี้เช่นกัน
และในเดือนพฤศจิกายน 2025 ก็มีการทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายดักจับดวงดาว (Star Catcher Network) โดยบริษัท Star Catcher Industries ซึ่งเป็นบริษัทผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศ ได้ประสบความสำเร็จในการส่งพลังงาน 1.1 กิโลวัตต์ ไปยังศูนย์อวกาศเคนเนดีของ NASA ในรัฐฟลอริดา
☀️
นอกจากนี้ ยังมีโครงการริเริ่มด้านพลังงานอวกาศแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 โดยมีองค์กรของอังกฤษมากกว่า 50 แห่ง รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่างผู้ผลิตอากาศยานแอร์บัส มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เข้าร่วมโครงการ และคาดการณ์ว่าอาจมีโรงไฟฟ้าสาธิตในวงโคจรที่สามารถส่งพลังงานระดับกิกะวัตต์จากอวกาศสู่โลกได้ภายในปี 2035
☀️
โครงการ “เก็บตะวัน” ที่อาจจะนำจีนสู่มหาอำนาจพลังงาน นอกจากสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศแล้ว จีนยังได้ลงทุนมหาศาลในโครงการอื่นด้วย เช่น
♦️โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar power plant) ที่ใช้ระบบโซลาร์เซลล์แปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นกระแสไฟฟ้า
ภาพถ่ายทางอากาศโดยโดรนเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นมุมมองบางส่วนของสถานีไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ซื่อเฉิงจื่อในเมืองฮาหมี่ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (ภาพถ่าย: Xinhua)
♦️โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar thermal power plant) เป็นการรวบรวมแสงอาทิตย์เพื่อสร้างอุณหภูมิความร้อนสูง โดยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์จะมีแผงรับแสงขนาดใหญ่ที่จ่ายความร้อนให้กับกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 แสดงให้เห็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ฮามิ ในเมืองฮามิ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ภาพโดย: จาง อี้อี้/GT
♦️การเลียนแบบกระบวนการผลิตพลังงานของดวงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิชชัน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "ดวงอาทิตย์เทียม" (Artificial Sun)
โทคาแมก Huanliu-3 (HL-3) "ดวงอาทิตย์เทียม" รุ่นใหม่ของจีน ภาพ : CNNC
ดวงอาทิตย์ในกาแล็กซีของเราผลิตพลังงานผ่าน ปฏิกิริยาฟิวชั่นนิวเคลียร์ภายในดวงอาทิตย์ อะตอมของไฮโดรเจนชนกันและหลอมรวมกันที่อุณหภูมิสูงมาก ประมาณ 15 ล้านองศาเซลเซียส ภายใต้แรงโน้มถ่วงมหาศาล ทุก ๆ วินาที ไฮโดรเจน 600 ล้านตันจะหลอมรวมกันเพื่อสร้างฮีเลียมในระหว่างกระบวนการนี้ มวลส่วนหนึ่งของอะตอมไฮโดรเจนจะกลายเป็นพลังงาน
ภาพนี้แสดงการทดลองซูเปอร์คอนดักติ้งขั้นสูงแบบโทคาแมก (EAST) ซึ่งได้รับฉายาว่า "ดวงอาทิตย์เทียม" ในเหอเฟย มณฑลอานฮุย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2025
โครงการ "ดวงอาทิตย์เทียม" ของจีนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จ ซึ่งคาดว่าการทดลองจุดระเบิดฟิวชันครั้งแรกในปี 2027 โดยเครื่องปฏิกรณ์โทคาแมค (KSTAR) ของจีน ซึ่งถูกเรียกว่า "ดวงอาทิตย์เทียม" จะสร้างอุณหภูมิได้ถึง 150 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าแกนกลางของดวงอาทิตย์ประมาณ 10 เท่า และสนามแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายแสนเท่า
ภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นสถานที่ก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโทคาแมกตัวนำชนิดเผาไหม้ (BEST) ในเมืองเหอเฟย มณฑลอานฮุย ทางตะวันออกของจีน (ซินหัว/หม่า จินรุ่ย)
จีนตั้งเป้าที่จะให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซิงฮั่ว ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของโลกที่ใช้ทั้งปฏิกิริยาฟิวชั่นและฟิสชั่น เริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2030
☀️
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพราะการลงทุนในเทคโนโลยีฟิวชั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีบริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นด้านฟิวชั่นอย่างน้อย 77 แห่งที่ได้รับเงินลงทุนทั่วโลกกว่า 15 พันล้านดอลลาร์
☀️
บริษัทสตาร์ทอัพของอเมริกาก็ประกาศกรอบเวลาที่จะพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์แบบโทคาแมค โดยหวังว่าจะเริ่มใช้งานได้ในทศวรรษหน้า ด้วยเครื่องปฏิกรณ์เทอร์โมนิวเคลียร์ทดลองนานาชาติ (ITER) ซึ่งเป็นโครงการโทคาแมคร่วมที่ดำเนินการโดย 34 ประเทศในทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
☀️
ตามรายงานของสถาบันพลังงานฟิวชั่นแห่งเกาหลี ในการทดลองพลาสม่าปี 2023-2024 ที่ดำเนินการกับเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่น KSTAR จากเกาหลีใต้ นักวิทยาศาสตร์สามารถรักษาอุณหภูมิไอออนของพลาสมาไว้ที่ 100 ล้านองศาเซลเซียสได้นานถึง 48 วินาที
☀️
แต่จีนทำลายสถิติด้วยการรักษาอุณหภูมิพลาสม่าที่ 120 ล้านเซลเซียสเป็นเวลา 101 วินาทีและ 160 ล้านเซลเซียสเป็นเวลา 20 วินาที ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการทดสอบการทำงานของเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน
ไม่ว่าการพัฒนาพลังงานจะไปในทิศทางใด ผู้ครอบครองอำนาจพลังงาน ย่อมเป็นผู้ครอบครองโลกเสมอ.
โฆษณา