22 มิ.ย. เวลา 05:24 • ความคิดเห็น

สามคณิตบิดจิตมนุษย์

สมองมนุษย์ดูจะเฉลียวฉลาด คิดอะไรซับซ้อนได้กว่าสัตว์อื่นมาก แน่นอนว่ามนุษย์แต่ละคนก็มีความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆไม่เท่ากัน รวมถึงความรู้สึกต่อตัวเลขที่มีผลในการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนชีวิตก็มี แม้แต่คณิตศาสตร์ง่ายๆที่หลายคนก็เรียนมาและคำนวณได้ถูก แต่พอไม่เข้าใจความหมายก็อาจจะใช้ชีวิตผิดไปได้
มีตัวเลขคณิตศาสตร์พื้นฐานอยู่สามเลขที่พอเข้าใจแล้ว ชีวิตอาจจะไม่เหมือนเดิม..
1. พับกระดาษ 42 ทบหนาเท่าไหร่
กระดาษ A4 ปกติหนาประมาณ 0.1 มิลลิเมตร ในทางปฏิบัติเราคงพับได้ซัก 6-7 ทบก็คงพับไม่ลงแล้ว แต่ถ้าสมมติว่าเราพับได้แล้วพับกระดาษไปเรื่อยๆ ประมาณ 42 ทบ ความหนาของกระดาษจะหนาประมาณไหน
มีคนเคยถามในห้องสัมมนาทั่วไป ผมก็เคย ส่วนใหญ่ก็จะทำมือให้ดูว่าหนาน่าจะประมาณศอกนึง กลัวว่าเป็นคำถามทริกหน่อยก็ทำแขนให้ดูว่าหนาเป็นวาก็มี โดยความรู้สึกของมนุษย์อย่างเราๆท่านๆ เราจะคิดเป็น linear ก็คือหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ก็คงประมาณกระดาษ 42 แผ่น แต่การพับกระดาษแบบนี้คือความหนาที่โตขึ้นแบบ exponential ซึ่งทำให้ความหนาของการพับกระดาษ 42 ครั้ง
…เท่ากับโลกไปดวงจันทร์…
นี่คือพลังของ exponential ที่ทำให้เราไม่สามารถกะประมาณการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการอย่างรวดเร็วของ AI ได้เลย เพราะ AI เก่งขึ้นด้วยเรตนั้น คุณ Ray Kurzweil futurist ผู้ทำนายถึง AGI เมื่อสามสิบปีก่อนแล้วคนหัวเราะเยาะเขาก็เล่าว่าเพราะเขาเข้าใจ exponential power ถึงรู้ว่า AGI เป็นไปได้ในเวลาแค่ 30 ปีตั้งแต่สมัย PC เพิ่งมาถึง
การปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่ที่ AI และวิทยาการต่างๆที่กำลังมาถึงพร้อมความสามารถของ AI ความพยายามเข้าใจถึงความต่างระหว่าง exponential กับ linear thinking ของมนุษย์จึงสำคัญมากๆในการคาดการณ์และเตรียมตัวทั้งตัวเองและองค์กร
2. Magic number of 72
พี่จิ๋มสุวภา เจริญยิ่ง นักการเงินในตำนานเคยเล่าถึงคุณครูเกษียณชาวสหรัฐคู่หนึ่งที่มาใช้ชีวิตอยู่โรงแรมโอเรียนเต็ลนานเป็นเดือนได้โดยที่คุณครูในรุ่นเดียวกันทำไม่ได้ เพราะเข้าใจความลับของเลข 72 นี้
พี่จิ๋มมักจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า 72 หาร 1 ได้เท่าไหร่ ทุกคนจะตอบว่า 72 แล้วหาร 2 ล่ะ ทุกคนก็จะตอบว่า 36 ครับ… แล้วหาร 10 ล่ะ ก็ 7.2 เป็นคณิตศาสตร์ง่ายๆ
แล้วพี่จิ๋มก็เล่าว่า ถ้าเรามีเงินเท่ากัน คนหนึ่งฝากเงินธนาคารได้ดอกเบี้ย 1 เปอร์เซ็นต์ เงินก้อนนั้นจะทบต้นภายใน 72 ปี แต่ถ้าอีกคนเอาไปลงทุน ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เงินก้อนเดียวกันจะทบต้นภายใน 7.2 ปี ผ่านไปหลายสิบปี คนสองคนเริ่มด้วยเงินเท่ากันแต่ผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว
นั่นคือพลังของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) นั่นเอง..
เป็นพลังที่ทั้ง ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรการและวอร์เรน บัฟเฟต์ เข้าใจอย่างลึกซึ้งและใช้พลังลึกลับนี้สร้างตัวเอง ดร นิเวศน์เริ่มต้นด้วยเงินลงทุน 10 ล้านบาทจนน่าจะมีเป็นหมื่นล้านได้ในระยะเวลา 30 ปีต่อมา พลังของดอกเบี้ยทบต้นนี่น่าสนใจมาก เพราะมีคนเคยบอกว่า มูลค่าทรัพย์สินของปู่วอร์เรนเกือบ 90% งอกเงยหลังจากปู่อายุ 65 ปีมานี้เอง
ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ เราก็ควรจะเริ่มทำการศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆให้มีความรู้มากพอที่จะหาผลตอบแทนให้มากกว่าแค่ฝากธนาคารแล้วได้ 1% แน่ๆ อาจจะไม่ได้ถึงกับ 10% ต่อปี แต่ก็มีสินทรัพย์เสี่ยงน้อยเยอะมากที่ให้ผลตอบแทนอยู่ระหว่างนั้น เพราะคนที่รู้ความลับนี้ พอให้เวลาทำงาน เริ่มต้นคู่คี่ สามสิบปีห่างกันเยอะอย่างแน่นอน
3. Time battle
ผมเพิ่งดู tedtalk โดยคุณ Dino Ambrosi เขาเปิดด้วยสถิติที่น่าสนใจมาก เขาโชว์จุดเต็มหน้าจอและบอกว่าเป็นจุดที่แทนจำนวนเดือนของเด็กอายุ 18 ที่จะมีอายุถึง 90 ปี จุดบนจอจะเยอะมาก
แล้วเขาค่อยๆตัดจุดออกเริ่มจาก 1 ใน 3 จะหายไปเพราะเป็นเวลานอน 126 เดือนจะต้องใช้ไปกับเรียนและทำงาน เวลาบนรถก็ทำให้จุดหายไป 18 เดือน (เมืองไทยอาจจะหนักกว่า) 36 เดือนใช้ไปกับการกินและทำกับข้าว อาบน้ำแต่งตัวก็หายไปอีก 27 เดือน ทำธุระส่วนตัวก็ประมาณ 36 เดือน
เหลืออยู่ประมาณ 334 เดือนสำหรับเรื่องที่เราได้ทำเพื่อตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเดินทางรอบโลก ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เรียนรู้ พัฒนาและสร้างคุณค่าให้กับโลก วิธีการใช้ การลงทุนกับเรื่องสำคัญๆไม่ว่าจะเป็นออกกำลัง เรียนรู้ หาประสบการณ์ให้ตัวเองของ 334 เดือนที่เหลืออยู่จะบอกถึงคุณภาพชีวิตจริงๆของเราที่จะสั่งสมเมื่ออายุมากขึ้น
เขาถามว่า เราควรจะทำอะไรกับเวลาที่มี ควรจะลงทุนกับอะไร ควรจะอยู่กับใคร ควรจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร
ถึงตรงนี้ ในห้องไม่มีใครตอบว่าควรจะเอาเวลาไปเล่น tiktok ดูซีรีส์ยาวๆเลยพอรู้สึกว่าเวลาเหลือน้อย
แต่คุณ Dino จบด้วยการเปิดสถิติของเด็กอายุ 18 ในสหรัฐ (ในไทยก็คงไม่ต่าง) ว่าใช้เวลา 93% ของเวลาที่เหลืออยู่นั้น ไปกับ “Screen time” อยู่หน้าจอ
คุณ Dino ถามคนในห้องว่า ถ้าเรารอจนแก่ เราจะเสียใจมากแค่ไหนว่าเราควรจะได้ทำ ได้เรียน ได้ใช้ชีวิตมากกว่านี้ ถ้าเราไม่ถูก “distracted” ไปกับหน้าจอไร้สาระเหล่านั้น และที่น่ากลัวก็คือ ถ้าเราใช้ชีวิต 26 ปีไปกับ screen time เราจะเป็นคนอย่างไรกัน อัลกอริทึ่มจะสิงร่างและทำให้เราเป็นคนแบบไหนกันแล้วเราอยากเป็นคนแบบนี้หรือ…
เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ ยิ่งถ้าเราไปประยุกต์ใช้กับกฎหมื่นชั่วโมงถ้าเราอยากเก่งอะไรซักอย่างกว่าคนอื่น และคำถามแห่งชีวิตว่าเราควรจะใช้เวลาที่เหมือนจะมีเยอะแต่น้อยกว่าที่คิดไปกับกิจกรรมอะไรดี
มีคนบอกว่า คณิตศาสตร์คือภาษาจักรวาล คณิตศาสตร์ง่ายๆแบบนี้บางทีก็เป็นความลับจักรวาลประเภทหนึ่งในระดับเส้นผมบังภูเขา ที่ถ้ารู้แล้วก็อาจเปลี่ยนชีวิตได้เหมือนกัน
ขออย่าแค่ประเมิน exponential compound interest และ screen time ต่ำเกินไปนะครับ..
โฆษณา