18 มิ.ย. เวลา 08:15 • สุขภาพ

สัญญาณเตือน “มะเร็งถุงน้ำดี” สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง รู้ทันก่อนลุกลาม

มะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคเงียบ ระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แพทย์แนะสังเกตอาการปวดชายโครงขวา ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอช่วยเพิ่มโอกาสพบโรคเร็วขึ้นและรักษาได้ทันเวลา
มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คือภาวะที่เซลล์บริเวณผนังถุงน้ำดีเกิดการเปลี่ยนแปลงและแบ่งตัวอย่างผิดปกติจนพัฒนาเป็นก้อนมะเร็ง ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บและหลั่งน้ำดีเพื่อช่วยในการย่อยไขมัน ด้วยตำแหน่งที่อยู่ลึกภายในช่องท้อง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระยะแรกจึงมักไม่แสดงอาการชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยในระยะที่โรคลุกลามแล้วมะเร็งถุงน้ำดีจัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งระบบทางเดินน้ำดี (Biliary Tract Cancer)
มะเร็งถุงน้ำดี
โดยแนวทางการรักษาและการประเมินการเกิดโรคจะพิจารณาจากระยะของโรค การกระจายของเซลล์มะเร็ง รวมถึงภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยเป็นสำคัญ การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์การรักษาในระยะยาว
อาการและสัญญาณเตือน
ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักแสดงอาการที่ไม่ชัดเจนและอาจมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคระบบทางเดินอาหารทั่วไป ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ทันสังเกตความผิดปกติ หรือเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเล็กน้อยที่สามารถหายได้เอง เช่น
  • ปวดหรือแน่นบริเวณท้องด้านขวาบน ใต้ชายโครง
  • แน่น อึดอัดท้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อาการปวดแบบไหนที่ควรสังเกตอาการปวดจากกระเพาะอาหาร: มักเป็นอาการปวดแสบหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ และมักทุเลาหลังรับประทานยา หรืออาหาร
  • อาการปวดจากถุงน้ำดี: มักเป็นอาการปวดตื้อ แน่น หรือหนักบริเวณใต้ชายโครงขวา เกิดขึ้นบ่อยหลังรับประทานอาหารมัน อาจร้าวไปหลังหรือไหล่ขวา และมักไม่ดีขึ้นแม้รับประทานยาแก้ปวด
หากมีอาการปวดซ้ำ ๆ บริเวณเดิม หรือมีอาการผิดปกติร่วมกับน้ำหนักลดหรืออ่อนเพลีย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งถุงน้ำดี
โดยทั่วไป มะเร็งถุงน้ำดีไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน เช่น การตรวจเลือดทั่วไป เอกซเรย์ปอด หรือการตรวจหัวใจ เนื่องจากไม่ได้ประเมินถุงน้ำดีโดยตรง การตรวจสำคัญ
  • การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน เพื่อประเมินถุงน้ำดี ตับ และทางเดินน้ำดี
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ MRI ในกรณีที่แพทย์สงสัยหรือพบสิ่งผิดปกติจากการตรวจอัลตร้าซาวด์
  • การตรวจสุขภาพด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพตามช่วงอายุและปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นหาโรคที่ยังไม่แสดงอาการ รวมถึงโรคของถุงน้ำดีและทางเดินน้ำดี
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี
แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี ได้แก่
  • การอักเสบของถุงน้ำดีเรื้อรัง
  • การมีนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะนิ่วขนาดใหญ่หรือเป็นมานานหลายปี
  • ความผิดปกติของการทำงานของถุงน้ำดี
  • อายุที่เพิ่มขึ้น โดยพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • การอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอาจกระตุ้นให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในระยะยาว
แนวทางการรักษามะเร็งถุงน้ำดี
แนวทางการรักษาจะพิจารณาตามระยะของโรคและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย หากตรวจพบในระยะแรกและโรคยังไม่ลุกลาม อาจรักษาได้ด้วยการผ่าตัด และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ในกรณีที่ตรวจพบในระยะลุกลาม การรักษาจะมุ่งเน้นการควบคุมโรค ลดการลุกลาม และดูแลคุณภาพชีวิต โดยอาจใช้การรักษาหลายรูปแบบร่วมกัน เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้า หรือการรักษาเฉพาะบุคคลตามลักษณะของเซลล์มะเร็ง
นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร
นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือก้อนแข็งที่เกิดจากการตกผลึกของส่วนประกอบในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอลหรือบิลิรูบิน เมื่อถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ดีหรือมีน้ำดีคั่งค้างเป็นเวลานาน จะเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่ว
อาการของนิ่วในถุงน้ำดี
  • ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการ และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการอัลตร้าซาวด์
  • หากมีอาการ อาจปวดท้องด้านขวาบน ปวดร้าวไปหลังหรือไหล่ขวา คลื่นไส้ แน่นท้อง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ในกรณีมีภาวะแทรกซ้อน อาจมีไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งควรพบแพทย์ทันที
นิ่วในถุงน้ำดีกับความเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี
ผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีจำนวนหนึ่งมีประวัตินิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน โดยเฉพาะนิ่วที่มีขนาดใหญ่หรือเป็นมานานหลายปี นิ่วอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของผนังถุงน้ำดี ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีนิ่วส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่ควรได้รับการติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ดูแลสุขภาพและการลดความเสี่ยง
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ลดภาวะอ้วนลงพุง
  • ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลีกเลี่ยงการอดอาหารหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ
  • ไม่ละเลยอาการปวดใต้ชายโครงขวาที่เกิดซ้ำ
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีตามช่วงอายุและคำแนะนำของแพทย์
การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและการใส่ใจสัญญาณของร่างกาย เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7924
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา