21 มิ.ย. เวลา 06:24 • เกม

วรรณกรรมที่เล่นได้: Shadow of the Colossus

ความรักแบบราชสำนัก
ทุ่งหญ้ากว้างขวางท้องฟ้าเปิดโล่ง มีชายควบม้าอยู่ท่ามกลางโลกอันไพศาล​เมื่อส่องลงมาจากเบื้องบน ตัวเขาและม้าเล็กลงเหมือนเศษธุลี แต่เมื่อจ้องมองจากระนาบสายตาของมนุษย์ จะพบเห็นความรักที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าโลกนี้ไปถนัดตา
การจากมาจากแดนไกล กลับไม่ได้ทิ้งเรื่องราวทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เขาแบกภาระเต็มบ่ามายังดินแดนเปลี่ยวร้างเพื่อสะสางภาระอันคับข้องให้มลายหายสิ้นไป ภาระของเขาคือความปรารถนาในการฟื้นคืนแฟนสาวจากความตายขึ้นมา แต่เงื่อนไขไม่ใช่มาหาสมุนไพรทำโอสถหรือมาวิงวอนต่อหน้าเทพเจ้า แต่เป็นการสังหารยักษ์ใหญ่ทั้ง 16 ตน
ยักษ์ 16 ตนปกปักดินแดนโบราณโพ้นมนุษย์ยาวนานหลายพันปี ยักษ์เหล่านี้คือที่กักขังชิ้นส่วนที่ชั่วร้ายที่สุดต่อมวล​มนุษย์นาม Dormin ความชั่วร้ายเลยถูกผนึกออกจากส่วนต่าง ๆ ของยักษ์ ทำให้ Dormin สิ้นอำนาจ แต่ใช่ว่าสิ่งชั่วร้ายจะหมดหนทางกลับมา ผู้ใดล่วงล้ำยังดินแดนโบราณแล้วกำจัดยักษ์ด้วยดาบโบราณจนหมดสิ้น(ต่อไปผู้เขียนจะเรียกว่าดินแดนต้องห้ามและดาบส่องแสงแทนชื่อเดิมเพื่อเลี่ยงการซ้ำกันของชื่อ)​ จะนำพาพายุแห่งกาลียุคกลับมาอีกครั้ง
ข้อห้ามดังกล่าวถูกปฏิบัติหลายชั่วอายุคน จน Wander พระเอกของเรื่อง แหกกฎของผู้นำกลุ่มสังคม เขาขโมยดาบส่องแสงมุ่งหน้ามาดินแดนต้องห้ามนี้ แม้ในทีแรกเขาจะไม่รู้สิ่งที่ต้องแลกเพื่อชีวิตคนรักคืออะไร แต่เขาก็พร้อมเผชิญไม่ว่าอะไรก็ตามที่ต้องแลก ขอเพียงเพื่อให้คนรักกลับมาจากความตายได้ก็ยอมทั้งนั้น
ความรักของ Wander ชายธรรมดาที่ยอมทำอะไรใหญ่เกินตัวเพื่อให้ควรค่ากับคนรักอย่าง Mono เป็นแก่นสำคัญของเรื่องราวในเกม โดยถ่ายทอดความรักแบบราชสำนัก​ (courtly love)​ ที่นิยมใช้ในวรรณกรรมในศตวรรษที่ 11 ในยุโรปยุคกลางโดยเหล่ากวี Trubadur ว่าด้วยความรักของบุรุษผู้ต่ำศักดิ์กว่าสตรีอันเป็นที่รัก แต่ความต้อยต่ำมิใช่ข้อห้ามให้รักต่อผู้ที่รัก
ตรงกันข้าม ยิ่งกลับทำให้บุรุษต้องพิสูจน์ตนเองถึงรักแท้กว่าชายใดบนโลกแด่สตรีผู้เปี่ยมด้วยยศฐาและศีลธรรม ควรต้องกล่าวเพิ่มด้วยว่าความรักประเภทนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยท่านลอร์ดเจ้าปราสาท[๑] มูลเหตุมีไว้เพื่อควบคุมเหล่าข้าราชบริพาร (vassal)​ ในสำนักให้สวามิภักดิ์ต่อท่านลอร์ด โดยมีสตรีในครอบครองของท่านลอร์ดเป็นรางวัลแก่ข้าราชบริพารที่มิเคยถือครองสตรีใดมาก่อนในชีวิต
เงื่อนไขเช่นนี้ จินตนาภาพของเหล่าชายโสด (bachelor) จึงมักเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ การครอบครองทางเรือนร่าง[๒] และการสัมผัสกายเพื่อบรรลุความรักเชิงสุนทรียภาพ ในอีกมิตินึงก็เพื่อให้ความรักเป็นดั่งแสงสว่างทางจิตวิญญาณและความเร่าร้อนในอารมณ์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ตนไต่ไปถึงนายหญิง จนในบางครั้งสร้างความผิดบาปทางศาสนาและศีลธรรมทางสังคมในยุคกลาง
เพราะความรักนี้หากไม่ใช่เรื่องของการตบรางวัลจากท่านลอร์ดให้ข้าราชบริพาร ก็มักมาจากการแอบคบสตรีที่มีเจ้าของหรือไปรักนายหญิงผู้ที่เป็นเมียเจ้านายตนเอง อย่างไรก็ดี ความรักแบบราชสำนักก็ถูกมองว่าเป็นความรักที่แท้จริง (vrai amour)​ ด้วยความที่เหล่าบุรุษต่างต้องทำภารกิจบางอย่างที่รับมอบหมายโดยตรงจากท่านลอร์ดหรือเจ้านายของตนให้ทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่การทำงานเพราะหน้าที่แต่เป็นเพราะหน้าที่ของความรัก
หรือการตั้งเงื่อนไขของบุรุษต่ำศักดิ์ในความพยามเป็นชายคนรักที่ดีกว่าชายคนเดิมของสตรีสูงส่ง ที่ซึ่งการแต่งงานระหว่างสตรีกับชายคนก่อนมักมิได้มีรักเจืออยู่แต่แต่งเพราะถูกคลุมถุงชน ​เพื่อเกี่ยวดองในทางเศรษฐกิจหรือให้เธอเป็นเพียงการตบรางวัลกับชายผู้มีช่วงชั้นเดียวกันเพียงเพื่อรักษาสถานะทางสังคม
เราสามารถมองการตัดสินใจอย่างอาจหาญเมื่อ Wander มาถึงดินแดนต้องห้ามและตกปากรับคำใด ๆ ก็ตามที่จะชุบชีวิตคนรักขึ้นมาได้อย่างไม่ลังเล โดยไม่สนว่าข้อตกลงที่รับจาก Dormin นี่ ซึ่งอาจแลกมาด้วยชีวิตของเขาเองก็ด้วย จุดนี้จึงเป็นการทำหน้าที่ของความรักมากกว่าการทำหน้าที่ไปตามภารกิจที่มอบหมาย เพราะมันต่างตรงที่มันเกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก​ความรักที่แท้จริง ซึ่งการกระทำโดยรักแท้นี้มีเส้นบาง ๆ ของการกระทำในความหมายทางศาสนธรรมปะปนไปกับความรักด้วยเช่นกัน
กล่าวคือ ในความรักแบบราชสำนัก การกระทำเช่นว่าของบุรุษต่ำศักดิ์ ไม่ได้แค่มองว่าสตรีนั้นสูงศักดิ์จากแวดวงชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังยกคุณค่าสตรีในฐานะศีลธรรมอันสูงส่งด้วย ฉะนั้น การสละได้แม้แลกชีวิตของบุรุษผู้ต่ำศักดิ์แด่สตรีคนรัก เป็นความรักของผู้ปราศจากคุณค่าใดเว้นเสียเพียงชีวิตของเขาที่เป็นคุณค่าที่เหลืออยู่ แต่ชีวิตของบุรุษก็หาเทียบเท่าชีวิตของสตรีคนรักได้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดมีค่าไปกว่าชีวิตของเขาที่จะเทิดทูนให้กับสตรีอีกแล้ว
ตรงจุดนี้เลยไปจากความต้องการทางโลกแทบสิ้นเชิง เป็นความต้องการเยี่ยงศาสนาหรือศีลธรรมที่สูงส่ง มาพร้อมกับชุดปฏิบัติเคร่งครัดที่ต้องบำเพ็ญตน แลกกับความอดทน อดกลั้น และถึงขั้นการยอมสละ​ชีวิตเพื่อจิตวิญญาณได้ปิติและเข้าสู่ลู่ทางศีลธรรมสูงส่ง ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธไม่พ้นที่ตัวของสตรีถูกจัดวางไว้ให้เป็นแนวทางปฏิบัติทางศาสนา (religionization) จากความรักแบบนี้
จุดที่พึงสังเกตเหตุผลด้านศาสนาภายในเกมคือชีวิตของ Mono ที่ดูมีคุณค่าทางศีลธรรมกับ Wander อย่างมีนัยสำคัญ แม้เราจะเห็นได้ว่าเป็นการกระทำของรักแท้ แต่การอุทิศแรงกายแรงใจและจนถึงขั้นสละชีวิตได้จึงเป็นแรงกระทำที่มาจากแง่มุมของศาสนาที่ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณนิรันดร์กว่าอินทรีสาร ในแง่นี้การปลุกชีวิตคนรักจึงกินความหมายมากกว่าเพียงแค่การกลับมาชิดใกล้ทางกายภาพ​หรือความสุขทางประสาทสัมผัส แต่เป็นเรื่องของการสานต่อในความผูกพันเชิงจิตวิญญาณระหว่างเขากับเธอ
ในช่วงชั้นทางศีลธรรม Mono จัดวางไว้เป็นศีลธรรมอันสูงส่ง โดยการจากไปของเธอคือบ่อเกิดของเป้าหมายการฟื้นคืนชีวิตที่ทรงคุณค่าทางศีลธรรมอันสูงส่ง ชีวิตของ Mono จึงเป็นลู่ทางของคุณค่าทางศีลธรรมอยู่ภายในตัวเอง ความพยายามชุบชีวิตนางเอกโดยตัวมันเองคือการกระทำทางศีลธรรมที่สูงส่งสำหรับพระเอก ที่ดำเนินพร้อม ๆ กันกับการทำให้การมีชีวิตอยู่ต่อของนางเอกเป็นเรื่องความสมเหตุสมควรทางศีลธรรมสูงส่งเช่นกัน
การปฏิบัติความรักในเชิงศาสนธรรมกลาย ๆ อย่างนี้ไม่ได้หวังผลในมิติศีลธรรม​เท่านี้ การกระทำจากรักแท้จริงเป็นผลให้ความชอบธรรมในสิ่งที่ทำอยู่เหมือนกัน แต่ความรักไม่ใช่เหตุเดียวที่ชอบธรรม เพราะยังมีเรื่องของกฎเกณฑ์ที่สังคมปรุงแต่งขึ้นอย่างรัดกุมหรือกฎความเป็นไปของธรรมชาติและจักรวาล
ที่ยิ่งผูกรัดปัจเจกเท่าไหร่ความชอบธรรมที่จะปลดปล่อยของปัจเจกก็ยิ่งทวีคูณ ความรักเลยถูกโยงกับความชอบธรรมและการปลดปล่อย​จากข้อผูกมัดทางสังคม ภายในมุมมองของกฎเกณฑ์สังคมความรักอาจเป็นอันตรายต่อระเบียบวิธีหากไม่จัดวางตำแหน่งแห่งที่ภายในสังคมไว้ดี ๆ
ตามท้องเรื่องของเกม กฎระเบียบที่กลุ่มสังคมยึดถือมาหลายชั่วอายุคนโดยมีผู้นำอย่าง Lord Emon ได้กำหนดไว้ว่าห้ามมีผู้ใดฝ่าฝืนการไปเหยียบย่ำดินแดนต้องห้ามเด็ดขาด โดยเป็นที่รับรู้ทั่วกันเพื่อรักษาความสงบสุขและห่างไกล Dormin แต่ความมุ่งมั่นกับความดึงดันม้วนรวมเป็นเกียวแห่งความปรารถนามากพอที่ทำให้กฎที่สร้างไว้ไม่มีอยู่จริง
Wander แสวงหาวิธีการนำชีวิตคนรักกับมาและวิธีเดียวก็คือต้องฝ่าฝืนข้อห้ามนั้น การดึงชีวิตหลัง​ความตายของ Mono กลับมาประทับร่างไม่ใช่เพียงแค่วางเธอบนแท่นบูชาซึ่งเป็นดั่งจุดสำแดงหลักฐานเชิงประจักษ์หรือเป็นเครื่องวิงวอนทางสายตาต่อ​ Dormin ในศาลเจ้าโบราณเท่านั้นแล้วคนรักจะฟื้นแต่จะต้องกระทำเชิงประจักษ์ร่วมด้วย การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับกฎทางสังคมอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
ภาวะดึงดันนี้แสดงให้เห็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มสังคมกับปัจเจกบุคคล เริ่มมาจากฝ่ายนึงที่ต้องการรักษาความเป็นกฎระเบียบและหน้าที่ของคนในสังคมไว้เป็นที่ตั้ง โดยเรียกร้องบทบาทตัวบุคคลเพื่อกฎระเบียบดำเนินไปได้ อีกฝ่ายนึงล้มเลิกบทบาทที่สังคมเรียกร้องแล้วหันมาเล่นบทตามความต้องการที่มาจากความรักเพียงเท่านั้น การสนองต่อความปรารถนาของหัวใจอย่างซื่อตรงเพียงพอให้การกระทำที่กำกับโดยสังคมเป็นความไม่ชอบธรรมอีกต่อไป
อย่างเดียวกับที่ดวงชะตาของ Mono ถูกต้องสาปและต้องกลายเป็นเครื่องสังเวย​ให้กับบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้สังคมอยู่รอดหรือเป็นไปเพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานของสังคม และด้วยความที่พ้นจากความต้องการที่ปัจเจกเป็นผู้เลือกเองซึ่งเป็นไปเพราะกฎเกณฑ์ภายนอกอย่างกฎของธรรมชาติหรือจักรวาลหรือข้อเรียกร้องจากสังคม ส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่สามารถลงรอยกันระหว่างความเป็นไปทางสังคมกับความปรารถนาส่วนบุคคล
จากเรื่อง 1 เรื่องจึงมีทางแยกออกเป็น 2 ทางและกลายเป็นเรื่องที่มีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง โดยเรื่องรองเล่าถึงกฎทางสังคมและโครงสร้างสังคมที่ดำเนินในเส้นเรื่องของตัวเอง ซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาเคารพกฎเกณฑ์และผลิตซ้ำโครงสร้างอย่างเป็นธรรมชาติ(หรือโดยไม่รู้ตัว)​ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องเล่าเหล่านี้
ขณะที่เรื่องหลักเล่าถึงปัจเจกชนผู้ที่ทำตามหัวใจและลุกขึ้นมาเขียนเรื่องเล่าของตัวเอง ตั้งแต่เป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์สู่จุดหักเหจนถึงการฝ่าฟันสิ่งต่าง ๆ การได้เล่าของปัจเจกแสดงให้เห็นอารมณ์ ความรู้สึก เลือดเนื้อ และความตาย ซึ่งมากพอที่เรื่องเล่านี้จะชอบธรรมกว่าเรื่องเล่าอีกอัน
สิ่งที่เราเห็นได้จากเรื่องราวความรักของ Wander สะท้อนให้การกระทำของเขานั่นชอบธรรมได้ก็ด้วยความอยุติธรรมที่คนรักของเขาต้องประสบอยู่สองมิติที่สัมพันธ์กัน อย่างแรกเป็นเรื่องโชคชะตาที่เกิดจากสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ อย่างสองเรื่องของการเป็นเครื่องสังเวยที่ความเชื่อของสังคมเป็นตัวกำหนด นอกไปจากนี้แล้วความรักที่เป็นรักแท้ของเขาและการพยามฟื้นคืนชีวิตคนรักก็ถือได้ว่าเป็นศีลธรรมสูงส่งแก่ตัวเขาเองและถือว่าสนับสนุนให้เรื่องราวนี้มีความชอบธรรมในทุกมิติ
ในความรักแบบราชสำนัก รักแท้ถือเป็นความชอบธรรมให้หนุ่มสาวที่ต้องผจญในวังวนของขนบธรรมเนียมเป็นใหญ่ กล่าวคือ ธรรมเนียมการแต่งงานฝ่ายหญิงมักจะไม่ได้เลือกฝ่ายชายเองแต่ขึ้นอยู่กับครอบครัวเป็นผู้จัดหาให้ เป็นเหตุให้บางทีอาจเจอสามีกดขี่บ้าอำนาจหรือเจอสามีแสนดีที่รักจริง อย่างไรก็ดี ภายในจิตใจของสตรียังคงโหยหารักแท้จากผู้อื่นเสมอ
เช่นกันที่ฝ่ายชายหากเป็นผู้ที่มีฐานะหน่อยและเป็นพี่คนโตสุดจะได้สิทธิ์การแต่งงานเพื่อเกี่ยวดองทางเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องรัก การจำกัดสิทธิ์แต่งงานยังสร้างปมของการเป็นบุรุษที่ต่ำต้อย ทางเดียวที่จะชดเชยได้บุรุษต่ำต้อยจำต้องไฝ่หารักแท้จริงเพื่อเป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะรัก​และเป็นผู้ใช้ความรักจากก้นบึ้งที่สั่งสมไว้ภายในใจเท่านั้น เหตุนี้เอง รักแท้จริงเป็นดั่งฉนวนจุดระเบิด​ทำลายกรงขังความรู้สึกทั้งต่อสตรีและบุรุษ​ให้ได้กระทำตามความสัตย์จริงของปัจเจกชนอย่างถ่องแท้นั่นเอง
ความชอบธรรมทั้งหลายนี้เองเป็นเหมือนอาวุธสวนกลับความเชี่ยวหลากของกฎเกณฑ์​ทางสังคมหรือการครอบงำจากอำนาจยิ่งใหญ่อย่างธรรมชาติหรือจักรวาลที่มองว่าไม่เป็นธรรมต่อบุคคล และบ้างความชอบธรรมคือข้อขัดขืนต่อธรรมชาติที่กำลังโหมกระหน่ำใส่ความรักของหนุ่มสาว แต่หากใคร่จะหลุดพ้นวงจรไม่อิสระและไม่เที่ยงธรรมนี้ ก็มีอีกหนทางที่ต้องหมายมั่นครอบครองสตรีคนรักไม่ว่าจะมิติด้านอารมณ์หรือทางเรือนกายเพื่อกันให้ห่างจากบริวารที่ครอบงำจนหมดสิ้น แม้ว่าการครอบครองอาจกลืนกินคนรักหรือตนเองก็ต้องจำยอมก็ตาม
เมื่อว่าถึงการครอบครอง ขณะที่พระเอกหอบหิ้วร่างนางเองมาดินแดนต้องห้าม ถ้าบอกว่าเป็นวิธีกันให้สตรีคนรักออกให้ห่างจากกฎเกณฑ์ทางสังคมที่อยุติธรรมจะว่าเช่นนี้ก็ได้ หรือหากว่าไปตามสาระสำคัญก็เอาไว้เพื่อกันให้ห่างจากศาสนพิธีของกลุ่มสังคมจากการที่ร่าง Mono ไปเป็นเครื่องเซ่น หรือไม่ก็ไม่ให้ร่างถูกครอบครองโดยพิธีทางศาสนาซึ่งมีการจัดการร่างเช่นการฝังหรือเผาซึ่งมีผลให้สสารแปรรูป (transform)​ เป็นดินเป็นธุลีตามลำดับ
หรือหากเป็นเรื่องของดวงวิญญาณจะเป็นความพยามหลีกเลี่ยงการปลดปล่อยดวงวิญญาณของนางเอกให้ไปสู่สุขคติ การครอบครองร่างก็เพราะต้องการคงรูปกายให้กลับมาเชื่อมต่อดวงวิญญาณเดิมได้ ขณะเดียวกัน ดวงวิญญาณต้องไม่ถูกปลดปล่อยออกไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งการครอบครองร่าง (dead body)​ ยังแฝงนัยยะหวังผลที่ครอบคลุมในส่วนการครอบครองร่างกาย​ (living body) หลังจากร่างกลับมีชีวิตอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อสานต่อความรักในแบบคนมีชีวิตอยู่
กล่าวคือ เป็นความรักของคนสองคนที่มีชีวิตอยู่ทั้งคู่ รับรู้ได้ทั้งการสัมผัสและสำนึกรู้ มีอารมณ์และความรู้สึก เชื่อในดวงวิญญาณ (soul) ที่ฝังภายใน​และเป็นความรักที่ต่อยอดเรื่องทางนามธรรมได้ เช่นจิตวิญญาณ (spirit) และจริยธรรม กล่าวโดยสรุป การครอบครองเพื่อกีดกันกระบวนการหลังความตายจากหลายต่อหลายชั้นไม่ให้กระบวนการนี้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบความรักไปเป็นแบบอื่น ๆ
ความรักแบบราชสำนักนัยของมันก็ไม่ปฏิเสธการครอบครองใด ๆ แม้ปลายทางของมันจะปฏิเสธการไม่ปฏิเสธก็ตาม แต่โดยมากความครอบครองต่อให้เป็นการครอบครองอารมณ์เช่น ความห่วงหา ความอาวรณ์ ความหึงหวง ความใคร่ ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างครอบครองหรือความครอบครองทางเรือนร่างเพื่อที่เอาไว้สร้างความชอบธรรมต่อบุรุษต่ำต้อยในความหฤหรรษ์ทางเพศ
ก็ยังมีจุดร่วมในจุดหมายข้องเกี่ยวกับการได้ครอบครองความรักแท้จริงของชายหญิงเสียมากกว่า ​โดยความปรารถนาในรักนี้ถูกซุกซ่อน​ไว้ภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติ เลยเสมือนว่ากำลังครอบครองสิ่งล้ำค่า​ที่ถูกประเมินค่าเชิงลบจนต้องเก็บงำไว้เฉพาะกับผู้ที่ตระหนัก​ในความล้ำค่าเดียวกันนี้
ถึงกระนั้น จักต้องมีความพยามผูกขาดคนรักไว้ที่ตนแทนกระแสแห่งขนบธรรมเนียมซึ่งฉุดกระชากทางใดทางเดียว ความพยามผูกขาดที่หนักหน่วงเกินไปอาจส่งผลกระทบให้ความครอบครองเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เพราะเหมือนไปช่วงชิงการผูกมัดจากรูปแบบธรรมเนียมโดยตรง การครอบครองอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นชัยชนะระยะยาวกว่าแต่การผูกขาดเพื่อครอบครองก็มักถูกมองว่าเป็นชัยชนะที่เข้มข้นมากกว่าเช่นกัน
หากกล่าวเป็นลำดับแล้ว ความรักของบุรุษต่ำต้อยที่มีต่อนายหญิงถูกพิสูจน์แล้วว่าแท้จริงจนขนบธรรมเนียมหลีกทางให้ทั้งสองถือครองรักตลอดไป หรือว่า ขนบธรรมเนียมขว้างกั้นจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความรักแท้ของพวกเขาได้ สุดท้ายทั้งคู่เลือกจะจบชีวิตลงด้วยความหวังที่จะพบโลกหน้าซึ่งจะเป็นสถานที่แก่รักนิรันด์​ของพวกเขา ความรักแบบราชสำนักจึงมีบั้นปลายความรักที่แบ่งออกเป็นสุขนาฏกรรมกับโศกนาฏกรรมตามลำดับ​
แต่ก็มีบางเรื่องที่จะจบแบบสุขก็ไม่ใช่จะเศร้าก็ไม่เชิงเป็นฉากจบของความรักที่หวานอมขมกลืน เกิดจากความเหนื่อยล้าทางความครอบครองหรือไม่ก็ต่างฝ่ายต่างพบสัจธรรม โดยช่วงเวลาครอบครองคือช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยมีกันและกัน
ฉากจบแบบหวานอมขมกลืนใน SotC คือผลพวงของการผูกขาดคนรัก ซึ่งค่อนข้างต่างออกไปจากนายหญิงกับบุรุษต่ำต้อย ตรงความพยายามที่จะรักของทั้งสองฝ่ายถูกหยุดลงด้วยขนบธรรมเนียม ทำให้ทั้งสองฝ่ายหมดไฟในความพยามจะครอบครองระหว่างกันและแยกกันไปทำหน้าที่ของตนเองโดยในใจยังรักอยู่ สำหรับใน SotC ไฟในใจของ Wander ยังคงปะทุพร้อมแหกกฎระเบียบของสังคม ในช่วงท้าย ไฟนั้นถูกยาแรงของพิธีการสังคมปราบปรามแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือชีวิตของ Mono
ความจำนนของบุรุษและสตรีต่อระบบจากการทำให้เหนื่อยหน่ายก็ดี หรือวิธีทำให้ Wander สิ้นสภาพเพื่อสร้างโอกาสยอมแพ้ก็ดี เป็นบทสรุปองค์สุดท้ายของรักแท้ที่พ่ายแพ้ให้ขนบธรรมเนียมหรือกฎเกณฑ์ทางสังคม สะท้อนชัดว่าความรักเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ แต่ในช่วงเวลาของฉากจบที่สุขไม่ชัดเศร้าไม่สุดในความรักแบบราชสำนักเช่นนี้ ได้เผยแง่มุมของการต่อสู้กับรักที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้หัวใจสำคัญไม่เพียงอยู่ที่ตัวความรักจะชนะหรือแพ้แต่เป็นเรื่องลองสู้ที่จะรักดูสักตาในฐานะคนธรรมดาที่มีชีวิตเดียว
อาจกล่าวได้ว่า ตลอดทั้งเรื่องราวคือร่องรอยผลงานของรักแท้ซึ่งแทรกซึมอยู่ทุกขณะการกระทำของคนสองคน เพียงแต่ฉากจบเช่นว่าอันเป็นภาพแทนของความจริงไล่ต้อนผลงานของรักแท้ให้พบกับความจำยอมต่อบริบทที่เป็นวัตถุ ความหมาย อารมณ์ คุณค่า ความรู้สึกเหล่านี้ของผลงานรักแท้ถูกเบียดบังโดยชัยชนะที่เป็นรูปธรรมมากกว่า หากว่าไม่จ้องมองอย่างพินิจเราจะไม่เห็นผลงานรักแท้ในสายธารแห่งจินตภาพ แต่จะถูกดึงดูดด้วยผลงานของรักแท้ที่เป็นเชิงประจักษ์แทน
ดั่งเช่น นายหญิงได้ครอบครองราชบัลลังค์ บุรุษต่ำต้อยได้ขึ้นเป็นราชองครักษ์ แม้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่แต่เพราะผลงานของรักแท้เป็นแรงผลักดันสู่ยอดแห่งความสำเร็จที่ฝากไว้เป็นตอเป็นตา อาจกล่าวได้ไม่แพ้กันนัก จากเรื่องราวขมกลืนใน SotC ยังเจือด้วยความหวานพอเป็นกระษัยจากการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ Mono ซึ่งนั่นคือพยานในผลงานรักแท้ที่เป็นประจักษ์ แสดงให้เห็นว่าภายใต้ที่ทางของสภาพจริงนั้นยังมีผลงานของรักแท้ที่ประสบผลสำเร็จนี้อยู่
ทวิลักษณ์โครงสร้างความเป็นเพศชายและเพศหญิง
เรื่องรักแบบนี้เผยทวิโครงสร้างเชิงลึกของหน้าที่ที่ต้องรักของปัจเจกบุคคลกับหน้าที่ที่ต้องทำของสมาชิกในสังคมในความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง หรือนิยามลักษณะอย่างหยาบ ๆ คือ ความหัวขบถของ Wander แสดงถึงความเป็นเพศชายที่มุ่งมั่น มุทะลุ เป็นอิสระ ต้อยต่ำ ความตายของ Mono แสดงถึงความเป็นเพศหญิงที่ประนีประนอม ใจเย็น สงบ สูงศักดิ์ มีศีลธรรม ถูกจำกัดจากอำนาจหรืออิสระ ผู้ผสานระเบียบจักรวาลและสังคมไว้ด้วยกัน
ความตายของ Mono เป็นจุดจบของจุดเชื่อมผสานกฎแห่งธรรมชาติและกฎระเบียบ​เรียบร้อยของผู้คนในสังคม มันจึงไม่เป็นสิ่งขัดแย้งหากเป็นเรื่องที่ควรเป็นอยู่แล้ว ความตายนี้เพียบพร้อมสำหรับการยินยอมสละชีพอย่างสงบปากสงบคำของเพศหญิง เพื่ออย่างน้อยที่สุดจากความคาดหวังของฝูงชนจากเพศหญิงคือให้ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมสังคม และความผาสุก ดำรงต่อไป ความเป็นเพศหญิงจึงต้องทำให้ยอมรับชะตากรรมต้องสาปที่ตนกำหนดใด ๆ ไม่ได้และกลายเป็นช่องว่างให้สังคมเข้ามาแทรกแซงบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับความเป็นเพศหญิงในที่สุด
เช่นกับในวรรณกรรมความรักแบบราชสำนัก​ ก็กำหนดบทบาทความเป็นเพศหญิงของสตรีสูงศักดิ์ค่อนข้างรัดตัว ซึ่งเผยให้เห็นการแต่งงานกับชายสูงศักดิ์ที่ปฏิเสธ​ไม่ได้ อันเนื่องมาจากการแต่งงานเพื่อฐานะทางเศรษฐกิจและที่ดิน สตรีสูงศักดิ์จึงต้องปลดระวางอิสรภาพเพื่อรับหน้าที่ พร้อมกับรักษาขมบธรรมเนียมไว้เป็นที่มั่น สตรีสูงศักดิ์จึงไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการบงการตนเอง คล้ายคลึงกับความตายของ Mono ที่บ่งบอกถึงภาวะไร้จิตวิญญาณให้คัดค้าน แม้ว่ามาจากความปรารถนา​และความต้องการอันมีบ่อเกิดจากอิสรภาพ​เธอเองก็ตามที
อิสรภาพในสตรีสูงศักดิ์​หรือจะในตัว Mono เหมือนการนั่งรอโชคชะตาของบุรุษต่ำต้อยหรือ Wander ให้มาต้องกัน เพื่อให้อิสรภาพเหล่าสตรีโลดโผนดังใจปรารถนา หมายความว่า ทั้งการจะมีหรือการจะใช้อิสรภาพของสตรีสูงศักดิ์ต้องอดทนจนกว่าบุรุษต่ำต้อยมาสนองตอบ Wander จึงแทนความเป็นเพศชายข้างต้นในฐานะกระบอกเสียงอิสรภาพของ Mono ฉะนั้น พวกเธอผู้วาดฝันอิสรภาพเยี่ยงบุรุษเพศก็ต้องให้บุรุษเพศเป็นผู้จ่ายให้ ความเป็นเพศชายนี้เองคือยาต้านกลับขนบธรรมเนียมทางสังคมที่รายรอบเธอ
หากกล่าวว่าบุรุษผู้ต่ำต้อยมีดีที่พาสตรีคนรักวิเวกไปกับดินแดนแห่งอิสรภาพ ที่ที่ระเบียบใด ๆ ก็ล่วงล้ำมาไม่ได้ คล้ายอย่างจงใจเหมือนที่ Wander บุกป่าฝ่าดงพาร่าง Mono มาดินแดนต้องห้ามแม้เวิ้งว้างแต่แฝงด้วยอิสรภาพ และหากกล่าวในเรื่องการชุบชีวิต Mono ก็ถือเป็นยาต้านกลับความตายที่ถูกปลงให้เป็นไปตามยถากรรมที่ซึ่งระเบียบของจักรวาลเป็นตัวจัดการ
ความเป็นเพศชายไม่ว่าจากตัวเอกผู้ต่ำต้อยในวรรณกรรมหรือพระเอกหัวขบถอย่าง Wander ต่างถูกวางบทบาทฐานะสำหรับให้สตรีผู้รักรอดพ้นจากสังคมเดิมโดยรูปธรรม(พาหนีและใช้ชีวิตเป็นอิสระ)​และโดยนามธรรม(หลุดพ้นกฎระเบียบที่ครอบงำอยู่ด้วยความเชื่อในอิสรภาพ)
ความรักแบบราชสำนักที่สาดส่องมาในเกมนี้ เป็นประตูสู่อิสรภาพไม่ใช่แต่กับคู่พระคู่นาง แต่หมายรวม Lord Emon, Dormin และยักษ์ทั้ง 16 ตน กล่าวคือ Lord Emon และผู้คนเป็นอิสระจากความกลัวสิ่งชั่วร้าย Dormin เป็นอิสระจากการถูกตีตราในนามสิ่งชั่วร้าย(คือการที่มันรวมกับพระเอกและได้เกิดใหม่เป็นเด็กทารก)​ ส่วนเหล่ายักษ์เป็นอิสระจากการถูกจองจำ Mono เป็นอิสระจากพิธีกรรมทางสังคมและคำสาป สุดท้าย Wander เป็นอิสระจากกฎระเบียบสังคมและชะตากรรม
ตามท้องเรื่องในเกม ความรักปรากฏลักษณะของการทุ่มเทเพื่อคนรักในระดับที่บรรทัดฐานทางสังคมไม่เคยเผชิญมาก่อน หากจะพูดเจาะจงอีกสักนิด มันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่ยินยอมทำเพื่อปัจเจกบุคคล ควรนับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายต่อวิถีปฏิบัติที่ปัจเจกบุคคลจะต้องเคารพเชื่อฟังพร้อมกับรักษาในกฎระเบียบสังคมไว้ หรือต่อให้รักมากสักแค่ไหนยังต้องยินยอมต่อสิ่งที่สังคมร้องขอและเก็บงำเรื่องส่วนตัวไว้ไม่ให้กระทบวงกว้าง
จุดนี้จึงควรเป็นฉนวนให้ตัวเอกของเรื่องผลักดันตัวเองสู่การเป็นผู้ปลดปล่อยอิสรภาพ แต่จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ถ้าไม่ผนวกกับความตายของนางเอกที่ชะตาต้องสาป ความรักที่บริสุทธิ์ของคู่พระนางแสดงถึงความรักเป็นเรื่องที่ปัจเจกควบคุมได้มิใช่ผู้อื่น เป็นอิสรภาพที่ทำเพื่อความรักอย่างแท้จริง โดยจะเห็นว่าอิสรภาพและความรักบริสุทธิ์อยู่ในความเป็นเพศชาย Wander และความเป็นเพศหญิง Mono ตามลำดับ คอยเกื้อหนุนกันทั้งกรณีที่ต่างฝ่ายต่างเป็นสิ่งที่ให้ระหว่างกันหรือต่อต้านระเบียบแบบแผนองค์รวมทางสังคม
ซึ่งโดยตัวความรักหรือตัวสตรีคนรักเองแล้วล้วนถูกทำให้เป็นจุดหมายทางจิตวิญญาณของเหล่าบุรุษต่ำศักดิ์ ที่ต้องทำหน้าที่ของผู้รักแด่ผู้ถูกรักอย่างสมเกียรติ เพื่อชำระล้างความแข็งกระด้างของความเป็นชายชาตรีให้อ่อนโยนและสุภาพ (courtesy)
ด้วยเช่นนี้ ความรักจึงเป็นความจำเป็นของเหล่าชายเพื่อการเปลี่ยนผ่าน สำหรับ Wander คล้ายกันตรงที่มีความรักและคนรักเป็นจุดหมาย พร้อมทั้งทำหน้าที่ผู้รักอย่างสมเกียรติ แต่ไม่ได้เปลี่ยนจากผู้แข็งกร้าวกลายเป็นผู้อ่อนโยนขึ้นทว่ากลับเป็นทิศทางตรงข้าม จากอุปสรรคขวากหนามตามเนื้อเรื่องของเกมทำให้ความไร้เดียงสาเขาค่อย ๆ หลุดล่อนจนกลายเป็นชายหนุ่มที่ต้องเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยเหลือคนรัก
นอกไปจากนี้ ความรักไม่ใช่เพียงจุดหมายของเพศชายและเพศหญิงสำหรับประโยชน์ต่างตอบแทนกัน เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการมีความรักหรือมีคนรักเพื่อขจัดปัญหาที่ลำพังโดยกำลังของปัจเจกบุคคลไม่อาจทำสำเร็จ ปัญหาทั้งกับ Mono และ Wander คือการไม่มีกำลังบังคับของตนเองความรักจึงจำเป็นเพื่อผสานกำลังของทั้งสองเป็นปึกแผ่น เพราะช่วยให้ปัญหาของบุคคลหดเล็กลงและเพิ่มกำลังจัดการแก่ปัจเจกได้
ความรักกลายเป็นเรื่องของการผนึกกำลังกันในยามที่ต้องการ‘แสดงกำลัง’ที่ไม่ยอมถูกกลืนจากกำลังบังคับของสังคม เพื่อให้พ้นรัศมีในกำลังบังคัมของสังคมและเป็นธุระกงการปัจเจกบุคคลเท่านั้น ความรักจึงต้องมีกันและกันจะแยกจากกันไม่ได้ และเมื่อ Mono ตาย จึงเป็นความเปราะบางสำหรับความรักเพราะปราศจากกำลังจากคนรัก เหตุนี้ การชุบชีวิต Mono เป็นไปเพื่อกู้คืนกำลังปัจเจกชนอีกครั้งในการสกัด/แก้ไขปัญหาและไม่ถูกกำลังบังคับของสังคมครอบงำ
ความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิงยังแทรกผ่านเนื้อเรื่องมาตลอดเกมโดยแฝงอยู่ในลักษณะขั้วตรงข้ามเช่น แข็งแกร่งกับอ่อนแอ แตกหักกับประนีประนอม เป็นอิสระกับถูกจำกัดอำนาจ และต้อยต่ำกับสูงศักดิ์ ลักษณะเหล่านี้แสดงให้เห็นหน้าที่การทำงาน (function) ต่างกรรมต่างวาระ ครั้นยังผสมไปกันได้อย่างกลมกลืนเพื่อความลื่นไหลในการจัดการ ขณะเดียวกันเพศสภาพของความเป็นเพศชายและเพศหญิงก็ไม่ได้ผูกขาดอย่างตายตัวด้วยเช่นกัน ตัวตนที่เป็นสองขั้วภายในหนึ่งเดียวมาจากสารตั้งต้นของเรื่องราวอย่าง Dormin สิ่งชั่วร้ายบรรพกาล
เจ้าสิ่งนี้ไม่สามารถระบุเพศสภาพได้ตายตัว บางครั้งเรียกตัวเองด้วยเอกพจน์(ข้า) บางครั้งเรียกตัวเองด้วยพหูพจน์(เรา) เสียงของมันสอดผสานระหว่างชายชราและหญิงทรงอำนาจ ก่อนเหตุการณ์ในเกมผู้เขียนคาดการณ์ไว้สองกรณี
1) Dormin อาจเคยเป็นพระเจ้าที่มนุษย์คอยบูชาหรือพึ่งพากันมา จนมนุษย์มาพบว่ากำลังบูชาพระเจ้ากำมะลอ มนุษย์เลยหันไปเชื่อสิ่งอื่นซึ่งน่าจะเป็นโชคชะตา ทำให้ Dormin กริ้ว เกิดการแตกหักกับมนุษย์
2) Dormin น่าจะเคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่พึ่งมนุษย์ซึ่งเสกบันดาลชีวิตให้กลับจากความตายได้(สังเกตว่ามีแท่นบูชาคล้ายวางร่างมนุษย์) ​โดยผู้ที่รับข้อตกลงมันล้วนถูกทำให้หมดความเป็นมนุษย์ลงเรื่อย ๆ ​ในท้ายที่สุด ก็ถูกมันกลืนกินจนเป็นส่วนเดียวกับมัน มันจึงเลยมีทั้งน้ำเสียงชายและหญิงผสมกัน
กลุ่มบรรพบุรุษตัดสินใจให้พลังของมันใช้การไม่ได้ง่าย ๆ และต้องการให้ใครก็ตามเข้าถึงพลังนี้ให้ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เป็นเหตุจำเป็นที่ต้องแยกและผนึกมันออกเป็นส่วน ๆ ในดินแดนต้องห้ามนี้ เป็นผลให้ความเชื่อดั้งเดิมที่เกี่ยวกับความตายนั้นเป็นเรื่องของโชคชะตา​ และสำหรับชีวิตบางคนอาจถูกสาปไว้แต่ต้นมิอาจดัดแปลงแก้ไขชีวิตให้กลับมาได้ ทำให้ความเชื่อในโชคชะตาสืบสานมายาวนาน​จนเรื่องชุบชีวิตกลายเป็นข้อห้ามและละเมิดโชคชะตา
เมื่อเราตีความความเป็นเพศชายหรือหญิง แน่นอนว่าไม่เพียงลักษณะในความเป็นเพศชายหรือหญิงจะอยู่กับ Dormin เพราะรวมถึงกลุ่มบรรพบุรุษ Wander Mono Lord Emon และการกระทำเชิงสัญญลักษณ์จากตัวละครเหล่านี้ก็สามารถแปลลักษณะทางเพศได้เหมือนกัน
สำหรับความเป็นเพศชายของ Dormin อยู่ที่พลานุภาพของมันที่เคยถูกบูชามายาวนาน ก่อนที่กลุ่มบรรพบุรุษจะเลิกเลื่อมใสและกล้าแตกหักกับมัน ความเป็นเพศชายของมันถูกลบหลู่โดยความอ่อนแอที่มันเคยมองว่ามีอยู่ภายในตัวมนุษย์มาตลอด
นัยของความอ่อนแอเทียบเคียงได้กับความอ่อนแอแบบสตรีเพศที่เคยจำนนต่ออำนาจของเพศชาย แต่ในบัดนี้กลับปฏิเสธที่จะถูกชักจูงในกำลังบังคับจากบุรุษเพศและหันมาปลดแอกเพื่อลบคำสบประมาท หากจะจำกัดความว่านี่เป็นการปะทะกันระหว่างฝ่ายที่ยังคงต้องการกดทับกับฝ่ายที่ต้องการปฏิวัติ ก็จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นเพศชายกับเพศหญิง
แต่เมื่อเรามองลึกลงไป ต่างฝ่ายเลือกนิยามให้ฝ่ายตรงข้ามด้วยความต่ำต้อยด้วยกันทั้งคู่ ในเวลาเดียวกันก็นิยามความเหนือกว่าของตนเองผ่านการขจัดความเป็นชายในคู่ปรปักษ์ทิ้งไป อย่างเช่น กลุ่มบรรพบุรุษแยกส่วน Dormin ทำให้สิ้นสภาพพลังแห่งบุรุษเพศ หรือในตอนท้ายเกม Dormin พยามจัดการ Lord Emon และคณะ นัยยะคือเพื่อให้ความกล้าเยี่ยงวีรบุรุษอันตรธานจากดินแดนนี้
เป็นวิธีการปฏิเสธในปฏิเสธ ขั้นแรกการไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของเพศชาย ขั้นถัดมาปฏิเสธความอ่อนแอภายในตัวด้วยการขจัดความเป็นชายของฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากเพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นชายทั้งแกร่งและมีอำนาจเหนือกว่า
วิธีการของบรรพบุรุษเพื่อคลายอำนาจของเพศชายคือการแยกชิ้นส่วน Dormin แล้วผนึกไว้บนรูปปั้นยักษ์ทั้ง 16 รูปในศาลเจ้าโบราณ โดยยักษ์ที่เป็นร่างจริง ๆ นั้น แท้จริงเป็นส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะ โลหิต ของ Dormin ได้นำมาแยกออกแล้วกระจัดกระจายทั่วยักษ์ตนอื่น ๆ และอยู่ในดินแดนต้องห้ามนี้ แต่ยักษ์ 16 ตนนี้เป็นเพียงอวตารของรูปปั้นยักษ์ในศาลเจ้าที่ผนึก Dormin เอาไว้อีกทีเท่านั้น
เมื่อยักษ์ตนใดตนนึงถูกสังหารรูปปั้นยักษ์ในศาลเจ้าจะพังทลายและมอบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย Dormin คืนมา การผนึกชิ้นส่วน Dormin เปรียบได้กับการกลับมาตั้งต้นจุดกำเนิดหรืออวิวัฒนาการย้อนกลับสู่ความเป็นตัวอ่อนใน​ครรภ์สตรีเพศที่เป็นผู้กำหนด กายที่เสมือนกักขังไว้นี้คอยระงับเสรีภาพของ Dormin ไม่ให้มีอิสระดังที่บุรุษเพศพึงมี
สภาพ Dormin ที่ถูกริบถอนอำนาจและถูกจำกัดอิสรภาพทางร่างกาย การโดนกระทำวิธีนี้ใกล้เคียงกันกับวิธีที่สตรีเพศถูกตรึงไว้โดยระเบียบทางสังคมเช่นกัน เพื่อให้อยู่ภายใต้ความเป็นระเบียบตามแบบฉบับนิยายรักราชสำนัก อนึ่ง หากความดื้อรั้นและอำนาจที่มุทะลุของ Dormin คือลักษณะความเป็นเพศชาย การต้องตกอยู่ภายใต้ระเบียบก็เป็นการนำความ‘เป็น’เพศหญิงไปปราบปรามให้ความ‘เป็น’เพศชายใด ๆ ที่เหลืออยู่เสื่อมลง
แต่วิธีการวิถีมารดาก็ไม่เพียงหนึ่งในฟังก์ชันการจัดการ กลุ่มบรรพบุรุษยังผสมผสานการประหัตประหารด้วยกำลังของเพศชายด้วยดาบส่องแสงที่หั่น Dormin เป็นเสี้ยว ๆ แยกชิ้นส่วนแล้วผนึกไว้ในรูปปั้นที่อยู่ในดินแดนต้องห้ามซึ่งตัดขาดออกจากมนุษย์แทบสิ้นเชิง
เมื่อสิ่งชั่วร้ายถูกกักกัน เมื่อมนุษย์ถูกห้ามเข้าดินแดนดังกล่าว เมื่อต่างฝ่ายต่างอยู่ ทุกอย่างควรน่าจะยุติลงตรงการประณีประนอมเรื่องเชิงพื้นที่ระหว่างของมนุษย์กับของ Dormin มันคือการอดกลั้นเพื่อจะถอยความมีอิสระในทุกฝ่ายในฉันทานุมัติเดียวกัน ไม่ว่าเต็มใจเท่าไรต่างฝ่ายต้องแสร้งเล่นบทสตรีเพศที่คอยรักษาดุลยภาพไว้เพื่อประนีประนอมในมิติส่วนตนกับมิติส่วนรวม
ในอีกหลายร้อยหรือหลายพันปีต่อมา พระเอกได้ปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายจากการจองจำขึ้นมาอาละวาดครั้งใหม่ การปลดผนึกไม่เพียงแค่ปลุกสิ่งชั่วร้าย แต่มีนัยยะปลุกความเกรี้ยวกราด มุทะลุ มุ่งมั่นเฉกเช่นอารมณ์ความเป็นเพศชายอยู่ในที ณ จุดนี้เองที่ความเป็นชายผงาดเหนือการปราบปรามของวิถีสตรีเพศที่เคยจำกัดอิสรภาพมันไว้ สู่การกลับมามีอิสรภาพเยี่ยงลักษณะของเพศชายอีกครั้งภายในตัว Dormin
เมื่อว่ากันด้วยเงื่อนไขสู่อิสรภาพของสิ่งชั่วร้ายก็กลับพบความเป็นไปตามสูตรสำเร็จความรักแบบราชสำนักเช่นกัน หากว่า Dormin ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวให้สิ้นสภาพจนต้องร้องขอการพึ่งพาอิสรภาพ Wander เพื่อมาปลดปล่อยมัน ก็เหมือนกับที่เหล่าสุภาพสตรีทั้งหลายแหล่ที่รอเหล่าชายหนุ่มที่เป็นรักแท้เปิดประตูสู่อิสรภาพแด่นาง อันเป็นบทคร่ำครึของวรรณกรรมแนวนี้ที่เฝ้าคอยออิสรภาพในเพศชายมาสะเดากรงขังแห่งขนบธรรมเนียมที่ทับถมอยู่
แต่เกมนำบทนี้มาพลิกแพลงให้ Wander จะต้องปลดพันธนาการ Dormin เป็นอันดับแรก ก่อนที่ Mono จะถูกชุบชีวิตขึ้นมาแล้วได้เป็นอิสระจากกฎระเบียบสังคมหรือคำสาปด้วยซ้ำ เรื่องตลกร้ายซึ่งควรกล่าวถึง ในวรรณกรรมความรักแบบราชสำนักมักจะมีชายที่ยอมทำทุกประการได้เพื่อนายหญิงเพียงคนเดียว ในเกมแม้นางเอกจะเป็นนายหญิงคนเดียวก็จริง แต่ในทางพฤตินัยการกระทำของพระเอกที่ทำตามข้อตกลงของ Dormin จึงทำให้มันเป็นนายหญิงอีกคนที่พระเองยอมทำตามเพื่อชุบชีวิตนายหญิงที่แท้จริง​
การใช้อิสรภาพกับสิ่งชั่วร้ายอย่างไม่ไตร่ตรองของ Wander ได้สร้างกับดักแก่การใช้อิสรภาพสองประการ
1) อาจนำไปสู่หายนะ เมื่อ Dormin ฟื้นคืนร่างกายได้สำเร็จ ตัวมันจะเป็นภัยพิบัติแก่คนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยว​ข้อง
2) นำตัวเขาเองถูกตีกรอบอิสรภาพด้วยข้อตกลงกับ Dormin อาจดูคล้ายกับการไปแลกอิสระเพื่อความเป็นทาสจากแรงปรารถนาของเขา
แต่ยังมีข้อแตกต่างระหว่างกฎระเบียบจากสังคม​ที่พระเอกจากมากับข้อตกลงของ Dormin เพราะมันอยู่ที่ข้อตกลงของ Dormin เป็นความยินยอมสละอิสรภาพมากกว่าการริบถอนอิสรภาพเพราะความจำเป็นทางสังคมตั้งแต่ต้น
ข้อตกลงยินยอมที่จะปราบปรามยักษ์ทั้ง 16 ตนให้ ทำให้ Wander ตกอยู่ในสภาพแบบลักษณะสตรีซึ่งยินยอมผูกมัดตัวเองต่อระบบกดขี่ ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้สรรพทุกสิ่งจากลักษณะความเป็นเพศชายทุกประการเพื่อหลุดออกจากตัวตนที่ยอมจำนนนี้สู่ตัวตนที่เป็นเอกราช ภารกิจแสนสาหัสของบุรุษเป็นหนทางพิสูจน์ตัวตนใหม่ที่ต้องปฏิเสธตัวตนก่อนหน้าให้สิ้นซากโดยมีปลายทางในชีวิตที่มีอิสรภาพกับคนรัก
จะเห็นว่าการพัลวันรันตูของลักษณะทางเพศในตัวละครและการกระทำอยู่ทุกจุดซึ่งทับซ้อนกันไปมา อย่างในเหตุแรกซึ่งพระเอกยินยอมแลกอิสรภาพถัดไปคือการตกอยู่ในบ่วงของข้อตกลงและตลอดช่วงคือการฟันฝ่าเพื่ออิสรภาพ นี่เป็นวิธีการใช้อิสรภาพความเป็นเพศชายนำแล้ววิถีปฏิบัติตามกฎระเบียบของความเป็นเพศหญิงตามและควรจบด้วยตัวตนใหม่ที่คู่ควรกับทั้งคนรักและเสรีภาพ ทว่าจบลงด้วยตัวตนที่คู่ควรแก่การเป็นความหวังใหม่และความรักครั้งใหม่
แต่อิสรภาพกลับชโลมพิษของคำสาปที่ใช้ได้ไม่นานก็มอดลง จากความมุมานะของ Lord Emon และคณะได้กดปราบศัตรูตัวฉกาจลงในฉากทัศน์แห่งยุคสมัยของเขา​ แต่ครั้งนี้พบความเหมือนที่แตกต่าง Lord Emon ใช้วิธีการคล้ายบรรพบุรุษเขาด้วยดาบส่องแสงอีกหน แต่หาใช่การประหาร เขาเลือกที่จะหย่อนดาบส่องแสงทิ้งลงไปในบ่อน้ำตื้น สักพักบ่อเริ่มมีปฏิกิริยาแสงสว่าง เสมือนองคชาตสังวาสกับโยนี บ่อดูดเงา Dormin ที่ปกคลุม Wander พร้อมดูดทั้งคู่ลงไป
อิสระแบบบุรุษเพศของ Wander และ Dormin ถูกพิพากษาแบบการจำกัดอำนาจสตรี หรือในอีกความหมายนึง ความเป็นเพศชาย(Wander, Dormin, อิสรภาพ, ความมุ่งมั่นมุทะลุ)​ถูกดึงดูดให้เกี้ยวพาราสีกับความเป็นเพศหญิง(Mono, ความน่าใฝ่หาในความสูงศักและศีลธรรมสูงส่งของสตรี, การถูกจำกัดอำนาจ/อิสระ)​ ในพริบตา ภายในบ่อก็ปรากฏเด็กทารกมีเขาที่ถือกำเนิดผ่านการผสมพันธุ์เชิงสัญญลักษณ์​นี้
ทารกที่เกิดใหม่ราวกับผ้าขาวเจือสีเทา เพราะเขาที่งอกเป็นเหมือนมลทินจุดเล็ก ๆ ในความไร้เดียงสา ผูกมัดบาปเตือนใจว่าตนเกิดมาจากส่วนผสมที่ต่ำต้อยลึกสุดและกับความสูงศักดิ์เหนือสุดซึ่งเป็นส่วนของความเป็นมนุษย์ และไม่ว่าจะหลงเหลือจิตวิญญาณ Wander แค่ไหน เด็กน้อยคนนี้ได้ลบล้างกลายเป็นคนใหม่จนหมดสิ้น
ยังดีว่าอาณาจักรนี้ไม่ปล่อยให้เด็กน้อยโดดเดี่ยว เด็กน้อยถูกเลี้ยงดูโดย Mono ผู้ฟื้นคืนจากชีวิตหลังความตายและกลายเป็นแม่บุญธรรม จุดนี้ในท้ายที่สุด ความรักของพวกเขามีลิขิตให้ต้องสวนทางกันมากกว่าเป็นเส้นขนานรอวันบรรจบกันในตอนจบ เพราะการหวนกลับมามีชีวิตของ Mono และเปลี่ยนผ่านจากสตรีสู่มารดา​ และหวนกลับมาเกิดใหม่ของ Wander และเปลี่ยนผ่านจากความรักแบบหนุ่มสาวสู่ความรักแบบแม่ลูก
ความรักที่ตาลปัตรเช่นนี้เปิดแง่มุมในทวิโครงสร้างเชิงลึกระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับความเป็นไปของธรรมชาติแฝงในความรักสองรูปแบบ กล่าวคือ ความรักของหนุ่มสาวเป็นเรื่องอารมณ์ที่เร้าร้อนเปี่ยมไปด้วยการเป็น“ของ”กันและกัน เป็นความรักที่โคจรหมุนรอบกันเท่านั้น ส่วนความรักที่พ่อแม่ให้กับลูกเป็นความรู้สึกในสายสัมพันธ์มีที่มาจากเลือดเนื้อเชื้อไข หรือเป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นจากการบ่มของเวลา
ทั้งนี้ ความรักนี้ต้องปล่อยวางจากความเป็นผู้ปกครองเนื่องด้วยความแก่เฒ่าหรือความตายของพ่อแม่หรือเป็นไปในภาวะความเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของลูก เหมือนว่า ณ จุดนึงหน้าที่ของพ่อและแม่ต้องหมดลงแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติให้เป็นไป​ แต่ไม่ใช่กับความรักของหนุ่มสาว แม้ส่วนนึงรู้ว่าสักวันต้องปล่อยไป แต่เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะปล่อยไปได้ง่าย ๆ ความรักนี้ หน้าที่มีทีท่าจะไม่สิ้นสุดลง
ผุดคำถามที่เป็นทั้งอนุคำถามและอภิคำถามตามลำดับว่า หน้าที่ของคนรักควรหมดลงที่ใด? และ/หรือ หน้าที่ของความรักควรหมดลงที่ใด? หน้าที่ของคนรักอาจหมดลงอย่างช้า ๆ จากระยะเวลาทำใจซึ่งค่อย ๆ แทรกให้ความเป็นไปจากธรรมชาติผ่านเข้ามา หน้าที่ของความรักคงหมดลงต่อเมื่อไม่มีทั้งผู้รักและผู้ถูกรักอีกแล้ว
การเปลี่ยนผ่านในความรักของ Wander กับ Mono จากคนรักสู่เด็กน้อยแปลกประหลาดกับหญิงสาวแปลกถิ่นผู้ซึ่งต้องอุปการะเด็กคนนี้ในฐานะแม่บุญธรรม จึงสามารถ​ตอบคำถามข้างต้นสองข้อได้ นั่นคือ 1) หน้าที่ของความรักหมดลงแล้ว เพราะไม่มีผู้รักอย่าง Wander จึงไม่มีผู้ถูกรักอย่าง Mono อีกต่อไป เมื่อปราศจากผู้รักและผู้ถูกรักก็ไปสู่คำตอบที่ 2) หน้าที่ของคนรักเลยไม่มีวันเกิดขึ้นต่อจากนี้อีก หรือหน้าที่ของคนรักหมดลงอย่างสมบูรณ์จากการเปลี่ยนผ่านไปเป็นอย่างอื่นแทน
ในช่วงท้าย สะท้อนบทสรุปตั้งแต่เริ่มเรื่องราวที่ว่าถึงความทุ่มเทความรักของหนุ่มสาว กับความดึงดันในหน้าที่และขัดขืนความเป็นไปของกฎธรรมชาติ ซึ่งปลายทางของเรื่อง กลายไปเป็นความรักจากแม่สู่ลูกที่ขีดเส้นใต้ของภาระหน้าที่​ไว้แต่ต้น นั่นคือการจบแบบรูปสัญญะที่อุปมาที่เป็นไปได้ถึงความยินยอมละวางหน้าที่ที่จะต้องหมดลงวันใดวันหนึ่ง และอุปไมยถึงภาวะจำยอมซึ่งปล่อยให้เป็นเงื่อนไขของธรรมชาติเป็นผู้กำชัยเหนือความพยายามของบุรุษที่มอบชีวิตตนได้เพื่อคนรัก
ชีวิตของ Mono และเด็กน้อยคงไม่เหนือความคาดหมายที่จะได้พบกับอิสรภาพและความสงบสุขต่อจากนี้ ซึ่งควรเป็นเรื่องราวที่จบบริบูรณ์ หากเราไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของพวกเขาตั้งแต่ต้น แต่ในลึก ๆ นี้เป็นบทเรียนของพวกเขามากกว่าเป็นบทสรุปหอมหวาน เพราะต่อให้เขาทุ่มเทมามากขนาดไหน ก็ไม่มีวันสะทกสะท้านความเป็นไปของจักรวาลได้อยู่วันยังค่ำ แม้เพียงแค่เห็นใบหน้าคนรักในวาระสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะลืมเลือนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับมา ธรรมชาติก็ยังไม่อนุญาติพวกเขาให้เจอกัน
บทคัดย่อส่งท้าย
เนื้อเรื่องเรียบง่ายแต่ตราตรึงใจเป็นผลจากการขับขานความงามจากความโศก ความรักในฐานะเครื่องมือปลดเปลื้องความกดทับของคติสังคม และความปรารถนานิรันดร์ปะทะสั่งสรรต่อการเหนี่ยวรั้งแห่งโลกภาววิสัย ทำให้ Shadow of the Colossus คือเกมที่คาบเกี่ยวการเป็นวรรณกรรมจินตนิยม โดยวางจัดตัวมันเองผ่านการนิยามของผู้เล่นให้เป็นวรรณกรรมจากการเล่น หรือกล่าวรวม ๆ ว่าเป็นวรรณกรรมที่เล่นได้
ตลอดทั้งการดำเนินเรื่องแฝงฝังด้วยทวิลักษณ์โครงสร้างในนิยายที่ต่อต้าน ขัดแย้ง หรือแบ่งแยกหน้าที่กันและกัน ซึ่งผู้เขียนนำทฤษฎีทวิลักษณะของโครงสร้างส่วนลึกของ Lévi-Strauss นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งเสนอแนวคิดอธิบายว่าในสังคมหรือวัฒนธรรมของมนุษย์ มักมีสองขั้วโครงสร้างที่ตรงข้ามกันซึ่งอยู่ตั้งแต่ในจิตส่วนลึกของมนุษย์
เช่น ความเป็นเพศชายและเพศหญิงอย่างที่อธิบายไป หรือจะเป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรม ซึ่งมีหน้าที่ต่างกันไป กล่าวคือ สมมุติมีเนื้อหนึ่งก้อน หากปล่อยให้เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ จากเนื้อดิบจะกลายไปสู่เนื้อเน่า แต่ถ้าเป็นไปตามกระบวนการทางวัฒนธรรม มนุษย์ก็จะรู้จักทำมันให้สุก หรือเป็นดังนี้ จากเนื้อดิบ > ไปสุก > และไปเน่า
ทวิลักษณ์ขั้วตรงข้ามฝังอยู่ในจิตมนุษย์ และเมื่อเวลาที่วัตถุ (object) กระทบตกลงมาที่จิตก็เลยเกิดโครงสร้างในหน้าที่อย่างนึง และก็มีโครงสร้างหน้าที่อีกอย่างนึงทำงานอยู่ขนานกันไป วัตถุจึงอยู่ท่ามกลางระหว่างสองขั้วโครงสร้างในจิต มีวัตถุหรือหัวข้อในเกมปีกย่อยออกไปสองสามอย่างที่ผู้เขียนไม่ได้พูดถึง จึงอยากเสนอเพื่อเผยให้เห็นนอกไปจากขั้วทางเพศแล้วยังมีขั้วอื่น ๆ รายรอบวัตถุอยู่ด้วยเช่นกัน
วัตถุสามประการกับสามคู่ขั้วโครงสร้างที่เราได้เห็นคือ
1) วัตถุคือความเป็นเจ้าของในพลังและดาบ อยู่ระหว่างโครงสร้างช่วงชิงกับทวงคืน เช่น:
พลัง Dormin
ถูกช่วงชิงจากบรรพบุรุษ
บรรพบุรุษนำดาบออกจากดินแดน
ดาบถูกพระเอกช่วงชิงจาก Lord Emon ซึ่งพระเอกน่าจะเป็นวงศาคณาญาติกับบรรพบุรุษ
พระเอกนำดาบกลับมาดินแดนและใช้ดาบปราบยักษ์
Dormin ฟื้นคืนพลังแล้วพยามจัดการ Lord Emon ผู้เป็นโหลนของโหลนของบรรพบุรุษ
Lord Emon ทวงคืนดาบของตนเพื่อยับยั้งแผนการ
Lord Emon โยนดาบลงบ่อน้ำ ถือว่าคืนให้กับดินแดนหรือที่อยู่เดิมของดาบ
กลายเป็นว่า ดาบและพลัง Dormin หวนคืนมาสู่ที่เดิมหรือเจ้าของเดิม แต่ก็อยู่ได้ไม่นานมันก็แตกสลายไป สิ้นความเป็นของของใคร
การเกิดใหม่ของ Wander สิ้นสุดความเป็นวงศ์ตระกูลหรือสิ้นสุดความเป็นของสายเลือดมนุษย์
2) วัตถุคือบุคคลหรือนิติบุคคล อยู่ระหว่างโครงสร้างการแยกตัวกับรวมตัว เช่น:
Dormin สิ่งมีชีวิตเดียวมีลักษณะขั้วตรงข้ามในตัวเอง กล่าวคือ มีอิสระจากการแยกตัวคล้ายพระเอก มีความแข็งแกร่งเหมือนกับการรวมตัวกันของผู้คน เสมือนเอาทวิลักษณ์ขั้วตรงข้ามของการแยกตัวกับการรวมตัวจากภายในบุคคลมาอยู่ที่มันเป็นก้อนเดียว
ผู้คนก่อนรวมตัวมีความอิสระแต่อ่อนแอ
ผู้คนรวมกันเป็นกลุ่มคน เป็นปึกแผ่นมั่นคง มีกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่อาจไม่มีอิสระนัก บรรพบุรุษหรือ Lord Emon คือตัวแทนกลุ่มคนที่ถูกจำกัดอิสรภาพจากกฎเกณฑ์ของพวกเขาหรือตัวแทนความแข็งแกร่งปึกแผ่น
การมาของบรรพบุรุษในดินแดนต้องห้าม นัยคือการนำกฎเกณฑ์ทางสังคมมากำกับอิสรภาพโดยวิธีลดทอนความแข็งแกร่ง Dormin
ทำให้ Dormin ถูกแยกพลังส่งผลให้มันอ่อนแอและไร้อิสรภาพ
เกิดเป็นยักษ์ทั้ง 16 ตน มีอิสระและเป็นเอกเทศจากกันและกันรวมถึงตัว Dormin เองก็ด้วย ซึ่ง Dormin ควบคุมด้วยกฎของมันไม่ได้ เพราะถูกผนึกด้วยกฎเกณฑ์ของมนุษย์ หากอุปมาย้อนกลับ Dormin ที่ถูกจับแยกเหมือนถูกผลักไสออกจากความเป็นหนึ่งเดียวแบบฝืนใจ เป็นเหตุให้ความแข็งแกร่งกลายเป็นความอ่อนแอ
Dormin ต้องรวมตัวเพื่อควบคุม จริงที่ว่าการรวมตัวจะกลับมาแข็งแกร่งและมีอิสระ ถ้าอุปไมยย้อนกลับ ในการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว Dormin จะเป็นเอกเทศต่อความเป็นพวกมันหรือยักษ์ทั้ง 16 ตน โดยความเต็มใจที่จะแยกตัวมันเองออกจากความเป็น 16 สู่ความเป็น 1 ซึ่งโดยนัยมีความอ่อนแอแบบปัจเจก
พระเอกที่แยกตัวเป็นอิสระจากการควบคุมโดยกฎเกณฑ์ทางสังคม Wander คือตัวแทนแห่งอิสรภาพ ทางกลับกันเป็นตัวแทนความอ่อนแอ
การมาของพระเอกในดินแดนต้องห้าม นัยคือการนำอิสรภาพมาสู่ Dormin เท่ากับไปเพิ่มให้มันมีความแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน
ทำให้ Dormin รวมตัวอีกครั้งพร้อมรวมกับพระเอก ให้มันกลับมาแข็งแกร่งและมีอิสระ(ทางกายภาพ)ชั่วคราว
Lord Emon และคณะรวมตัวกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งแก่พวกตน และนำกฎเกณฑ์ทางสังคมมากำกับอิสรภาพโดยวิธีลดทอนความแข็งแกร่งมันอีกครั้ง
ทำให้ Dormin และพระเอก หมดสิ้นความแข็งแกร่งและอิสรภาพถาวร
Lord Emon และคณะกลับไปยังดินแดนมนุษย์ นัยคือการควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ทางสังคมอันเป็นผลมาจากการรวมตัวของผู้คนได้หมดลงไปจากดินแดนต้องห้ามแล้ว
พระเอกที่กลับมาเกิดเป็นทารก เสมือนว่าถูกทิ้งให้แยกตัวเป็นอิสระอีกครั้งพร้อมกับนางเอก
3) วัตถุคือความเชื่อหรือความศรัทธา อยู่ระหว่างโครงสร้างชะตากรรมกับความหวัง เช่น:
การมีอยู่ของ Dormin คือผู้กำหนดชะตากรรมของทุกสิ่งโดยเฉพาะความตาย ตามมาด้วยการมาของมนุษย์ยังคงเป็นผู้ยอมรับโชคชะตาจากความตาย
บรรพบุรุษห้ำหั่น Dormin ผู้ชนะคือผู้กำหนดชะตา ผู้แพ้คือผู้ยินยอมในชะตา ระหว่างศึกต่างฝ่ายต่างพึ่งความหวัง หวังที่เป็นผู้กำชัย
Dormin ในฐานะผู้แพ้ทำให้มันมีความหวังที่จะฝืนชะตาด้วยการฟื้นคืนตัวมันกลับมา
มนุษย์ในฐานะผู้ชนะและคือผู้กำหนดชะตาชีวิต เว้นแต่ความตายเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์ยอมรับชะตาในฐานะผู้แพ้
ความตายของ Mono เป็นชะตากรรมที่เลี่ยงไม่ได้ ชะตากรรมนี้กำหนดเธอเป็นผู้ไร้ชีพซึ่งกำหนดชะตากรรมใด ๆ อีกไม่ได้และความหวังไม่มีอยู่
Wander ปฏิเสธชะตากรรมของแฟนสาวและในฐานะผู้อยากให้ Mono มีชีวิตอยู่ต่อและคือผู้มีความหวังจะฟื้นคืนชีวิตแฟนสาวกลับมา
Wander ในฐานะผู้มีชีวิตอยู่และคือผู้ครอบงำชะตากรรม Mono ผู้ไร้ชีพ
Wander กับ Dormin มี/เป็นชะตากรรมร่วมกัน เพราะทั้งคู่มีความหวังคล้ายกันและปฏิเสธชะตากรรมเหมือนกัน
Lord Emon กับ Dormin มีชะตาที่เป็นอริต้องกัน เพราะทั้งคู่มีฐานะผู้ชนะ(/ผู้มีชีวิตอยู่)กับผู้แพ้(/ผู้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ) การกำหนดชะตาชีวิตอยู่ที่ผู้ชนะ ส่วนความหวังอยู่ที่ผู้แพ้
Dormin สั่งให้พระเอกไปสังหารยักษ์ เป็นคำสั่งด้วยความหวัง
Wander สังหารยักษ์ การกระทำด้วยความหวัง
Dormin ฟื้นคืนจากการจองจำ ความหวังหุบกลับหลังชะตากรรมถูกปฏิเสธและสลับผู้แพ้ย้อนสู่ผู้กำหนดชะตากรรมในฐานะผู้ชนะ
ศึกระหว่าง Lord Emon กับ Dormin
ขั้นแรก Lord Emon เพลี่ยงพล้ำต่อ Dormin ผู้กำหนดชะตากรรมจึงเป็น Dormin ส่วน Lord Emon ผู้อาจกลายเป็นฝ่ายพ่าย อาจต้องพึ่งการกำหนดด้วยความหวัง
ขั้นสอง Lord Emon พลิกมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ เป็นผู้ครอบงำชะตากรรม Dormin ได้ ส่วน Dormin รวมถึง Wander ที่ความหวังเป็นตัวกำหนดตั้งแต่ต้น ได้กลับมาพึ่งความหวังในวาระสุดท้ายของการอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
Lord Emon พิชิต Dormin ได้ถาวร ความหวังหุบกลับหลังชะตากรรมถูกปฏิเสธและสลับผู้แพ้ย้อนสู่ผู้กำหนดชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งในฐานะผู้ชนะ ยกเว้นความตาย
Mono ฟื้นคืนจากความตาย ในฐานะผู้ชนะความตายและคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของเธอ
Wander เกิดใหม่เป็นเด็กทารกอยู่ท่ามกลางระหว่างสองขั้วโครงสร้าง
ขั้วแรก เขา เขาบนหัวคือชะตากรรมที่เคยปฏิเสธในชีวิตก่อน ผลมาจากชีวิตก่อนที่พระเอกฝืนโชคชะตาต่าง ๆ ได้นำชะตากรรมมาสู่ชาตินี้ในแบบตราบาป
ขั้วสอง ทารก ความเป็นเด็กคือความหวังใหม่ในชีวิตนี้ ผลมาจากชีวิตก่อนที่พระเอกในฐานะผู้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ได้นำความหวังสู่ชาตินี้
อ้างอิงและเชิงอรรถ
อ้างอิงและเชิงอรรถ
[๑]​
Jean Flori ได้อธิบายไว้ในงานวิชาการ Littérature et société au XIIe siècle.
Mariage, amour et courtoisie
dans les lais de Marie de France ว่าต้นต่อของความรักราชสำนักเกิดจากเหล่ากวีที่ล้วนมีแต่เพศชายเป็นผู้ประพันธ์ ส่วนท่านลอร์ดนำแนวคิดนี้ไปใช้กระพืออารมณ์ของเหล่าขุนนางหรืออัศวินโสดให้รับใช้ตนโดยมีสตรีในบริวารเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
[๒]
Mosché Lazar นักวิชาการด้านวรรณกรรมอธิบายความรักแบบราชสำนึกว่าเป็นความรักที่มีเป้าหมายครอบครองร่างกายสตรีมากกว่าความรักเชิงจิตวิญญาณ ทั้งนี้เพื่อสร้างจริยธรรมสูงส่งที่คู่ควรแด่นายหญิง เพื่อให้เธอแลกกายกับบุรุษต่ำต้อยอย่างชอบธรรมกว่าการแต่งงานเชิงจารีตประเพณียุคนั้น ในหนังสือเล่ม Amour courtois et "fin'amors" dans le littérature du XII siècle
รูปภาพ
รูปปก
บท 1
บท 2
บทคัดย่อส่งท้าย
อ้างอิงและเชิงอรรถ
—-------
กราฟิก: confleckz
เขียน: เบอร์ตองไรท์เตอร์​
—-------
#วรรณกรรมที่เล่นได้
โฆษณา