เมื่อวาน เวลา 02:13 • ความคิดเห็น
คนเรานั้น บางที่ก็มัวจับผิด คนอื่น เคยจับผิดตัวเองมั้ย ที่ หลงตัวเอง หลงลืมตน หลงว่าตัวเอง ดี .ทำไปตามอารมณ์นึกคิด ทิฐิ ตัณหา ทะเยอทะยาน เห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เสมือนว่า ทำมาค้าขาย ต้องมีกำไร ที่ลงทุนลงแรง เรื่องที่ลงทุนออกแรง ไม่ได้กำไร จับต้องไม่ได้ เรื่องอะไรจะไปยุ่งเกี่ยว ไม่ได้กำไร . นั่น ก็คือ ที่เค้าว่า เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว มันก็คนแบบนี้ ไปทั่ว
เอาลึกลงไป ที่เค้า ว่า จิต ที่อาศัยกายมนุษย์ เค้ามีคำถามว่า จิตของท่าน ที่อาศัยกายมนุษย์อยู่ ใช่จิตมนุษย์หรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบดู .มันมีจิตเปรต จิตอสุรกาย จิตสัตว์.จิตนรก มาอาศัยในกายที่ว่า เป็นมนุษย์
.คราวนี้ ก็มองลงไป ในคำว่า สันดาน. สันดานประเภทไหน ที่อาศัยในกายมนุษย์อยู่ ที่ว่า กายนี้ประเสริฐ ซสามารถ มาเรียรู้จัก ดีและขั่วได้ คราวนี้ ก็มีคำถามอีก เอ้า.. รู้จักดีชั่ว ..ทำไมถึงทำชั่ว ทั้งกายวาจาใจ . เราก็ตรวจสอบ ดูในคำว่า สันดาน . มองไปที่สันดาน ก็จะมองเห็น .จิตดวงนั่น มาจากสถานที่ใด ถึงได้มาเกิดอาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์
คราวนี้ ก็ไปมองดู .ค่อยเรียบเรียง เรื่องราว ที่ว่า จิตมาจากดินแดน นรก . พ่อแม่คนไหน ได้ลูกมาจากดินแดน นรก .ลูกคนนี้ จะทำให้พ่อแม่เดือดร้อน เสียน้ำตา หลั่งเป็นสายเลือด มีทุกข์ เพราะลูกคนนี้ ไม่หยุดหย่อนเลย ไม่ไปสังเกตดูได้ .
พ่อแม่.สอนเรื่องราวดีให้ ก็ทำไม่ได้ .เค้านั้น แยกกรรม แบกสันดาน ที่เคยชินกับความโหดเหี้ยม ทุกข์ทรมาน มายาวนาน พอมาได้กายมนุษย์ ก็ใช้นิสัยดั่งเดิม ที่มาจากนรก จิตเค้า มีแต่สิ่งที่เป็นไฟ ลุกโพรงตลอดเวลา ค่อ หงุดหงิด โมโห จะลงอบายภูมิสืบไป ไม่รู้จักดีชั่วได้เลย ชีวิตของเค้า เค้าก็ต้องเดินไปตามกรรม
เอ้า.ไปดูจิตเปรตบ้าง.. จิตที่อาศัย มันหิวโหย กินก็ไม่รู้จักอิ่ม อยากได้ อยากมี โลภตลอดเวลา ในอารมณ์นึกคิดที่ปรุงแต่งกาย ชอบนั่งน้อยห่มน้อย โชว์ .ของสวยงาม ที่ผิวกาย .เค้าว่า เปรตไม่มีเสื้อผ้าจะนุ่ง . คราวนี้ คนเรามันก็ไม่เคย เห็นเปรตเสียด้วย ทั้งที่ก็อยู่ใกล้ชิด ใกล้ตัวเรา บ้าง ก็มีจิตเปรตมาเกาะเกี่ยว กินน้ำเลือดน้ำหนองในกาย บางคน พอกายนี้หมดลมลงไป จิตออกจากกาย แปรสภาพ ไปอาศัย รูปเปรต ตัวสูงๆ ยิ่งใหญ่ ปากเล็กๆ หิวโหย ตลอดเวลา กลิ่นกายก็เหม็นสาบสาง เป็นหมื่นหรูตายซาก
พวกอสุรกาย นั้น ก็มาจากเปรต พออดอยากมากเข้า ก็แปรสภาพ เป็นอสุรกาย หลอกลวง อยากได้ เอาสิางนั่นสิ่งนี้ มากิน ด้วยความที่หิวโหย ที่ว่าอดอยากจนเนื้อตัวสั่น มันก็กินแบบตระกละตระกลาม .เลอะเทอะไปหมด
เรื่องราวที่ว่า ท่านเป็นมนุษย์ ใช่หรือไม่ ก็ตรวจสอบกันเอง .ละกัน ที่เค้าว่า เกิดมา เค้าก็ไม่ได้ห้กายมาอย่างเดียว ยังให้สติปัญญา มาพิจารณา ทบทวน เรียบเรียง เรียนรู้ ในสิ่งมี่เกิดมาอาศัยชั่วขณะหนึ่งได้ .เราก็นำเอา สติปัญญา ที่ได้มา เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ แก่จิตตัวเอง ป้องกันไม่ให้หลงเพลิดเพลิน ไปกัยมายาที่โลกมีให้ มันจึงมีเรื่องราว ที่ว่า สติปัญญา มาไม่เท่ากันเลย เหมือนเรียนหนังสือ เรียนรู้ จากครูคนเดียวกัน ห้องเดียวกัน แต่ถึงคราวสอบ ก็ได้คะแนนไม่เท่ากัน
ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนกัน เค้าก็มีคะแนนให้ เอ้า.ใชกายวาจาใจ อย่างไรเค้าก็มีคะแนน ความเป็นมนุษย์ ที่ว่า รู้จักดีชั่ว เอ้า..ทำตนไม่รู้จักดีชั่ว เค้าก็หัก คะแนน เป็นกรรมตัดรอน ค่อยๆหักไป จนค่าความเป็นมนุษย์ไม่มี . จิตเสียหาย .วิกลจริตก็มี หรือ ตัดรอนให้หมดลมก็มี
..ทุกคนก็มีสติปัญญา ที่ได้มา ก็สามารถเรียนรู้ได้ . บางที่เรืองราว ที่ว่า ทำจิตไปนั่ง อยู่บนยอดภู .ภูเขา นั่งนิ่งๆ จิตเฉย. ดูสิงสาราสัตว์ ผ่านไป บ้างก็ออกทำมาหากิน ย้างก็ออกหาตัวผู้ตัวเมีย บ้างก็ ตัวอื่นเค้าเดินหากิน ก็กระโจน ตะครุบ กัดกินเค้าตาย พออิ่ม ก็ไปหาที่นอน บ้างก็เตอะเจอกันไม่ได้ เจอกันก็กระโจน กัดกัด เป็นพัลวัน บาดเจ็บกันไป
เราก็นั่งดู เค้าไป กรรมของสัตว์โลก ที่ได้กายกรรม ให้จิตมีกรรมได้มาอาศัย ใครละดลบันดาลให้ . ก็กรรมที่ จิตนั้น ไม่เคยแก้ไข ในสิ่งที่ยึดถือ นิสัยสันดานในตัวตน . ความยึดถือที่นำพาไปสู่การเกิดตายไม่สิ่นสุดได้เลย หากเราทพจิตนั่งอยู่บนยอดภูไม่ได้ เราก็ต้องไปคลุกคลี .แล้วเราก็ จะเป็นเยี่ยงเค้า ที่แสดงให้เราดู .
มีพระที่ท่านเข้าป่าตัวคนเดียว ขันน้ำติดตัวสักใบก็ไม่มี ที่ว่าเดินเข้าป่าด้วยเสื้อผ้าชุดเดียว มีพ่อแม่ค่อกานที่อาศัยไปเป็นเพื่อน ก็ไปนั่ง นิ่ง ทำกายนิ่ง จิตเฉย .พวกสิงสาราสัตว์ เดินผ่านไปผ่านมา ก็ไม่สนใจ เหมือนก้อนหิน รูปปั้น ไม่กระดุกกระดิก มันก็ไม่สนใจ ผ่านไปผ่านมา พอเค้ามาใกล้ .จิตของสัตว์ ก็ไปกระทบแสงสีรัตนะ .ก็ตกใจ ในแสงที่เจิดจ้า จิตที่อาศัยในกายสัตว์ เค้าก็เคยเป็นมนุษย์มีสันดาบมนุษย์ รู้จักดีชั่ว พอจิตกระทบแสง ก็ถอยหนี ออกไป .(เป็นเรื่องราวที่พระอยู่ป่า ท่านเล่าให้ฟัง) ้
โฆษณา