Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Arifeen Yama | อารีฝีน ยามา
•
ติดตาม
18 มิ.ย. เวลา 02:58 • การเมือง
สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานกับอาเซอร์ไบจานในอิหร่าน: ประวัติศาสตร์ พรมแดน และการเมืองของอัตลักษณ์
หากเราพิจารณาจากแผนที่การเมืองร่วมสมัย สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานอาจดูเหมือนรัฐชาติขนาดกลางในภูมิภาคคอเคซัสใต้ (South Caucasus) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในฐานะรัฐเอกราชหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ในปี ค.ศ. 1991 ขณะที่อาเซอร์ไบจานในอิหร่าน (Iranian Azerbaijan) อาจดูเป็นเพียงภูมิภาคหนึ่งภายในรัฐอธิปไตยของอิหร่าน (Iran)
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผ่านมิติประวัติศาสตร์ การเมืองของอัตลักษณ์ และภูมิรัฐศาสตร์ของจักรวรรดิ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ทั้งสองมิได้ถูกแยกออกจากกันโดยเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์ ภาษา หรือศาสนาโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุใดอาเซอร์ไบจานจึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน แต่คือเหตุใดประชากรที่พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน และมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ระบบอัตลักษณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในความเข้าใจทั่วไป การแบ่งอาเซอร์ไบจานมักถูกอธิบายว่าเป็นผลจากการที่จักรวรรดิรัสเซียขยายอำนาจและยึดดินแดนจากเปอร์เซียในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำอธิบายนี้ถูกต้องในเชิงประวัติศาสตร์ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจพลวัตของภูมิภาคนี้อย่างรอบด้าน เพราะการแบ่งดินแดนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจปกครองจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่งเท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนในพื้นที่นิยามตนเองทางการเมือง
ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 “อาเซอร์ไบจาน” ยังไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะรัฐชาติแบบยุโรปสมัยใหม่ แต่เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างโลกเปอร์เซีย (Persian world) กับโลกเตอร์ก (Turkic world) พื้นที่นี้มีภาษาเตอร์ก (Turkic language) เป็นภาษาพูดสำคัญในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกันภาษาเปอร์เซีย (Persian language) ก็ทำหน้าที่เป็นภาษาของราชสำนัก วรรณกรรม การบริหาร และความชอบธรรมทางการเมือง กล่าวได้ว่า ประชากรจำนวนมากมีวัฒนธรรมและภาษาที่สัมพันธ์กับโลกเตอร์ก แต่ดำรงอยู่ภายในจินตนาการทางการเมืองแบบเปอร์เซีย
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนธรรมชาติของรัฐอิหร่านในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของชาติพันธุ์เดียว หากแต่ดำรงอยู่ในฐานะระเบียบทางอารยธรรม (civilizational order) ที่รองรับกลุ่มภาษา ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายใต้กรอบความเป็นอิหร่านร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์สำคัญอย่างราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid dynasty) และราชวงศ์กาจาร์ (Qajar dynasty) แม้จะมีรากทางภาษาและวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับโลกเตอร์ก แต่ก็ยังสร้างความชอบธรรมของรัฐในนามของอิหร่าน มากกว่าจะสร้างรัฐในนามของความเป็นเตอร์ก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อจักรวรรดิรัสเซียขยายอำนาจลงสู่ภูมิภาคคอเคซัส (Caucasus) ขณะที่ราชวงศ์กาจาร์ของเปอร์เซียกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการทหาร การคลัง และการบริหาร สงครามรัสเซีย-เปอร์เซีย (Russo-Persian Wars) ในปี ค.ศ. 1804-1813 และ ค.ศ. 1826-1828 จึงไม่ใช่แค่สงครามแย่งชิงดินแดนชายขอบ แต่เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐจักรวรรดิสองรูปแบบ
ด้านหนึ่งคือจักรวรรดิรัสเซียที่กำลังสร้างระบบการปกครองแบบรัฐดินแดนสมัยใหม่ มีระบบราชการ กองทัพ และการจัดการพรมแดนที่ชัดเจนมากขึ้น อีกด้านหนึ่งคือรัฐเปอร์เซียภายใต้ราชวงศ์กาจาร์ ซึ่งยังอาศัยความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิม ทั้งเครือข่ายเจ้าผู้ครองท้องถิ่น ความจงรักภักดีต่อราชสำนัก และความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอิหร่าน
ผลลัพธ์ของสงครามทั้งสองครั้งคือสนธิสัญญากูลิสถาน (Treaty of Gulistan) และสนธิสัญญาเติร์กเมนชาย (Treaty of Turkmenchay) ซึ่งทำให้เปอร์เซียสูญเสียดินแดนจำนวนมากในคอเคซัส และทำให้แม่น้ำอารัส (Aras River) กลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนสำคัญระหว่างรัสเซียกับเปอร์เซีย นับจากนั้น พื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำอารัสถูกผนวกเข้าสู่จักรวรรดิรัสเซีย ขณะที่พื้นที่ทางใต้ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกแบ่งออกจากกันไม่ได้มีเพียงดินแดนเท่านั้น หากแต่รวมถึงเส้นทางการพัฒนาอัตลักษณ์ด้วย พื้นที่ทางเหนือซึ่งต่อมากลายเป็นสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน (Republic of Azerbaijan) ถูกดึงเข้าสู่โลกการเมืองของรัสเซียและต่อมาอยู่ภายใต้ระบบโซเวียต (Soviet system) ประชากรในพื้นที่นี้ได้รับอิทธิพลจากระบบการศึกษาแบบรัฐนิยม ระบบราชการสมัยใหม่ การจัดประเภทชาติพันธุ์ และการสร้างประวัติศาสตร์ชาติในแบบที่แยกตนเองออกจากโลกเปอร์เซียมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ทางใต้ของแม่น้ำอารัสยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิหร่าน และอัตลักษณ์อาเซอร์ไบจานในพื้นที่นี้ถูกบูรณาการเข้ากับแนวคิดความเป็นอิหร่าน กล่าวคือ ผู้คนสามารถพูดภาษาอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijani language) มีวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบเตอร์ก และในขณะเดียวกันก็ยังมองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐและสังคมอิหร่านได้
ความแตกต่างนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะแม้ประชากรทั้งสองฝั่งจะมีภาษาและศาสนาใกล้เคียงกัน แต่กระบวนการสร้างชาติ (nation-building) ของทั้งสองพื้นที่กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในฝั่งเหนือ โดยเฉพาะในยุคโซเวียต ภาษาอาเซอร์ไบจานได้รับสถานะเป็นภาษาของสาธารณรัฐ มีการจัดทำประวัติศาสตร์ชาติ วรรณกรรมชาติ และระบบการศึกษาที่ผลิตความรู้สึกของการเป็นประชาชาติอาเซอร์ไบจาน ขณะที่ในฝั่งอิหร่าน ภาษาและวัฒนธรรมอาเซอร์ไบจานยังคงดำรงอยู่ในระดับสังคมและวัฒนธรรม แต่ไม่ได้กลายเป็นฐานของรัฐชาติแยกต่างหาก
นี่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน กล่าวคือ ชาวอาเซอร์ไบจานจำนวนมากในอิหร่านไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่แยกขาดจากรัฐ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐอิหร่านสมัยใหม่มาโดยตลอด ชนชั้นนำทางศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของอิหร่านจำนวนไม่น้อยมีพื้นเพหรือสายสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซอร์ไบจานในอิหร่าน ดังนั้น ความเป็นอาเซอร์ไบจานในอิหร่านจึงไม่ได้มีความหมายตรงข้ามกับความเป็นอิหร่านเสมอไป หากแต่เป็นอัตลักษณ์ซ้อนทับที่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง “อาเซอร์ไบจานใต้” (South Azerbaijan) จึงเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง ในบางบริบท คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวอาเซอร์ไบจานในอิหร่าน แต่ในอีกบริบทหนึ่ง คำดังกล่าวอาจถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดชาตินิยมข้ามพรมแดน (transnational nationalism) หรือความต้องการรวมชาติตามสายชาติพันธุ์
อย่างไรก็ตาม การมีความใกล้ชิดทางภาษาและชาติพันธุ์กับสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานไม่ได้หมายความว่าชาวอาเซอร์ไบจานในอิหร่านทั้งหมดจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบเดียวกัน หรือมีความต้องการแยกตัวออกจากรัฐอิหร่านเสมอไป
หลังปี ค.ศ. 1991 การเกิดขึ้นของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานในฐานะรัฐเอกราชทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของอัตลักษณ์ในภูมิภาคนี้กลับมามีน้ำหนักมากขึ้น รัฐอาเซอร์ไบจานสมัยใหม่ต้องสร้างความชอบธรรมของตนผ่านประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์กับโลกเตอร์ก โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับตุรกี (Turkey) คำขวัญ “หนึ่งชาติ สองรัฐ” (One Nation, Two States) ระหว่างตุรกีกับอาเซอร์ไบจานสะท้อนความพยายามสร้างความใกล้ชิดทางอัตลักษณ์ระหว่างสองรัฐที่ใช้ภาษาในตระกูลเตอร์กและมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ต่อกัน
สำหรับอิหร่าน การขยายตัวของแนวคิดโลกเตอร์กและแพนเตอร์ก (Pan-Turkism) ถูกมองอย่างระมัดระวัง เพราะอิหร่านเป็นรัฐพหุชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วยประชากรหลากหลายกลุ่ม ทั้งเปอร์เซีย (Persians) อาเซอร์ไบจานหรืออาเซอรี (Azerbaijanis/Azeris) เคิร์ด (Kurds) อาหรับ (Arabs) บาลูจ (Baloch) และกลุ่มอื่น ๆ
หากแนวคิดชาตินิยมข้ามพรมแดนได้รับแรงส่งมากเกินไป อาจกระทบต่อสมดุลภายในของรัฐอิหร่านได้ ดังนั้น ประเด็นอาเซอร์ไบจานจึงไม่ใช่เพียงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามเรื่องเอกภาพของรัฐ อัตลักษณ์แห่งชาติ และความมั่นคงภายใน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับอาเซอร์ไบจานไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเพื่อนบ้านสองรัฐ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองวิธีคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางการเมือง ด้านหนึ่งคือแนวคิดรัฐชาติ (nation-state) ที่ให้ความสำคัญกับภาษา ชาติพันธุ์ และการสร้างประวัติศาสตร์ชาติ อีกด้านหนึ่งคือแนวคิดรัฐอารยธรรม (civilizational state) ที่เน้นความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ ความหลากหลายภายใน และการดำรงอยู่ร่วมกันของอัตลักษณ์หลายชั้นภายใต้กรอบรัฐเดียว
เมื่อมองในมิตินี้ อาเซอร์ไบจานจึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนคำถามใหญ่ของโลกสมัยใหม่ว่า ผู้คนควรนิยามตนเองผ่านภาษา ชาติพันธุ์ ศาสนา รัฐ หรืออารยธรรม และเมื่อพรมแดนทางการเมืองไม่ตรงกับพรมแดนของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับอัตลักษณ์จะถูกจัดการอย่างไร
กรณีสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานและอาเซอร์ไบจานในอิหร่านจึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พรมแดนของรัฐอาจถูกกำหนดขึ้นโดยสงครามและสนธิสัญญา แต่พรมแดนของอัตลักษณ์มีความยืดหยุ่น ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต หากยังเป็นพลังที่กำหนดภูมิรัฐศาสตร์ อัตลักษณ์ และชาตินิยมในคอเคซัส อิหร่าน และโลกเตอร์กร่วมสมัย
ข่าวรอบโลก
ความรู้รอบตัว
ประวัติศาสตร์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย