Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
19 มิ.ย. เวลา 12:00 • ธุรกิจ
ความลับหน้าเว็บ! ทำไมใช้ iPhone จองตั๋วถึงแพงกว่า Android?
เชื่อมั๊ยครับว่าอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่ได้มีความเท่าเทียมซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย
หากเรากำลังวางแผนจะไปเที่ยว และกำลังมองหาข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับตั๋วเครื่องบิน หรือที่พักโรงแรม
เราอาจจะต้องลองวาง iPhone ในมือลงเสียก่อน แล้วลองหันไปหยิบโทรศัพท์ Android ขึ้นมาค้นหาแทน
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น…
เรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกของธุรกิจออนไลน์ยุคปัจจุบัน
แพลตฟอร์มรับจองการเดินทาง รวมถึงร้านค้าออนไลน์หลายแห่ง มักจะเสนอราคาที่แตกต่างกันให้กับนักช้อปออนไลน์แต่ละคน
ระบบเหล่านี้รู้ได้อย่างไรว่าควรจะเสนอราคาไหนให้กับใคร
คำตอบก็คือระบบจะประเมินจากอุปกรณ์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ รวมถึงพฤติกรรมการเข้าสู่ระบบบัญชีส่วนตัว
หรือแม้กระทั่งประเมินจากการเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ Desktop กับผู้ที่ใช้อุปกรณ์มือถือ…
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Northeastern University College of Information Science ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้
การศึกษาครั้งนี้ได้รวบรวมอาสาสมัครประมาณ 300 คน เพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้งานแบบจำลองขึ้นมา
จากนั้นให้กลุ่มอาสาสมัครทดลองจองเที่ยวบิน รวมถึงสั่งซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน โดยสลับใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว
งานวิจัยพบว่าในบางกรณี ผู้ที่ทำรายการค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์ Desktop จะได้รับการเสนอราคาที่ถูกกว่าสูงสุดถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับลูกค้าที่ค้นหาสินค้าชิ้นเดียวกันผ่านอุปกรณ์มือถือ
นอกจากนี้เว็บไซต์จองการเดินทางบางแห่ง ก็มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเช่นกัน
แพลตฟอร์มเหล่านี้จะแสดงราคาที่ถูกกว่าให้กับผู้ใช้งานที่ทำการล็อกอินเข้าสู่ระบบบัญชีส่วนตัว
เมื่อนำไปเทียบกับผู้ที่ทำการค้นหาแบบทั่วไปโดยไม่ได้ล็อกอินเข้าสู่ระบบ…
เมื่อเจาะลึกเข้าไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ในทางสถิติแล้วผู้ที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ Apple มักจะถูกระบบประเมินว่ามีกำลังซื้อสูงกว่า
ดังนั้นเวลาที่คนกลุ่มนี้ทำการค้นหาสินค้า ระบบจึงมักจะแสดงผลด้วยราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใช้งาน Android ที่ทำการค้นหาสินค้าแบบเดียวกัน
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบแต่อย่างใด
ย้อนกลับไปในการศึกษาของสื่อระดับโลกอย่าง Wall Street Journal ในปี 2012 ก็เคยค้นพบผลลัพธ์ที่คล้ายกัน
การศึกษาในครั้งนั้นพบว่าสถาบันการเงินจะนำเสนอแพ็กเกจบัตรเครดิตที่แตกต่างกันออกไป
โดยประเมินจากอันดับความน่าเชื่อถือทางสินเชื่อของผู้สมัครแต่ละราย…
ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีรายได้สูง จะได้รับข้อเสนอที่แตกต่างจากผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านของผู้มีรายได้ปานกลาง
อย่างไรก็ตามท่ามกลางความลำเอียงของระบบเหล่านี้ ก็ยังมีตัวแปรอื่นที่น่าสนใจ
การศึกษาพบว่าเว็บไซต์ Travelocity กลับคิดค่าบริการโรงแรมสำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ถูกกว่ากลุ่มอื่นถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลสำคัญที่ถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ซึ่งอธิบายถึงวิธีการทำงานของระบบที่เราเรียกว่า Cookies รวมถึงเครื่องมือติดตามพฤติกรรมลูกค้าบนเว็บไซต์
เครื่องมือเหล่านี้คือต้นเหตุทำให้เกิดการนำเสนอราคาที่แตกต่างกัน
ระบบจะประเมินจากปัจจัยรอบด้าน เช่น เรามีพฤติกรรมเปรียบเทียบราคากับเว็บไซต์คู่แข่งมากน้อยเพียงใด…
เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถจดจำได้แม้กระทั่งว่าเราเคยกดดูสินค้าชิ้นนี้มาแล้วกี่ครั้ง
ยิ่งเราค้นหาซ้ำๆ ระบบอัลกอริทึมก็จะยิ่งเรียนรู้ว่าเรามีความต้องการสินค้าชิ้นนี้สูงมาก
และนั่นคือช่วงเวลาที่ระบบจะค่อยๆ ปรับราคาให้สูงขึ้นโดยที่เราไม่ทันสังเกต
4
กลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมีชื่อเรียกว่า “Dynamic Pricing”
หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของโลกธุรกิจ แนวคิดเรื่องการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมาร์ตโฟน
อุตสาหกรรมแรกๆ ที่นำแนวคิดนี้มาใช้จนประสบความสำเร็จก็คืออุตสาหกรรมการบิน
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 สายการบิน American Airlines ภายใต้การนำของ Robert Crandall ได้ริเริ่มระบบบริหารจัดการราคา
ระบบนี้เป็นรากฐานของ “Dynamic Pricing” ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน
ในยุคนั้นพวกเขาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการคำนวณความต้องการของที่นั่งบนเครื่องบินแบบเรียลไทม์…
หากเที่ยวบินไหนมีความต้องการสูง ระบบจะปรับราคาตั๋วขึ้นโดยอัตโนมัติ
และหากเที่ยวบินไหนมีที่นั่งเหลือมาก ระบบก็จะปรับราคาลงเพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อ
แนวคิดนี้ได้สร้างผลกำไรมหาศาล และกลายเป็นต้นแบบให้ธุรกิจอื่นๆ นำมาปรับใช้
พอตัดภาพมาที่โลกยุคปัจจุบัน ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมหาศาลผนวกกับเทคโนโลยี AI
กลไกการตั้งราคาจึงมีความซับซ้อนและรวดเร็วกว่าในอดีตหลายเท่าตัว
ทุกครั้งที่เราเข้าเว็บไซต์ เบราว์เซอร์จะส่งข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์เสมอ
ข้อมูลชุดนี้จะบอกให้เว็บไซต์รู้ว่าเรากำลังใช้ระบบปฏิบัติการอะไร และใช้เบราว์เซอร์เวอร์ชันไหน หรือใช้อุปกรณ์ชนิดใด…
ข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อประมวลผลเทียบกับฐานข้อมูลลูกค้านับล้านคน
ระบบจะใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อประเมินว่าเราคือใคร มีกำลังซื้อระดับไหน
และที่สำคัญที่สุดคือ เราควรจะเห็นสินค้าชิ้นนี้ในราคาเท่าไร
เว็บไซต์ต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนราคาขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วมาก
เพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอของบริษัทคู่แข่งและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อย่างทันท่วงที
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่หลายแห่งมีการปรับเปลี่ยนราคาสินค้ามากกว่าล้านครั้งต่อวัน…
1
เพื่อทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะได้กำไรสูงสุดในทุกๆ การคลิกของลูกค้า
1
นอกจากเรื่องของอุปกรณ์ ราคายังมีความแตกต่างกันไปตามที่อยู่ทางภูมิศาสตร์อีกด้วย
การทดสอบของ Wall Street Journal พบว่าตู้เย็นเครื่องหนึ่งมีราคา 449 ดอลลาร์สหรัฐในบางเมือง
เช่นในเมือง Chicago, Los Angeles และ Ashburn
แต่ตู้เย็นรุ่นเดียวกันนี้กลับแสดงผลราคาสูงถึง 499 ดอลลาร์สหรัฐในอีก 7 เมืองที่ทำการทดสอบ
บางครั้งระบบจะเช็กพิกัดจากตำแหน่งของเรา เพื่อดูว่าเราอยู่ในย่านที่ค่าครองชีพสูงหรือไม่
ถ้าระบบประเมินว่าเราอยู่ในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง ราคาสินค้าบนหน้าจอก็อาจจะแพงกว่าปกติ…
แนวคิดดั้งเดิมที่หลายคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่เป็นกลางกำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่คือโลกออนไลน์ที่มีการปรับแต่งและเจาะจงเป้าหมายไปยังผู้ใช้งานเฉพาะบุคคล
เว็บไซต์กำลังนำเทคนิคอันแยบยลมาใช้เพื่อดึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้มาเยี่ยมชมแบบเรียลไทม์
จากนั้นจึงแสดงผลหน้าเว็บไซต์ในเวอร์ชันที่แตกต่างกันให้กับคนแต่ละคน
นี่คือยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกธุรกิจ
อัลกอริทึมทำหน้าที่เป็นเหมือนพนักงานขายที่ฉลาดที่สุดในโลก
พวกเขารู้ว่าเรากำลังอยากได้อะไร และรู้ว่าเรายอมจ่ายในราคาเท่าไร…
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ขยับขึ้นลงตลอดเวลา
หรือการสับเปลี่ยนหมุนเวียนสินค้าให้แสดงผลในหน้าแรก
ล้วนมีช่องทางเพียงน้อยนิดที่ผู้ใช้เว็บไซต์ทั่วไปจะสังเกตหรือรู้เท่าทันได้
คำถามสุดท้ายก็คือ เราในฐานะผู้บริโภคจะสามารถรับมือกับกลไกเหล่านี้ได้อย่างไร
เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง หากมีทางเลือกก็ควรลองเปรียบเทียบราคา
นักช้อปออนไลน์ควรใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันในการค้นหาสินค้าชิ้นเดียวกันเสมอ…
บางครั้งการลองเปิดโหมดไม่ระบุตัวตนบนเบราว์เซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้
การทำแบบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ระบบนำประวัติการค้นหาเดิมของเรามาคำนวณราคาใหม่
เมื่อเราได้ข้อมูลที่ครบถ้วนจากหลายช่องทางแล้ว ค่อยตัดสินใจเลือกข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด
โลกออนไลน์อาจจะไม่ใช่พื้นที่ที่แฟร์สำหรับทุกคนเสมอไป
แต่ถ้าเราเข้าใจกติกาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลไกเหล่านี้อย่างแท้จริง
เราก็สามารถเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาดและรู้เท่าทันในยุคดิจิทัลได้อย่างแน่นอน…
References : [wsj, northeastern, hbr, businessinsider]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/why-is-booking-tickets-more-expensive-with-an-iphone-than-with-an-android-phone/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
apple
3 บันทึก
9
9
3
9
9
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย