Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณัฐมาคุย
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
21 มิ.ย. เวลา 09:51 • ความคิดเห็น
Justice delayed is justice denied
วันก่อนได้ร่วมประชุมกับพี่อ้อ การดี แล้วพี่อ้อพูด quote นี้ขึ้นมา
Quote นี้ว่ากันว่ามาจาก William Ewart Gladstone อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 4 สมัยที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรในปี 1868 แต่ quote นี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยบาบิลอนที่บอกว่า
When justice sleeps, justice is canceled
วลีเก่าแก่นี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า ต่อให้ในท้ายที่สุดศาลจะตัดสินให้คนผิดถูกลงโทษ หรือคืนความบริสุทธิ์ให้กับผู้บริสุทธิ์ แต่หากกระบวนการนั้นใช้เวลายาวนานเกินไป ความยุติธรรมนั้นก็แทบจะไร้ความหมาย เหยื่ออาจสูญเสียโอกาส สูญเสียเวลาชีวิต เสียหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิตไปแล้วก่อนที่คำตัดสินจะมาถึง การประวิงเวลาจึงเหมือนการพรากความยุติธรรมไปอย่างเลือดเย็น
วันนั้น เราคุยกันในบริบทเรื่องของปัญหาของระบบราชการไทย เรามีองค์กรหน่วยงานเต็มไปหมด มีกฎหมายเป็นแสนฉบับ แต่กลับไม่สามารถดำเนินคดี หรือแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย ถ้าแก้ได้ ก็อาจจะนานมากๆ จนผู้เสียหายรอไม่ไหว ซึ่งฟังปุ๊บ มันกระตุกผมเหมือนกันว่า มันเลวร้าย แต่เรากลับชินชากับมัน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
แต่ในสายตาของผู้เสียหายที่มาคุยในวันนั้น สายตาพวกเขากลับเต็มไปด้วยคำถาม ซึ่งผมเดาว่า มันคือ มีหน่วยงานเต็มไป ไม่มีใครทำอะไรได้เลยเหรอ (วะ) จะรอให้เจ๊ง ให้ตายไปกันหมดหรือไง (วะ)
เมื่อความยุติธรรมที่ "มาช้า" ยังไม่ร้ายเท่า "ผิดพลาด"
ในโลกความเป็นจริงของสังคมไทย ผมคิดว่า สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความยุติธรรมที่มาช้า คือความยุติธรรมที่ทำงานผิดเป้าหมาย กล่าวหาคนผิด หรือที่เรียกกันว่าการ "จับแพะ"
เมื่อคนบริสุทธิ์ถูกลากเข้าสู่เครื่องจักรกลทางกฎหมาย กว่าที่พวกเขาจะต่อสู้จนพิสูจน์ความจริงและล้างมลทินได้ ต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปี อิสรภาพถูกพราก ชื่อเสียงถูกทำลาย และที่น่าเศร้าที่สุดคือ เมื่อถึงวันที่ศาลประกาศว่าพวกเขาบริสุทธิ์ สังคมก็หลงลืมเรื่องราวของพวกเขาไปหมดแล้ว การเยียวยาใดๆ ก็ไม่อาจทดแทนชีวิตที่สูญเสียไปได้
เมื่อมองกลับมาที่โครงสร้างสังคมไทย วลีที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" ทำงานอย่างชัดเจนและเจ็บแสบ เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความบิดเบี้ยวของระบบอยู่เสมอ ไมว่าจะเป็น
1. กระบวนการที่เอื้อผู้มีอำนาจ
คดีของผู้มีอำนาจหรือฐานะร่ำรวย มักตามมาด้วยกระบวนการที่ยืดเยื้อ การเลื่อนฟังคำสั่ง การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อซื้อเวลาจนหมดอายุความ หรือกระทั่งหลบหนีไปเสวยสุขในต่างประเทศได้อย่างลอยนวล
2. คดีพลิกและการจับแพะ
ข่าวคนบริสุทธิ์ต้องติดคุกฟรีมีให้เห็นเป็นระลอก การสืบสวนที่เร่งรีบเพื่อปิดคดี หรือการขาดทุนทรัพย์ในการจ้างทนายฝีมือดี ทำให้คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำต้องกลายเป็น "แพะรับบาป"
3. ศาลเตี้ยทางสังคม
เมื่อถูกกล่าวหา สังคมและสื่อมักพิพากษาพวกเขาไปแล้วตั้งแต่กระบวนการยังไม่เริ่ม แต่ในวันที่พ้นผิด กลับแทบไม่มีพื้นที่สื่อใดๆ คืนความชอบธรรมให้กับพวกเขา
ความล่าช้าและความผิดพลาดเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลไกที่กดทับคนตัวเล็กตัวน้อย จนเกิดเป็นความรู้สึกสิ้นหวัง ประชาชนมองว่าตาชั่งแห่งความยุติธรรมเสียศูนย์ไปนานแล้ว... และที่น่ากลัวที่สุดคือ สังคมเริ่มชาชินจนมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ภาพสะท้อนจาก "ทนายปีศาจ" สู่ชีวิตจริงที่ตลกร้ายยิ่งกว่า
ความอัดอั้นตันใจของสังคมที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมที่ทั้ง "ช้า" และ "มักง่าย" ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังในซีรีส์ Netflix เรื่อง The Evil Lawyer (ทนายปีศาจ) กำกับโดย ณฐพล บุญประกอบ
ผมว่าซีรีส์เรื่องนี้เอาความจริงอันเน่าเฟะมาเล่าได้อย่างเจ็บแสบ จนสื่อระดับโลกอย่าง The Guardian ออกมาวิจารณ์ว่าเนื้อหาในละครนั้นเล่นใหญ่และเกินจริงไปมาก (ludicrously hammy)
แต่สำหรับคนไทยที่นั่งดูซีรีส์เรื่องนี้ กลับไม่มีใครรู้สึกว่ามันเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันไป "กระตุกต่อม" เพราะภาพของทนายที่ต้องงัดช่องโหว่ทางกฎหมายมาสู้กัน หรือการจัดฉากโยนความผิดให้คนบริสุทธิ์เพื่อปกป้องผู้มีอำนาจ คือสิ่งที่เราเห็นตามหน้าข่าวอยู่ทุกวัน
ในชีวิตจริง กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้ต่างอะไรกับภาพสะท้อนในหนัง มันเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการทุจริต การติดสินบน และการใช้เส้นสายในแทบทุกจุดของสายพาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งตำรวจ อัยการ ทนาย และศาล ล้วนถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้าที่ชวนให้สงสัยว่า เป็นไปตามขั้นตอน หรือเป็นความล่าช้าที่ "จงใจ" เพื่อซื้อเวลาและเปิดช่องให้เกิดการวิ่งเต้น?
ผลลัพธ์ของระบบที่พังทลายนี้
1. อาชญากรย่ามใจ
คนทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะรู้ว่าถ้ามีเงินและเส้นสาย ก็สามารถรอดพ้นคดีได้
2. คนดีท้อแท้
ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะปล่อยเบลอ เพราะการลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมมีต้นทุนที่สูงเกินไป ทั้งเงินทองและสุขภาพจิต
3. เศรษฐกิจทรุดโทรม
เมื่อคนไม่เชื่อมั่นในความยุติธรรม มิจฉาชีพเพิ่มขึ้น สังคมขาดความปลอดภัย ความเชื่อมั่นในการลงทุนและการใช้ชีวิตก็พังครืนลงมาตามๆ กัน
เราจะออกจากลูปนรกนี้ได้อย่างไร?
การแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ไม่สามารถรอพึ่งพา "ฮีโร่" หรือหวังพึ่ง "ทนายปีศาจ" ให้มาช่วยกางเต็นท์สู้คดี แต่ต้องแก้ที่ "ระบบ" เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจและเพิ่มการตรวจสอบ:
- กำหนดกรอบเวลาและตรวจสอบได้ (Time-bound & Transparency)
กระบวนการทางกฎหมายต้องมีระบบที่ให้ประชาชนตรวจสอบสถานะได้แบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดกรอบเวลาสูงสุดในแต่ละขั้นตอน หากล่าช้ากว่ากำหนดโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
- คานอำนาจการสอบสวน (Checks & Balances)
อำนาจในการสืบสวนและสั่งฟ้องไม่ควรผูกขาด ต้องมีการถ่วงดุลระหว่างตำรวจและอัยการตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จงใจสร้างหลักฐานเท็จหรือจับแพะ
- ทลายกำแพงต้นทุนความยุติธรรม
รัฐต้องยกระดับกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงง่าย และปรับปรุงระบบการประกันตัวให้ประเมินจากพฤติการณ์การหลบหนี ไม่ใช่จำนวนเงินในบัญชี
- พลังการตรวจสอบจากภาคสังคม (Social Watchdog)
การเกาะติดของสื่อและประชาชนคือสปอตไลต์ที่ทรงพลังที่สุด ที่จะบีบให้ฟันเฟืองที่เคยเป็นสนิมต้องกลับมาทำงานอย่างตรงไปตรงมา
ตราบใดที่เรายังปล่อยให้ความยุติธรรมเป็นเรื่องของการเสี่ยงดวง วลีที่ว่า "Justice delayed is justice denied“ ก็จะยังคงเป็นคำสาปของสังคมไทย
ถ้าอยากจะแก้ ผมว่ามันไม่ใช่แค่การสอนให้คนเป็นคนดี แต่คือการสร้างระบบที่โปร่งใส เด็ดขาด และรวดเร็วพอ ที่จะทำให้คนชั่วไม่กล้าทำผิด และคนบริสุทธิ์มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องอย่างแท้จริงความยุติธรรมคนไทยได้อย่างถึงใจ
บันทึก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย