Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
7 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 59 กบฏมุสตาฟา ครั้งที่ 2 (1421-1422): ความโง่เขลาของไบแซนไทน์ และจุดจบของ "ผีบ้า" แห่งราชวงศ์
♦︎ หลังสันติภาพที่ยาวนานนับ 8 ปีเมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 1421 และความพยายามในการสร้างบทตบตาออตโตมันการละครอยู่ 41 วันบัลลังก์ตกเป็นของพระราชโอรสวัย 17 พรรษา นามว่า สุลต่านมูรัดที่ 2 (Murad II)
3
♦︎ การเปลี่ยนแผ่นดินนี้ทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ (ภายใต้การนำของจักรพรรดิร่วม จอห์นที่ 8 ผู้ใจร้อน) ตัดสินใจทิ้งนโยบายสันติภาพ และงัดเอา "ไพ่ตาย" ที่ขังไว้บนเกาะเลมนอสออกมาเล่นทันที นั่นคือการ "ปล่อยตัวมุสตาฟา" ออกมาเพื่อหวังจะก่อสงครามกลางเมืองและใช้เป็นหุ่นเชิดในการควบคุมจักรวรรดิออตโตมัน
สงครามกลางเมืองที่ผ่านมา 11 ปีสร้างความบอกช้ำในออตโตมันเป็นอย่างมาก
♦︎ ขอขยายสถานการณ์ในฝั่งไบแซนไทน์ : จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ทรงมีพระชนมายุมากและเริ่มถอยห่างจากการบริหารราชการแผ่นดิน โดยทรงแต่งตั้งพระราชโอรส จอห์นที่ 8 เป็นจักรพรรดิร่วม (Co-Emperor) และมอบอำนาจบริหารจัดการรายวันให้ จะกระทั่งข่าวการสวรรคตของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 มาถึงคอนสแตนติโนเปิล จอห์นที่ 8 และกลุ่มขุนนางสายเหยี่ยว (War Party) มองว่าเป็น "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่จะสร้างความแตกแยกในออตโตมัน
เจ้าชายมุสตาฟาขึ้นฝั่งที่ยุโรป เพื่อทวงสิทธ์ในบังลังก์
จอห์นที่ 8 ทำข้อตกลงลับกับมุสตาฟาที่ถูกจองจำอยู่บนเกาะเลมนอส (Lemnos) โดยมีเงื่อนไขว่าหากไบแซนไทน์ช่วยให้มุสตาฟาได้บัลลังก์ มุสตาฟาจะต้องคืนเมืองท่ากัลลิโพลี (Gallipoli) ดินแดนแถบทะเลดำ และเมืองต่างๆ ในเทรซ (Thrace) ให้กับไบแซนไทน์ มานูเอลที่ 2 ทรงทราบดีว่านี้เป็นการตัดสินใจที่มุทะลุและเสี่ยงมากและเตือนถึงความเสี่ยงนี้ แต่สภาสูงของไบแซนไทน์โหวตสนับสนุนจอห์นที่ 8
การตัดสินใจของจอห์นที่ 8 ถือเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่ร้ายแรงที่สุดในช่วงท้ายของจักรวรรดิไบแซนไทน์.....
🟨 1. ข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธ และการปลดปล่อยปีศาจ
♦️ ก่อนไบแซนไทน์จะปล่อยมุสตาฟา พวกเขาได้ส่งทูตไปข่มขู่มูรัดที่ 2 โดยอ้างพินัยกรรมของเมห์เหม็ดที่ 1 ว่ามูรัดต้องส่ง "น้องชายองค์เล็ก" มาเป็นองค์ประกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล มูรัดที่ 2 ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดโดยกล่าวว่า "ตามกฎของศาสนาอิสลาม พี่ชายไม่มีสิทธิ์ส่งน้องชายมุสลิมไปให้คนต่างศาสนาเลี้ยงดู"
♦️ เมื่อการข่มขู่ไม่ได้ผล ไบแซนไทน์จึงจัดเรือรบและกองทหารไปรับมุสตาฟาและจูเนย์ด (ขุนศึกคู่ใจ) มาที่ฝั่งยุโรป มุสตาฟาสัญญาว่าหากตนได้เป็นสุลต่าน จะยกเมืองท่าสำคัญทั้งหมดในบอลข่านคืนให้ไบแซนไทน์
🟪2. ปีศาจที่แท้จริงไม่ใช่อาวุธแต่คือ “ความชอบธรรม”
♣️การปรากฏตัวของมุสตาฟาสร้างความปั่นป่วนอย่างหนัก: สุลต่านมูรัดที่ 2 ส่ง บาเยซิด ปาชา (อัครเสนาบดีเฒ่าผู้เคยปราบกบฏเชค เบดเรดดิน) นำทัพไปสกัดกั้น
การประชุมในราชสำนักมูรัดที่ 2
♣️ แต่เมื่อ 2 ทัพประจันหน้ามุสตาฟาสามารถตะโกนโน้มน้าวเหล่าทหารและขุนนางฝั่งรูเมเลียได้สำเร็จว่า ตนคือพระราชโอรสสายเลือดแท้ๆ ของสุลต่านบาเยซิดที่ 1 (มิใช่ตัวปลอมหรือ "Düzmece" ตามที่ราชสำนักกล่าวหา)
♣️ กองทัพของเบยาซิด ปาชา จึงเกิดความลังเลและปฏิเสธที่จะจับอาวุธเข่นฆ่า "เจ้าชายผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์" ทำให้ทหารของบาเยซิด ปาชา จำนวนมากแปรพักตร์ บาเยซิด ปาชา ยอมจำนนและถูกประหารชีวิตทันที
บาเยซิด ปาชาพ่ายแพ่ต่อมุสตาฟา เพราะกองทัพแปรพักตร์
♣️ ปลายปี ค.ศ. 1421 มุสตาฟาสามารถยึดเมืองเอดีร์เน (เมืองหลวงฝั่งยุโรป) ได้สำเร็จ และประกาศตนเป็น "สุลต่านแห่งออตโตมัน" อย่างเต็มภาคภูมิ บัดนี้แผ่นดินถูกแบ่งครึ่งอีกครั้ง (มุสตาฟาคุมยุโรป มูรัดคุมอนาโตเลีย)
มุสตาฟาบุกยึดเอดีร์เน
🟧 3. การแก้เกมของสุลต่านหนุ่ม
⏺︎ ค.ศ. 1422 มุสตาฟาได้ใจ นำทัพใหญ่ข้ามช่องแคบดาร์ดาแนลส์มายังฝั่งอนาโตเลียเพื่อจะบดขยี้หลานชายของตน (มูรัดที่ 2) แต่เขาประเมินความเด็ดขาดของหลานชายต่ำเกินไป:
⏺︎ เมื่อกองทัพมุสตาฟารุกคืบเข้ามา มูรัดที่ 2 ยังคงเยือกเย็น พระองค์ทรงถอยร่นเชิงยุทธศาสตร์มาตั้งรับที่สะพานข้ามแม่น้ำนีลูเฟร์ (Nilüfer) บริเวณทะเลสาบอูลูบัด ใกล้เมืองบูร์ซา ทรงสั่งให้ทำลายสะพานทิ้งทั้งหมด ทำให้กองทัพมุสตาฟาชะงักงันและไม่สามารถเข้าโจมตีได้ทันที เกิดภาวะคุมเชิง (Stalemate)
⏺︎ แทนที่จะรบกันให้เสียเลือดเนื้อ มูรัดใช้เคล็ดวิชา "สายลับและสินบน" พระองค์แอบส่งจดหมายไปหา จูเนย์ด (แม่ทัพมือขวาของมุสตาฟา) สัญญาว่าจะคืนตำแหน่งผู้ว่าราชการแคว้นไอดึน (Aydın) ให้หากเขายอมถอยทัพ ซึ่งจูเนย์ด ตอบรับคำขอนั้น..
1
จูเนย์ด และกองทัพถอนทัพออกจากแนวร่วมมุสตาฟาไปอย่างเงียบๆ
⏺︎ ออตโตมันในเวลานั้นยังไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง มูรัดที่ 2 จึงว่าจ้าง โจวานนี อดอร์โน (Giovanni Adorno) ผู้ว่าการเมืองอาณานิคมของสาธารณรัฐเจนัว (Genoa) ด้วยค่าจ้างมหาศาล เพื่อใช้เรือของเจนัวปิดช่องแคบด้านหลังทัพของมุสตาฟา ทำให้ทัพกบฏถูกตัดขาดจากฐานที่มั่นในยุโรป
สินบนจำนวนมากคือค่าจ้างกองเรือจากเจนัวตลบหลังมุสตาฟา
⏺︎ เมื่อตื่นเช้ามาพบว่าจูเนย์ด เบย์ และกองกำลังหลักหายไป กองทัพของมุสตาฟาที่เหลือก็เกิดความตื่นตระหนกและสูญเสียขวัญกำลังใจอย่างหนัก ทหารท้องถิ่นเริ่มหนีทัพ มุสตาฟาจึงต้องล่าถอยหนีตายกลับไปฝั่งยุโรป
🟨 4. การประหารที่ฉีกกฎราชวงศ์
🩸 มุสตาฟาที่ไร้กองทัพต้องกระเสือกกระสนหนีตายข้ามกลับมายังฝั่งยุโรป แต่ก็ถูกทหารของมูรัดที่ 2 ไล่ล่าจนมุมและจับตัวได้ที่แคว้นวัลลาเคียตามกฎมณเฑียรบาลของออตโตมัน สายเลือดราชวงศ์ที่ทำผิดจะต้องถูกประหารด้วยการ "ใช้สายธนูรัดคอ" เพื่อไม่ให้เลือดสีน้ำเงินตกลงสู่พื้นดิน
🩸 แต่มูรัดที่ 2 ต้องการส่งข้อความทางการเมืองที่รุนแรงที่สุด พระองค์มีรับสั่งให้:
"นำตัวมันไปแขวนคอประจานราวกับอาชญากรทั่วไป!"
มูรัดที่ 2
มุสตาฟาถูกนำไปแขวนคอประจาน เพื่อตอกย้ำความเป็นตัวปลอมที่ราชสำนักอยากให้เป็น
🩸 ทั้งการแขวนคอไปจนถึงการบันทึกประวัติศาสตร์หลังจากนั้น เป็นการประกาศให้โลกและประชาชนออตโตมันรู้ว่า ชายคนนี้ไม่ใช่เจ้าชายมุสตาฟาตัวจริง แต่เป็นเพียง "ดุซเมเจ มุสตาฟา" (Düzmece - ตัวปลอม/สิบแปดมงกุฎ) การประหารด้วยวิธีของคนสามัญนี้ เป็นการล้างบางความชอบธรรมของมุสตาฟาออกจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
🏰 บทสรุป: หายนะที่ย้อนกลับไปหาไบแซนไทน์
กบฏมุสตาฟาครั้งที่ 2 จบลงภายในเวลาไม่ถึงปี แต่มันได้ทิ้งผลกระทบที่สั่นสะเทือนที่สุดไว้เบื้องหลัง
⬛ ประการแรก สุลต่านมูรัดที่ 2 โกรธแค้นจักรวรรดิไบแซนไทน์อย่างถึงที่สุดที่กล้าทรยศต่อสนธิสัญญาสันติภาพของพระบิดา เมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น สิ่งแรกที่มูรัดที่ 2 ทำในปี ค.ศ. 1422 คือการนำกองทัพและปืนใหญ่ไป "ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล" ทันที
แม้ไบแซนไทน์จะรอดจากการปิดล้อมครั้งนี้ไปได้ (เพราะมูรัดต้องถอยทัพไปปราบกบฏอีกกลุ่มหนึ่งในอนาโตเลีย) แต่นี่คือสัญญาณเตือนสุดท้ายว่า ออตโตมันหมดความอดทนกับไบแซนไทน์แล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิลอย่างแท้จริงไม่มีที่ว่างสำหรับสันติภาพอีกต่อไป
⬛ ประการสอง การสูญเสียอัครมหาเสนาบดีอย่างเบยาซิด ปาชา เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้สุลต่านมูรัดที่ 2 ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า พระองค์ไม่สามารถพึ่งพากองกำลังท้องถิ่นได้ในยามวิกฤต
▪️นี่จึงเป็น ตัวเร่งทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่ผลักดันให้ออตโตมันต้องปฏิรูปและขยายระบบเดฟชีร์เม เพื่อสร้างกองทหารราบเจนิสซารีอันทรงพลัง ที่ถูกตัดขาดจากรากเหง้าทางครอบครัว และมีความภักดีถวายชีวิตต่อองค์สุลต่านแต่เพียงผู้เดียว
มูรัดที่ 2 เป็นยุคที่ระบบเดฟชีร์เม ถูกพัฒนาอย่างเข้มข้มเพื่อสร้างข้าราชการที่ขึ้นตรงกับสุลต่าน
ตอนต่อไปเราจะพักเรื่องสุลต่านมูรัดไปก่อนครับ เราจะไปเจาะกันว่า ช่วงเหม็ดที่1 จนถึง มูรัดที่2 เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในทุกมิติ ทั้งในแง่เทคโนโลยีการทหาร ดาราศาสตร์+แผนที่ และ ศาสนา
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและแสดงความเห็นนะครับ😀
ตอนที่ 60 เครือข่ายเงาแห่งออตโตมัน: หูและตาของสุลต่านเมื่อข้อมูลคืออาวุธลับที่น่ากลัวกว่าปืนใหญ่
ประวัติศาสตร์
แนวคิด
เรื่องเล่า
1 บันทึก
1
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย