22 มิ.ย. เวลา 00:00 • สุขภาพ

ทำไมประเทศที่แดดแรงเกือบทั้งปีอย่างไทย ถึงมีคนขาดวิตามิน D มากถึง 45%

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก ประเทศที่ร้อนตับแตกแบบนี้ น่าจะเป็นประเทศสุดท้ายที่คนจะขาดวิตามินตัวนี้ แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในไทยกลับบอกตรงกันข้าม คนไทยจำนวนมากมีระดับวิตามิน D ในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งที่อาศัยอยู่ใต้แดดจัดมาทั้งชีวิต
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปริมาณแดดในประเทศ แต่อยู่ที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามิน D ที่สะสมกันมานาน บทความนี้จะพาไปดูว่าวิตามิน D คืออะไร ทำงานอย่างไรในร่างกาย ทำไมคนไทยขาดได้ทั้งที่แดดจัด ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันแยกตามช่วงอายุ สัญญาณเตือนเมื่อขาดหรือกินเกิน และวิธีรับให้พอแบบที่ทำได้จริง
วิตามิน D คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย
วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งมีความพิเศษกว่าวิตามินตัวอื่นคือร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ต่างจากวิตามินส่วนใหญ่ที่ต้องได้รับจากอาหารเพียงทางเดียว
วิตามิน D มีอยู่สองรูปแบบหลักที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ คือ D2 ที่พบในพืชและเห็ด และ D3 ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจากแสงแดด และพบได้ในอาหารจากสัตว์
กระบวนการทำงานเริ่มจากรังสี UVB ในแดดกระทบผิวหนัง กระตุ้นให้ผิวสร้าง D3 ในรูปแบบเริ่มต้น จากนั้น D3 จะถูกส่งไปที่ตับ เปลี่ยนเป็นสารที่ใช้วัดระดับในเลือด ก่อนที่ไตจะเปลี่ยนสารนี้อีกครั้งเป็นรูปแบบออกฤทธิ์ที่ร่างกายนำไปใช้จริง
จุดที่น่าสนใจคือรูปแบบออกฤทธิ์นี้ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนมากกว่าวิตามินทั่วไป เพราะไปจับกับตัวรับในเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ในกระดูกหรือลำไส้อย่างที่หลายคนเข้าใจ นี่คือเหตุผลที่วิตามิน D ส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมากกว่าที่คิด
ประโยชน์ของวิตามิน D ครอบคลุมมากกว่าแค่กระดูก
กระดูกและฟันยังคงเป็นบทบาทที่คนรู้จักมากที่สุด วิตามิน D ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น หากระดับในเลือดต่ำ ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้น้อยลงมาก แม้กินแคลเซียมในปริมาณมากเพียงใดก็ตาม ผลที่ตามมาคือกระดูกบางและเสี่ยงกระดูกหักง่ายในผู้สูงอายุ หรือกระดูกอ่อนผิดรูปในเด็ก
ภูมิคุ้มกันเป็นอีกระบบที่วิตามิน D เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง ตัวรับของสารนี้พบในเซลล์ภูมิคุ้มกันหลายชนิด ทั้ง T-cell และ macrophage งานวิจัยพบว่าวิตามิน D มีบทบาทช่วยปรับสมดุลการทำงานของภูมิคุ้มกัน ทั้งช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น และช่วยลดการอักเสบที่มากเกินไป คนที่ระดับต่ำมักมีแนวโน้มติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยกว่าคนทั่วไป
กล้ามเนื้อก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากระดับวิตามิน D ผู้ที่ขาดมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเซ หรือเสี่ยงล้มง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งการล้มในวัยนี้อาจนำไปสู่กระดูกหักและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
อารมณ์และสุขภาพจิตเป็นมิติที่หลายคนคาดไม่ถึง สมองมีตัวรับวิตามิน D อยู่หลายบริเวณ รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามิน D ที่ต่ำกับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า แม้ความสัมพันธ์นี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจระดับวิตามิน D ในผู้ที่มีอาการทางอารมณ์ร่วมด้วย
แสงแดด อาหาร และอาหารเสริม สามแหล่งที่มาของวิตามิน D
แสงแดดเป็นแหล่งที่ร่างกายผลิตได้เองและมีประสิทธิภาพสูงสุด การให้ผิวสัมผัสแดดช่วงเช้าหรือบ่ายประมาณ 10-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยไม่ทาครีมกันแดดในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ก็เพียงพอสำหรับคนผิวขาวถึงผิวสีกลาง ส่วนคนผิวเข้มอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ เพราะเม็ดสีผิวลดความสามารถในการสร้างวิตามิน D จากแดด
แหล่งอาหารตามธรรมชาติมีไม่มากนัก ที่พบบ่อยได้แก่ปลาที่มีไขมันสูงอย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ไข่แดง เห็ดที่ผ่านการฉายแสง UV ตับสัตว์ และนมหรือซีเรียลที่เสริมวิตามิน D
สำหรับคนที่ออกแดดน้อยหรือกินอาหารที่มีปริมาณไม่พอ การกินอาหารเสริม D3 เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกและควบคุมปริมาณได้แน่นอนกว่าการพึ่งแดดเพียงอย่างเดียว
ทำไมคนไทยขาดวิตามิน D ทั้งที่แดดจัดแบบนี้
ปัจจัยแรกคือการหลีกเลี่ยงแดดโดยตรง คนไทยจำนวนมากเลี่ยงออกแดดเพราะกลัวผิวคล้ำหรือกลัวมะเร็งผิวหนัง และมักออกแดดในช่วงที่แดดไม่แรงพอ เช่น เช้ามากหรือเย็นมาก
ปัจจัยที่สองคือการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ ครีมกันแดดที่มี SPF สูงช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้จริง แต่ก็ลดการสร้างวิตามิน D จากผิวหนังไปด้วยเช่นกัน
ปัจจัยที่สามคือการใช้ชีวิตในอาคารเป็นหลัก คนทำงานออฟฟิศ นักเรียน หรือคนเมืองส่วนใหญ่ใช้เวลากลางวันอยู่ในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้ผิวไม่ได้สัมผัสแดดเพียงพอตลอดทั้งวัน
ปัจจัยที่สี่คือเม็ดสีผิวที่สูงกว่า คนเอเชียมีเม็ดสีผิวมากกว่าคนผิวขาว ซึ่งทำหน้าที่กรองรังสี UVB ตามธรรมชาติ ทำให้ต้องใช้เวลาตากแดดนานกว่าจึงจะผลิตวิตามิน D ได้ในปริมาณเท่ากัน
ปัจจัยสุดท้ายคือน้ำหนักตัวและไขมันสะสม เพราะวิตามิน D ละลายในไขมัน คนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากอาจมีระดับวิตามิน D ในกระแสเลือดต่ำกว่า เนื่องจากถูกกักไว้ในเนื้อเยื่อไขมันแทนที่จะหมุนเวียนในเลือด
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ประเทศแดดจัดอย่างไทยกลับมีอัตราคนขาดวิตามิน D สูงกว่าที่ควรจะเป็น
ปริมาณวิตามิน D ที่ควรได้รับต่อวัน แยกตามช่วงอายุ
ปริมาณที่แนะนำมักอ้างอิงหน่วยเป็นไมโครกรัมหรือ International Unit โดย 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU ทารกอายุ 0-12 เดือนต้องการประมาณ 400 IU ต่อวัน เด็กอายุ 1-18 ปีและผู้ใหญ่อายุ 19-70 ปีต้องการประมาณ 600 IU ต่อวัน ผู้สูงอายุ 71 ปีขึ้นไปต้องการมากขึ้นเป็น 800 IU ต่อวัน ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการประมาณ 600 IU ต่อวันเช่นกัน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าแนะนำทั่วไปสำหรับคนปกติ ในบางกรณีที่ตรวจพบว่าระดับในเลือดต่ำมาก แพทย์อาจสั่งให้กินในปริมาณสูงกว่านี้ชั่วคราวเพื่อปรับระดับให้กลับมาปกติ ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
สัญญาณที่บอกว่าอาจกำลังขาดวิตามิน D
อาการขาดมักไม่ชัดเจนในช่วงแรก หลายคนไม่รู้ตัวจนกว่าจะตรวจเลือด อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ปวดกระดูกหรือปวดหลังส่วนล่าง กล้ามเนื้ออ่อนแรงเดินเซหรือล้มง่ายในผู้สูงอายุ อารมณ์หดหู่หรือซึมเศร้า ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยกว่าปกติ ผมร่วงผิดปกติ และแผลหายช้ากว่าปกติ
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายข้อ การตรวจระดับวิตามิน D ในเลือดจะช่วยยืนยันได้แม่นยำกว่าการดูจากอาการเพียงอย่างเดียว
กินวิตามิน D เกินขนาด อันตรายกว่าที่คิด
วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมไว้ได้ ทำให้การกินเกินจากอาหารเสริมเป็นเวลานานอาจเกิดพิษได้ ซึ่งต่างจากวิตามินที่ละลายในน้ำที่ร่างกายขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ง่ายกว่า
อาการที่บ่งบอกว่าอาจกินเกินขนาด ได้แก่คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียสับสนมึนงง ปวดท้องและท้องผูก ในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อไตและหัวใจ
ภาวะนี้มักเกิดจากการกินอาหารเสริมในปริมาณสูงมากเป็นเวลานาน ไม่ใช่จากแดดหรืออาหารตามธรรมชาติ เพราะร่างกายมีกลไกควบคุมการผลิตวิตามิน D จากแดดเอง จึงไม่ทำให้เกิดพิษจากแดดได้
สรุปสิ่งที่ควรจำเกี่ยวกับวิตามิน D
วิตามิน D เป็นมากกว่าวิตามินเพื่อกระดูก แต่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ และอารมณ์ด้วย คนไทยมีความเสี่ยงขาดสารอาหารตัวนี้ได้ทั้งที่อยู่ในประเทศแดดจัด เพราะพฤติกรรมหลีกเลี่ยงแดด การใช้ครีมกันแดด และการใช้ชีวิตในอาคารเป็นหลัก วิตามิน D ทำงานคล้ายฮอร์โมน ส่งผลต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย ปริมาณแนะนำต่อวันอยู่ที่ 400-800 IU ขึ้นกับช่วงอายุ
การออกแดดยามเช้าหรือบ่าย 10-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งช่วยให้ร่างกายผลิตได้ อาการขาดมักไม่ชัดเจน การตรวจเลือดให้ผลแม่นยำกว่าการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว และการกินอาหารเสริมเกินขนาดเป็นเวลานานก็มีความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเช่นกัน
หากสงสัยว่าตนเองอาจขาดวิตามิน D หรือกำลังพิจารณากินอาหารเสริมในปริมาณสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม เพื่อตรวจระดับในเลือดและรับคำแนะนำที่เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม: https://healthntier.com/blog/vitamin-d-benefits-dosage-deficiency
🌐 เว็บไซต์หลัก: https://healthntier.com
📲 Line Official: @561aszhq
โฆษณา