Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:09 • ยานยนต์
คืนเดียวพังทลาย! ไขปริศนาการล่มสลาย Renault-Nissan-Mitsubishi เกิดอะไรขึ้นถึงพังพินาศ?
ตำนานผู้บริหารที่เก่งกาจที่สุดในโลกธุรกิจยุคใหม่ ชื่อหนึ่งที่จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน คือชายที่พลิกฟื้นบริษัทที่กำลังจะตาย ให้กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดบนดาวดวงนี้ได้
ชายคนนี้ทำยอดขายรถยนต์ได้กว่า 10 ล้านคันต่อปี สามารถเอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota และ Volkswagen จนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานแห่งวงการยานยนต์
แต่แล้วในชั่วข้ามคืนเดียว ทุกอย่างกลับพลิกผัน ชายผู้เป็นดั่งพระเจ้าของวงการ ถูกรวบตัวทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
เขาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัท ถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกประจานท่ามกลางสายตาชาวโลก…
เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะอีกหนึ่งปีต่อมา เขาสร้างวีรกรรมการหลบหนีข้ามทวีปที่บ้าระห่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจ
ด้วยการซ่อนตัวในกล่องใส่เครื่องเสียง แล้วบินหลบหนีออกไปแบบเย้ยฟ้าท้าดิน ทิ้งไว้เพียงปริศนาและความวุ่นวาย
นี่คือเรื่องราวการขึ้นสู่จุดสูงสุด และการพังทลายของ Carlos Ghosn รวมไปถึงคำถามสำคัญที่ว่า อาณาจักรรถยนต์พังทลายลงได้อย่างไรในคืนเดียว
เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของผลกำไรหรือตัวเลขทางบัญชี แต่มันมีเบื้องหลังที่มืดมนและซับซ้อนกว่านั้นมาก
…
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นในปี 1999 สถานการณ์ของบริษัท Nissan ในเวลานั้น ไม่ใช่แค่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก แต่มันคือการนับถอยหลังสู่ความตาย
บริษัทมีหนี้สินพอกพูนกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายงานผลขาดทุนต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี โรงงานหลายแห่งถูกปล่อยทิ้งร้าง
ยุคนั้นประเทศญี่ปุ่นเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งติดหล่มอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติแบบดั้งเดิม
ระบบธุรกิจแบบเครือข่ายที่ถือหุ้นไขว้กันและผูกขาดการซื้อขาย ทำให้ซัพพลายเออร์เหล่านั้นมีต้นทุนที่สูงและไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อถึงทางตัน พวกเขาต้องการปาฏิหาริย์ และผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ Renault ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส
Renault ยอมเสี่ยงทุ่มเงินลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการถือหุ้นประมาณ 37% ใน Nissan…
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นยุคนั้นต่างส่ายหน้า และมองว่าทั้งสองบริษัทนี้คงจับมือกันเดินลงเหว
แต่ Renault ได้ส่งไพ่ตายใบสำคัญมาจัดการเรื่องนี้ เขาเป็นผู้บริหารที่ไม่มีใครในญี่ปุ่นเคยได้ยินชื่อมาก่อน
ชายคนนี้คือ Carlos Ghosn ผู้ที่มีเชื้อสายเลบานอน บราซิล ถือสัญชาติฝรั่งเศส และไม่มีประสบการณ์ทำงานในญี่ปุ่นเลย
ทันทีที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง Carlos Ghosn ได้ประกาศว่าจะทำให้ Nissan กลับมาทำกำไรได้ภายในหนึ่งปี หากทำไม่ได้เขาจะลาออกทันที
สื่อญี่ปุ่นมองว่าเขาเพ้อเจ้อ ผู้บริหารต่างชาติที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น จะมากอบกู้บริษัทที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติได้อย่างไร
แต่เขาไม่สนใจเสียงวิจารณ์ ลงมือผ่าตัดองค์กรอย่างเด็ดขาด เริ่มจากการสั่งปิดโรงงาน 5 แห่ง เลิกจ้างพนักงานถึง 21,000 ตำแหน่ง
ที่สร้างความตกตะลึงที่สุดคือการทลายระบบเครือข่ายดั้งเดิม โดยหั่นจำนวนซัพพลายเออร์จาก 1,145 บริษัท ลงเหลือเพียงประมาณ 600 บริษัท
ความเด็ดขาดนี้ทำให้สื่อญี่ปุ่นตั้งฉายาให้เขาว่า “The Cost Killer” หรือนักฆ่าต้นทุน…
ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างปาฏิหาริย์ ภายในเวลาเพียง 2 ปี Nissan สามารถพลิกกลับมารายงานผลกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี
ยอดขายพุ่งทะยาน รถสปอร์ตรุ่น 350Z กลายเป็นตำนานบนท้องถนนยุคใหม่ ส่วนรถรุ่น GTR ก็กลับมาทวงบัลลังก์ในสนามแข่ง
เมื่อถึงปี 2005 Carlos Ghosn ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ของทั้ง Renault และ Nissan ไปพร้อมกัน
นับเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์สองแห่งในเวลาเดียวกันได้
เครือข่ายพันธมิตรนี้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินมหาศาล มีการแชร์แพลตฟอร์มและเครื่องยนต์ร่วมกัน ช่วยประหยัดต้นทุนไปได้หลายพันล้านดอลลาร์
เรื่องราวดำเนินมาถึงปี 2016 บริษัทร่วมชาติอย่าง Mitsubishi เผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการโกงค่าทดสอบมลพิษ
หุ้นของบริษัทดิ่งลงเหวอย่างหนัก Nissan จึงฉวยโอกาสนี้เข้าซื้อหุ้น 34% ของ Mitsubishi ด้วยเงินประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์
Carlos Ghosn ได้เข้าไปนั่งเป็นประธานกรรมการของที่นั่นด้วย และนี่คือจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของอาณาจักรยานยนต์แห่งใหม่
พอถึงปี 2017 พันธมิตรกลุ่มนี้ก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุด พวกเขาสามารถขายรถยนต์รวมกันได้ถึง 10.6 ล้านคัน…
ขึ้นแท่นเป็นกลุ่มยานยนต์อันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาอำนาจอย่าง Volkswagen และ Toyota ได้สำเร็จ
ยุคนั้น Carlos Ghosn ใช้ชีวิตราวกับราชา นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปทั่วโลก จัดปาร์ตี้สุดหรูหรา และมีบ้านพักหลายแห่ง
เขาคือวีรบุรุษผู้รักษาตำแหน่งงานไว้ได้ถึง 150,000 ตำแหน่ง เขาคือคนที่ทรงอิทธิพลจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง
แต่ภายใต้ความสำเร็จที่สวยงาม รอยร้าวระดับโครงสร้างกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ความจริงก็คือ พันธมิตรกลุ่มนี้ไม่ได้มีความเท่าเทียมกันเลย โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงคือ Renault ถือหุ้นใน Nissan สูงถึง 43%
Renault มีสิทธิ์ในการออกเสียงเต็มที่ ในขณะที่ Nissan กลับถือหุ้นใน Renault เพียง 15% และไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงใดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลฝรั่งเศสยังเป็นผู้ถือหุ้น 15% ใน Renault อีกด้วย…
สิ่งนี้แปลว่ารัฐบาลฝรั่งเศสมีอิทธิพลและสามารถควบคุม Nissan ซึ่งเป็นบริษัทระดับสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นได้ทางอ้อม
ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อเขาพยายามผลักดันให้เกิดการบูรณาการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขาต้องการให้เกิดการ “Merger” หรือควบรวมกิจการอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้
เหตุผลทางธุรกิจชัดเจนมาก คือเพื่อผนึกกำลังทางต้นทุน และเตรียมพร้อมครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะมาถึง
แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงชาวญี่ปุ่นในสำนักงานใหญ่ของ Nissan เรื่องนี้คือฝันร้ายที่จะทำลายองค์กร
การควบรวมกิจการหมายถึงการสูญเสียอำนาจโดยสมบูรณ์ ไปอยู่ในมือของชาวฝรั่งเศส และรัฐบาลต่างชาติ
ผู้บริหารของ Nissan จึงเริ่มตั้งคำถามในห้องประชุมลับว่า พวกเขาจะหยุดยั้งการควบรวมกิจการครั้งนี้ได้อย่างไร
คำตอบเดียวที่พวกเขาคิดได้คือ ต้องกำจัด Carlos Ghosn ออกไปให้พ้นทางแบบถาวร…
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ Carlos Ghosn ลงจอดที่สนามบินในกรุงโตเกียว
ทันทีที่ประตูเครื่องเปิดออก อัยการญี่ปุ่นได้บุกขึ้นไปและทำการจับกุมเขาทันทีบนรันเวย์
ข้อกล่าวหาที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกคือ การจงใจรายงานค่าตอบแทนต่ำกว่าความเป็นจริงตลอดระยะเวลา 8 ปี
รวมถึงการนำเงินของบริษัทไปใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาล
Hiroto Saikawa ซึ่งเป็น CEO ของ Nissan ในเวลานั้น รีบจัดงานแถลงข่าวและระบุว่าบริษัทค้นพบความผิดปกติทั้งหมด
ในขณะที่ Carlos Ghosn ส่งข้อความออกมาตอบโต้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้คือการรัฐประหารของบอร์ดบริหาร
เขาระบุชื่อผู้บริหารหลายคน และกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นแทงข้างหลังเขา เพียงเพื่อต้องการล้มเลิกดีลควบรวมกิจการ…
จุดที่ตลกร้ายที่สุดเกิดขึ้นในอีก 9 เดือนต่อมา เมื่อคนที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกล่าวหาเขากลับถูกบีบให้ต้องลาออก
Hiroto Saikawa ถูกจับได้ในเรื่องอื้อฉาวแบบเดียวกัน เขาได้รับค่าตอบแทนเกินจริงผ่านโบนัสหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ
เขาออกมายอมรับผิด อ้างว่าตนเองไม่ทราบเรื่อง และเสนอที่จะคืนเงินทั้งหมด ก่อนจะก้าวลงจากตำแหน่ง
ในขณะเดียวกัน Greg Kelly มือขวาที่ถูกจับกุมพร้อมกัน ก็ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี
ระบบยุติธรรมของญี่ปุ่นอนุญาตให้กักขังผู้ต้องสงสัยไว้ได้ยาวนาน และสอบสวนอย่างหนักหน่วงเพื่อกดดันให้รับสารภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการตัดสินลงโทษสูงถึง 99.9% ซึ่งหมายความว่าแทบไม่มีโอกาสชนะคดี
แต่เมื่อถึงปี 2022 ศาลกลับตัดสินให้ Greg Kelly พ้นผิดในเกือบทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอ
เขาโดนเพียงโทษรอลงอาญาในข้อหาเล็กน้อย ส่วนความผิดเรื่องการรายงานตัวเลข บริษัท Nissan กลับเป็นฝ่ายถูกปรับเงิน…
ผู้สืบทอดตำแหน่งถูกจับได้ว่ารับเงินเกินจริง ส่วนมือขวาก็พ้นผิด แต่ตัวเขากลับยังคงถูกขังอยู่
เขาต้องใช้ชีวิตนานถึง 130 วันในห้องขังขนาดเล็กที่ไม่มีหน้าต่าง อากาศหนาวเหน็บ และถูกสอบสวนยาวนาน
ด้วยอัตราการแพ้คดีที่เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เขารู้ดีว่าจะไม่มีวันได้รับความยุติธรรมในประเทศนี้
เขาจึงตัดสินใจงัดแผนการที่โลกต้องจารึกขึ้นมาใช้…
วันที่ 29 ธันวาคม 2019 เขาอยู่ภายใต้การกักบริเวณในอพาร์ตเมนต์ที่โตเกียว ถูกกล้องวงจรปิดจับตาดูตลอด 24 ชั่วโมง
แต่วันนั้น ทีมงานช่วยเหลือได้ปรากฏตัวขึ้น นำโดยอดีตทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา แผนการนี้ถูกเตรียมมาอย่างแยบยล
เขาปลอมตัวเดินออกจากอพาร์ตเมนต์ นั่งรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าไปยังเมืองโอซาก้า และเช็คอินเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง
ทีมงานเตรียมกล่องสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งปกติใช้บรรจุอุปกรณ์เครื่องเสียงในงานคอนเสิร์ตมาวางไว้
กล่องนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะให้มนุษย์ลงไปนอนขดตัวได้ และมีการเจาะรูระบายอากาศไว้ที่ก้นกล่อง
เขาปีนเข้าไปซ่อนตัวอยู่ข้างใน ทีมงานเข็นกล่องใบนั้นออกจากโรงแรม และโหลดขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว…
ช่องโหว่สำคัญคือ สนามบินเจ็ตส่วนตัวของญี่ปุ่นบางแห่ง ไม่บังคับสแกนสัมภาระขนาดใหญ่ด้วยเครื่องเอกซเรย์เสมอไป
กล่องใบนั้นถูกนำขึ้นเครื่องโดยไม่มีใครเปิดดู เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บินไปลงจอดที่ประเทศตุรกี
พวกเขาเปลี่ยนเครื่องบินลำใหม่ แต่ยังคงใช้กล่องใบเดิม บินมุ่งหน้าสู่กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา
เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง เขาได้รับอิสรภาพ เนื่องจากเลบานอนไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศญี่ปุ่น
โลกทั้งใบต่างตกตะลึง ทนายความชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ด้วยอาการช็อกว่า ไม่รู้เรื่องแผนการนี้มาก่อนเลย
ญี่ปุ่นออกหมายจับสากลและสั่งริบเงินประกันตัว ตำรวจสากลออกหมายแดงเพื่อล่าตัวเขา…
แต่เลบานอนปฏิเสธคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐจะไม่ส่งมอบพลเมืองของชาติตนเองให้ประเทศอื่น
ผู้ที่รับเคราะห์คือทีมช่วยเหลือ ที่ถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปรับโทษจำคุกที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา
ในขณะที่ Carlos Ghosn ปลอดภัยอยู่ในกรุงเบรุต เขาจัดงานแถลงข่าวที่ดึงดูดสายตาสื่อมวลชนทั่วโลก
เขาประกาศก้องว่าไม่ได้หลบหนีความยุติธรรม แต่หนีจากความอยุติธรรมต่างหาก พร้อมแฉแผนการรัฐประหารทั้งหมด
เมื่อผู้นำสูงสุดกลายเป็นผู้หลบหนี ความไว้วางใจระหว่าง Renault และ Nissan ก็พังทลายลงในพริบตา
ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทดิ่งลงเหว เกิดสุญญากาศทางอำนาจ ภายในเวลาแค่ 2 ปี Nissan ต้องเปลี่ยนตัว CEO หลายครั้ง…
ยอดขายร่วงหล่นลงมาอย่างน่าใจหาย จากที่เคยอยู่จุดสูงสุดด้วยยอดขาย 10.6 ล้านคันในปี 2017
พอถึงปี 2022 พันธมิตรกลุ่มนี้มียอดขายเหลือเพียง 6.4 ล้านคัน ร่วงลงมาอยู่อันดับ 4 ของโลก
เฉพาะฝั่ง Nissan เผชิญกับหายนะ กำไรหดหาย โรงงานถูกปิด ขาดทุนสะสมหลายพันล้านดอลลาร์
ปีที่ผ่านมา Nissan ต้องประกาศปลดพนักงานทิ้ง 9,000 คน และลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 20%
ตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างน่าตกใจถึง 94% จนผู้บริหารต้องหักเงินเดือนตัวเองครึ่งหนึ่งเพื่อรับผิดชอบ
วิกฤตหนักจนถึงขั้นที่ Nissan พยายามเข้าไปเจรจาขอควบรวมกิจการกับ Honda แต่การเจรจาก็ล่มสลายลง…
เมื่อถึงเดือนมีนาคม 2025 Nissan ต้องรายงานผลขาดทุนสุทธิที่สูงถึง 4,500 ล้านดอลลาร์
นับเป็นความบอบช้ำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของบริษัท จนต้องงัดมาตรการฉุกเฉินมาใช้
สั่งปิดโรงงาน 7 แห่ง ลดพนักงานลงอีก 15% และระงับแผนการพัฒนารถรุ่นใหม่หลายรุ่นออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ทางด้านพันธมิตรเก่าอย่าง Renault ก็ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Nissan ลงมาเหลือเพียง 15% เท่ากัน
อาณาจักรที่ถูกใช้เวลาสร้างขึ้นมากว่า 2 ทศวรรษ ได้แตกสลายลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ…
เรื่องราวนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า เขาคืออาชญากร หรือเป็นเพียงเหยื่อของการหักหลังในห้องประชุมบอร์ดบริหาร
มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจมีพฤติกรรมสีเทาในการจัดการค่าตอบแทน หรือใช้ทรัพย์สินบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
แต่สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ คือความหวาดกลัวของผู้บริหารที่จะสูญเสียอำนาจ
พวกเขาจึงใช้ความผิดปกติทางการเงินเป็นข้ออ้าง และใช้ระบบยุติธรรมเป็นอาวุธในการกำจัดประธานของตัวเอง
แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ การหนีเอาตัวรอดครั้งนี้ คือสิ่งที่เร่งให้อาณาจักรยานยนต์ตายเร็วขึ้น…
ปัจจุบันในวัย 71 ปี เขายังคงติดอยู่ในประเทศเลบานอน ทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจผ่านระบบออนไลน์
ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรยานยนต์ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเดินโซเซเพียงเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
บริษัทยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้ถูกทำลายโดยคู่แข่ง แต่พวกเขากดปุ่มทำลายตัวเองจากภายใน
และนี่คือหนึ่งในการล่มสลายขององค์กรที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจสมัยใหม่ ที่เริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนเดียว
References : [reuters,bloomberg,ft,wsj,bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/unraveling-the-mystery-of-the-renault-nissan-mitsubishi-collapse/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ญี่ปุ่น
ธุรกิจ
การลงทุน
4 บันทึก
10
3
4
10
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย