22 มิ.ย. เวลา 03:05 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 64 กลยุทธ์กลืนเมือง: วิศวกรรมล้อมเมืองของออตโตมัน 💣

🟥 หลังปฏิวัติดินปืนเข้าสู่ยุคที่ออตโตมันเรืองอำนาจ (ศตวรรษที่ 15-17) การรบแบบเผชิญหน้าบนสมรภูมิเริ่มลดน้อยลง เพราะศัตรูรู้ดีว่าสู้กองทัพสุลต่านไม่ได้
🟥 ชาติยุโรปจึงเปลี่ยนไปใช้วิธีหลบหลังกำแพงเมืองหนาๆทำให้ "การล้อมเมือง" (Siege Warfare) กลายเป็นรูปแบบสงครามหลัก บีบให้ออตโตมันพัฒนาระบบการล้อมเมืองที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพขึ้นมา
🟥 ตอนนี้เพื่อให้ผู้อ่านรับรู้และเข้าใจว่าการล้อมตีเมืองไม่ได้อาศัยแค่ปืนใหญ่ระดมยิงใส่กำแพงเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการทุ่มทรัพยากรก่อสงครามในทุกมิติทั้งบนดินและใต้ดิน!!
🟩 1. ศูนย์กระจายทรัพยากร: ท่อน้ำเลี้ยงสู่แนวหน้า 📦
🟩 การปิดล้อมเมืองใหญ่ๆ อาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือนานนับปี ดังนั้นเมื่อมีกำหนดแผนการปิดล้อม แผนการที่ทำนำหน้าไปก่อนกองทัพจะออกเดินทางก็คือ แผนด้านโลจิสติกส์ ออตโตมันจึงไม่ได้ตั้งค่ายแบบลวกๆ แต่พวกเขากำหนดจุดยุทธศาสตร์เพื่องสร้าง "เมืองชั่วคราว" ที่มีระบบการจัดการเทียบเท่าคลังสินค้าขนาดใหญ่
ศูยน์กระจายทรัพยากร
🟩 หน่วยวิศวกร หน่วยเดฟเทอร์ดาร์ (บัญชี+เสมียน) หน่วยเสบียง หมอสนาม จะเริ่มสร้างสายการส่งกำลังบำรุงและทรัพยากรตลอดเส้นทางเดินทัพ เพื่อรวบรวมเสบียร ยุทธปัจจัย และ เวชภัณฑ์จากพื้นที่ต่างๆเพื่อส่งเข้าสายการบำรุง ทำให้ทรัพยากรสนับสนุนไหลไปยังแนหน้าอย่างต่อเนื่อง
หน่วยวิศวกรร้างสายการส่งกำลังบำรุงปรับปรุงพื้นที่เดินทัพ
🟩 ทันทีที่ทัพหน้าไปถึง พวกเขาจะเคลียร์พื้นที่และตั้งเต็นท์แบ่งโซนอย่างชัดเจน มีการคำนวณและจัดเก็บ "พาเลท" เสบียงกรัง ดินปืน และลูกปืนใหญ่หินอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้เบิกจ่ายไปยังแนวหน้าได้ต่อเนื่องโดยที่สต็อกไม่ขาดช่วง
การแบ่งโซน จัดเก็บ "พาเลท" เสบียงกรัง ดินปืน และลูกปืนใหญ่
🟩 ในขณะเกมสงครามดำเนินไป โรคระบาดและสุขอนามัยที่แย่ คือตัวทำลายกองทัพออตโตมันแก้ปัญหานี้ด้วยการขุดระบบระบายน้ำทิ้งและส้วมหลุมที่ถูกหลักอนามัย เพื่อรักษากำลังพลให้พร้อมรบที่สุดตลอดการตั้งแคมป์อันยาวนาน
🟨 2. เครือข่ายคูเพลาะ: ถนนสู่การเข้าประชิด🛤️
🟨 ป้อมปราการฝั่งยุโรปเองก็ทุ่มงบจัดหาปืนใหญ่ ปืนไฟมาใช้ในการป้องกันเมืองเช่นกัน การทุ่มสรรพกำลังเดินหน้ากระดานเข้าหากำแพงเมืองคือการฆ่าตัวตาย และสูญเสียทรัพยากรมากเกินไป วิศวกรออตโตมันจึงนำเอาการขุดคูเพลาะ (Trenches) เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางเข้าใกล้กำแพงเมืองมากขึ้น
🟨 ทหารช่างจะขุดคูเพลาะเป็นแนวซิกแซกเข้าหากำแพงเมืองศัตรู การขุดในลักษณะนี้ทำให้ปืนใหญ่และปืนไฟจากบนกำแพงเมืองไม่สามารถยิงสวนเข้ามาในแนวตรงของสนามเพลาะได้
แนวสนามเพลาะขณะล้อมเมือง
🟨 ทหารออตโตมันอาศัยบังเกอร์ดินและกระสอบทรายขยับเข้าไปใกล้กำแพงเมืองเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ในระยะที่สามารถตั้งปืนใหญ่สนามหรือปืนครกยิงกดดันในระยะประชิดได้ ยุทธวิธีนี้กลายเป็นต้นแบบที่และชาติยุโรปนำไปประยุกต์ใช้ในเวลาต่อมา
 
🟨 เมื่อขุดคูเข้าไปใกล้กำแพงในระยะหวังผล หน่วยปืนใหญ่ (Topçular) จะสร้างบังเกอร์ดินที่แน่นหนาเพื่อเป็นฐานตั้งเตาหลอมและติดตั้งปืนใหญ่สำหรับระดมยิงเจาะจงไปที่จุดอ่อนจุดเดียวของกำแพง
ภาพการติดตั้งปืนใหญ่สำหรับระดมยิงไปยังกำแพง
🟧3. ลาอึมจึ (Lağımcı - เพลิงมฤตยูจากใต้ดิน) 🧨
🟧 ในขณะที่ปืนใหญ่ระดมยิงเพื่อพังกำแพงด้านบนเสนาธิการออตโตมันก็ใช้ "ใต้ดิน" ในการสร้างคามได้เปรียบในการล้อมตีเมืองนี่คืองานของหน่วย Lağımcı (ทหารขุดอุโมงค์) ซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากช่างเหมืองแร่ฝีมือดีจากภูมิภาคบอลข่าน (เช่น เซอร์เบียและบอสเนีย)
น่วย Lağımcı (ทหารขุดอุโมงค์)ขณะกำลังลำเลียงดินปืน
🟧 ทหารช่างจะขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินผ่านชั้นหินและดินเพื่อข้ามคูเมืองตรงไปยังฐานรากของกำแพงปราการ เมื่อขุดไปถึงใต้ฐานกำแพง พวกเขาจะใช้ท่อนไม้ค้ำยันไว้
🟧 จากนั้นจะอัดดินปืนจำนวนมหาศาลเข้าไปในห้องใต้ดิน (Mine Chamber) แล้วจุดชนวนระเบิดแรงระเบิดจะทำให้ฐานรากทรุดตัวและกำแพงหินพังทลายลงมาเปิดทางให้นำทหารเข้าตี
กำแพงหินพังทลายจากการจุดระเบิดใต้ดิน
🟧 การแก้เกมส์ของฝ่ายตั้งรับ ในการล้อมกรุงเวียนนาครั้งที่ 2 (ปี 1683) สงครามใต้ดินทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ฝ่ายตั้งรับในเมืองต้องนำถังน้ำหรือระฆังวางไว้บนพื้นเพื่อฟังแรงสั่นสะเทือน และขุดอุโมงค์สวนลงไปเพื่อต่อสู้กันอย่างโหดเหี้ยมในความมืดใต้ดิน
🟪 4. สงครามจิตวิทยาและการโจมตีเป็นระลอก ⚔️
ออตโตมันเป็นจักรวรรดิยุคแรกๆ ที่เข้าใจว่า "ชัยชนะเริ่มต้นที่การทำลายขวัญกำลังใจของศัตรู" พวกเขาจึงสร้างเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์และเสียงเพื่อกดดันข้าศึก
🟪 ทหารเมห์เทอร์ (Mehterân): คณะดุริยางค์ทหารของออตโตมันที่ใช้เสียงกลองขนาดใหญ่ (Kös) ฉาบ และปี่แตร ประโคมดนตรีที่มีจังหวะหนักแน่นและดุดันตลอดทั้งวันทั้งคืน เสียงนี้จะดังสะท้อนเข้าไปในกำแพงเมืองที่ถูกปิดล้อม
 
🟪สร้างสภาวะอดนอนและความเครียดสะสมให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ในทางกลับกัน ดนตรีนี้ช่วยกระตุ้นสารอะดรีนาลีนและกลับสร้างความฮึกเหิมให้แก่ทหารออตโตมัน
กองทหารเมห์เทอร์ (Mehterân): คณะดุริยางค์ทหารของออตโตมัน
🟪กลสร้างทัศนียภาพแห่งความน่ากลัว กองทัพออตโตมันจะตั้งค่ายพักแรมขนาดมหึมาล้อมรอบเมืองอย่างเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ในยามค่ำคืนจะมีการจุดคบเพลิงนับหมื่นดวงเพื่อแสดงให้ฝ่ายตั้งรับเห็นถึงจำนวนไพร่พลที่ต่างกันอย่างมหาศาล เสมือนการโจมตีจะไม่มีวันจบสิ้น
.
🟫 เมื่อกำแพงมีช่องโหว่ การส่งทหารโจมตีขั้นเด็ดขาดจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ:
🟫 ระลอกแรก (ทหารเกณฑ์และหน่วยกล้าตาย): เสนาธิการจะส่งหน่วย บาชิ-บาซูค (Bashi-bazouks) ซึ่งเป็นทหารรับจ้างและทหารเกณฑ์ที่อาวุธเบา เข้าไปโจมตีเป็นระลอกแรกๆ เพื่อตัดกำลังและทำให้ศัตรูบนกำแพงเมืองต้องใช้กระสุนและแรงกายไปจนเกือบหมด
การโจมตีระลอกแรกโดย หน่วยบาชิ-บาซูค
🟫 ระลอกสอง กองทหารราบส่วนภูมิภาคที่มีอาวุธและชุดเกราะที่ดีกว่าจะเข้าตัดกำลังต่อ ที่น่าย้อนแย้งที่สุดคือ ในขณะที่ฝ่ายป้องกันทุ่มทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเมืองอย่างสุดชีวิต ณ ที่ตั้งทัพหลวงเหล่าเจนิสซารี่กลับอยู่ในช่วงกำลังพักผ่อน นั่งจิบกาแฟ สวดมนต์ พูดคุย อ่านหนังสือ ทหารอาชีพเหล่านี้กำลังรอสัญญาณให้เข้าตีในระลอกสุดท้าย
🟫 ระลอกสาม (เจนิสซารี่): เมื่อกองทหารรักษาเมืองของศัตรูเหนื่อยล้าถึงขีดสุด เสียงกลองเมห์เทอร์ (Mehter) จะดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการพุ่งชาร์จของทหารเยนิเชรีชั้นยอดที่สดชื่นและมีระเบียบวินัยขั้นสูง เข้ากวาดล้างและปิดฉากยึดเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ
การบุกเข้าเมืองระลอกสุดท้ายโดยเจนิสซารี่
🚩 บทสรุป : เมื่อดุริยางค์เมห์แตร์กู่ก้อง = ไม่มีสถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป
🟦 ความก้าวหน้าวิศวกรรมการล้อมเมืองของออตโตมันในช่วง (ศตวรรษที่ 15-17) คือภาพสะท้อนของการผสาน "กำลังคน เทคโนโลยีทำลายล้าง และระบบจัดการ" เข้าด้วยกัน
🟦 พวกเขาเปลี่ยนการทำสงครามที่อาศัยแค่ความกล้าหาญ บ้าบิ่น ให้กลายเป็นระบบการล้อมตีเมืองที่อาศัยทุกปัจจัยเข้าถล่มพร้อมกัน การพร่ากำลัง การบริหารทรัพยากร และ สงครามจิตวิทยา
🟦 นั้นจึงเป็นคำตอบที่่ว่าในช่วงยุคทองของออตโตมันไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับฝ่ายตรงข้ามเลยไม่ว่าจะ กลางสมรภูมิ หรือ ในป้อมปราการ
ตอนที่ 65 โลจิสติกส์กองทัพออตโตมัน : สำรวจท่อน้ำเลี้ยงกระดูกสันหลังแห่งจักรวรรดิ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา