เมื่อวาน เวลา 13:48 • ธุรกิจ

จุดกำเนิด G-Shock เมื่อความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการสร้างนาฬิกาที่ไม่มีวันพัง

ลองนึกถึงภาพผู้นำระดับโลกอย่าง Barack Obama หรือมหาเศรษฐีอย่าง Bill Gates
หลายคนคงคิดว่าบนข้อมือของพวกเขาจะต้องสวมใส่นาฬิกาหรูหราเรือนละหลายล้านบาทอย่างแน่นอน…
แต่ความจริงแล้ว หนึ่งในแบรนด์ที่คนระดับโลกเหล่านี้เลือกสวมใส่กลับเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น
แบรนด์ที่ว่านี้เริ่มต้นธุรกิจจากการทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคิดเลขมาก่อน
ซึ่งเรื่องราวของบริษัทนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก
จากผู้ผลิตเครื่องคิดเลขที่ดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับวงการแฟชั่นหรือเครื่องประดับเลย
พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างไร
ย้อนกลับไปในปี 1946 ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นชื่อ Tadao Kashio ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา
ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนัก
เขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ ที่เรียกว่า Yubiwa Pipe
มันคือแหวนสวมนิ้วที่มีช่องสำหรับเสียบบุหรี่ ช่วยให้คนงานสูบบุหรี่ได้จนหมดมวนโดยที่มือยังทำงานต่อไปได้
สิ่งประดิษฐ์ระดับเทพชิ้นนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของบริษัท
เงินทุนก้อนนี้ทำให้บริษัทสามารถก้าวเข้าสู่การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนขึ้นได้
บริษัทเริ่มมีชื่อเสียงอย่างมากจากการผลิตเครื่องคิดเลข
พวกเขาเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เรียกว่า LSI Tech หรือเทคโนโลยีการย่อส่วนวงจรอิเล็กทรอนิกส์…
เทคโนโลยีนี้ช่วยย่อส่วนวงจรที่ซับซ้อนให้เข้าไปอยู่ในชิปขนาดเล็กเพียงนิดเดียว
ทำให้เครื่องคิดเลขที่เคยมีขนาดใหญ่เท่าโต๊ะทำงาน ถูกย่อส่วนลงมาจนพกพาได้
และในปี 1957 พวกเขาก็ได้เปิดตัว Casio 14-A ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดจิ๋วเครื่องแรกของโลก
ความสำเร็จนี้ทำให้บริษัทกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีการผลิตอย่างรวดเร็ว
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทนี้กลายเป็นตำนาน เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970s…
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมบริษัทที่ทำเครื่องคิดเลขถึงอยากมาทำนาฬิกา
ผู้บริหารในยุคนั้นมองเห็นโอกาสที่บริษัทนาฬิกาแบบดั้งเดิมมองไม่เห็น
พวกเขาตระหนักว่าเทคโนโลยีชิป LSI Tech ที่ใช้ประมวลผลตัวเลข สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องเวลาได้
เพราะในมุมของวิศวกร การเดินของนาฬิกาก็คือการบวกจำนวนวินาทีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
ซึ่งมันคือหลักการทำงานเดียวกับเครื่องคิดเลขนั่นเอง…
และในปี 1974 นาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์ที่มีชื่อว่า casiotron ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพราะเป็นนาฬิกาดิจิทัล
แต่เพราะมันเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโลกที่มีระบบปฏิทินอัตโนมัติในตัว
ผู้สวมใส่ไม่ต้องมานั่งหมุนตั้งวันที่ใหม่ทุกเดือนอีกต่อไป
นวัตกรรมไม่ได้หยุดแค่นั้น ในปี 1977 บริษัทได้ปล่อยรุ่น F100 ออกมา…
นอกจากดีไซน์ที่ดูล้ำยุคแล้ว นี่เป็นนาฬิกาเรือนแรกๆ ของโลกที่ผลิตจากเรซิน
การใช้เรซินถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของนาฬิกาดิจิทัลที่สามารถผลิตได้จำนวนมหาศาล
ทำให้ต้นทุนถูกลงจนทุกคนเข้าถึงได้ และมีน้ำหนักเบาสบายจนแทบไม่รู้สึกว่าใส่
ต่อมาในปี 1980 พวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยรุ่น c80 และ ca50
มันคือนาฬิกาที่มีปุ่มกดเครื่องคิดเลขอยู่บนหน้าปัด ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น…
นาฬิการุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อ Michael J. Fox สวมใส่ในภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Back to the Future
แต่ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นอมตะ ถือกำเนิดขึ้นในปี 1989
นั่นคือปีแห่งการถือกำเนิดของนาฬิการุ่น f91w
มันคือนาฬิกาดิจิทัลทรงสี่เหลี่ยมสีดำขอบสีฟ้าที่ขายดีที่สุดตลอดกาล
ความนิยมของมันแพร่กระจายไปทั่วโลก ทนทาน ใช้งานง่าย และราคาถูกมาก…
เราเห็นนาฬิการุ่นนี้บนข้อมือของ Ryan Reynolds ในภาพยนตร์ Free Guy
หรือแม้แต่บนข้อมือของ Jared Leto ในภาพยนตร์ของค่าย Marvel อย่าง Morbius
แม้แต่ Bill Gates ก็ยังเลือกสวมใส่รุ่น MTV 1061
สะท้อนให้เห็นว่าฟังก์ชันการใช้งานและความน่าเชื่อถือนั้นสำคัญกว่าราคาที่แพงหูฉี่
เรื่องราวดูเหมือนจะราบรื่นและเต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดยังมาไม่ถึง…
มันเริ่มต้นขึ้นจากความสูญเสียเล็กๆ ของผู้ชายคนหนึ่งในปี 1983
Kikuo Ibe หัวหน้าฝ่ายออกแบบนาฬิกา ประสบเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต
เขาเผลอทำนาฬิกาเรือนโปรดซึ่งเป็นของขวัญวันเรียนจบตกลงพื้นและแตกกระจาย
แทนที่จะเสียใจ เขากลับเปลี่ยนความเศร้าให้เป็นความมุ่งมั่น
เขาตั้งปณิธานว่าจะสร้างนาฬิกาที่ไม่มีวันพัง และทนทานที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา…
1
เขาตั้งมาตรฐานที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในยุคนั้นเอาไว้สามประการ
นาฬิกาต้องทนรอดพ้นจากการตกจากความสูง 10 เมตรได้
ต้องทนแรงดันน้ำได้ลึก 100 เมตร และแบตเตอรี่ต้องใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ปี
เขารวบรวมทีมงานเล็กๆ และเริ่มต้นการทดสอบที่เต็มไปด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน
เขาโยนนาฬิกาต้นแบบลงมาจากหน้าต่างชั้นสามของบริษัทครั้งแล้วครั้งเล่า…
นาฬิกาต้นแบบพังไปมากกว่าสองร้อยเรือน จนเขาแทบจะถอดใจ
แต่วันหนึ่งเขาก็ได้แรงบันดาลใจจากการเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดาะลูกบอลยางเล่น
เขาจินตนาการถึงกลไกนาฬิกาที่ลอยตัวอยู่ภายในลูกบอลยางเพื่อดูดซับแรงกระแทก
จากแนวคิดนั้นนำไปสู่การออกแบบโครงสร้างนาฬิกาแบบกลวง
นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกตั้งชื่อตามแรงบันดาลใจจากแรงกระแทกของแรงโน้มถ่วง…
และนั่นคือจุดกำเนิดของ “G-Shock” รุ่น dw5000c
“G-Shock” ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาที่ทนทาน แต่มันได้ให้กำเนิดแบรนด์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์
ด้วยดีไซน์ที่ดูบึกบึนแตกต่างจากนาฬิกาเรือนบางๆ ในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง
สีสันที่จัดจ้านทำให้มันสิ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานศิลปะและแฟชั่น
1
แบรนด์อเมริกันคลาสสิกอย่าง Pendleton ก็มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับนาฬิกาเรือนนี้…
ในวงการสตรีทแวร์ นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นไอเทมชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้
พวกเขาได้ร่วมงานกับแบรนด์ล้ำยุคมากมายอย่าง Bodega และ Hidden NY
แม้แต่วงฮิปฮอประดับตำนานอย่าง Wu-Tang Clan ก็ยังยกย่องนาฬิการุ่นนี้
พวกเขาออกแบบโทนสี Killer Bees เพื่อฉลองครบรอบ 30th Anniversary ของแบรนด์
นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่านาฬิกาที่สร้างจากวิศวกรรมความทนทาน สามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้…
แม้จะประสบความสำเร็จถล่มทลาย แต่บริษัทก็ไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
ในปี 1987 พวกเขาเปิดตัวรุ่น mq24 ซึ่งเป็นนาฬิกาแอนะล็อกล้วนรุ่นแรก
ตามมาด้วยรุ่น a168 ในปี 1995 ที่เป็นสไตล์เรโทรล้ำยุค
และหลายปีก่อนที่สมาร์ตวอตช์จะฮิต พวกเขาก็เปิดตัวรุ่น WQV-1
นี่คือนาฬิกาเรือนแรกของโลกที่มีฟังก์ชันกล้องถ่ายรูปในตัว…
นวัตกรรมชิ้นนี้ก้าวล้ำนำยุคไปไกลมากจนศิลปินระดับโลกอย่าง Paul McCartney ยังต้องเอ่ยถึง
ในปี 2023 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 40 ปีของตำนาน “G-Shock”
พวกเขาได้สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซเป็นรุ่น gd1 ลิมิเต็ดเอดิชัน
นาฬิกาเรือนนี้ผลิตจากทองคำแท้ 18 กะรัต และมีเพียงเรือนเดียวในโลก
1
แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดคือการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยออกแบบโครงสร้างภายนอก…
นาฬิกาเรือนนี้ถูกนำไปประมูลและทำสถิติด้วยราคาชนะการประมูลที่สูงถึง 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ
กลายเป็นนาฬิกาที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขายกันมาในประวัติศาสตร์ของแบรนด์
และเพื่อฉลองครบรอบ 50th Anniversary ของแผนกผลิตนาฬิกา
พวกเขาก็นำรุ่น casiotron กลับมาตีความใหม่และผลิตในจำนวนจำกัด
เพื่อให้แฟนๆ ได้เก็บสะสมความทรงจำอันทรงคุณค่านี้…
ตลอดระยะเวลากว่าห้าทศวรรษ เรื่องราวนี้พิสูจน์ปรัชญาการทำธุรกิจที่ชัดเจน
พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะตั้งมาตรฐานใหม่ๆ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความทนทาน
รวมถึงการสร้างสไตล์ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม และที่สำคัญคือราคาที่ทุกคนจับต้องได้
การสร้างโปรดักต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก บางครั้งไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่หรูหราที่สุด…
แต่การเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คนต่างหากคือเรื่องสำคัญ
รวมถึงการมองเห็นโอกาสจากการนำเทคโนโลยีข้ามสายพันธุ์มาผสมผสานกันอย่างลงตัว
เหมือนที่ผู้ชายคนหนึ่งทำนาฬิกาแตก แล้วตัดสินใจที่จะสร้างนาฬิกาที่ไม่มีวันพังขึ้นมา
จนสุดท้ายมันกลายเป็นนาฬิกาที่ผู้คนทั่วโลกต่างภาคภูมิใจที่ได้สวมใส่ไว้บนข้อมือ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจจริง จะเอาชนะใจผู้คนได้อย่างยั่งยืนเสมอนั่นเองครับผม
References : [casio,gshock,hodinkee,g-central,wikipedia]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-origins-of-g-shock/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา