23 มิ.ย. เวลา 00:00 • สุขภาพ

เช้าวันหนึ่งคุณอาจตื่นขึ้นมาพร้อมความเหนื่อยล้าที่ไม่หายไปไหน ทั้งที่เมื่อคืนนอนเต็มอิ่มแปดชั่วโมง หรือบางวันรู้สึกปวดหลังส่วนล่างแบบตื้อๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ไม่ได้ยกของหนัก ไม่ได้นอนผิดท่า

แต่ความปวดก็ยังอยู่ บางคนอาจสังเกตว่าตัวเองเดินเซง่ายกว่าเดิม หรือรู้สึกไม่มั่นคงเวลาลุกขึ้นเร็วๆ
เรื่องเหล่านี้มักถูกมองข้ามไปว่าเป็นผลจากความเหนื่อยสะสมหรือความแก่ตามวัย
แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดวิตามิน D ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในคนไทยอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่เราอาศัยอยู่ในประเทศที่มีแสงแดดแรงตลอดทั้งปี
อาการขาดวิตามิน D ที่พบบ่อยและมักถูกมองข้าม
ภาวะขาดวิตามิน D มักไม่แสดงอาการแบบเฉียบพลัน แต่จะค่อยๆ สะสมและแสดงออกมาในรูปแบบที่ไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้หลายคนไม่เชื่อมโยงอาการที่เกิดขึ้นกับสารอาหารตัวนี้
อาการแรกที่พบบ่อยที่สุดคือความอ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยง่ายและหมดแรงทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ เนื่องจากวิตามิน D มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อและระดับพลังงานในร่างกาย เมื่อระดับต่ำลง ร่างกายจึงรู้สึกล้าได้ง่ายกว่าปกติ
อีกอาการที่พบได้คือปวดกระดูกหรือปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเกิดจากการดูดซึมแคลเซียมที่ลดลงเมื่อระดับวิตามิน D ในเลือดต่ำ ทำให้กระดูกอ่อนแรงลงและเกิดความปวดแบบตื้อๆ ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดเมื่อยทั่วไป
กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเดินเซเป็นอีกสัญญาณที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งของการหกล้มที่อาจนำไปสู่กระดูกหักได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามิน D ต่ำกับความเสี่ยงด้านอารมณ์หดหู่หรือซึมเศร้า แม้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์นี้ให้ชัดเจนขึ้น และอาการติดเชื้อทางเดินหายใจที่บ่อยกว่าปกติ เพราะวิตามิน D มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
ทำไมคนไทยขาดวิตามิน D ทั้งที่อยู่เมืองร้อน
ฟังดูย้อนแย้งอย่างมากที่ประเทศซึ่งมีแสงแดดแรงตลอดทั้งปีกลับมีประชากรที่ขาดวิตามิน D ในระดับสูง แต่เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน เหตุผลก็ชัดเจนขึ้น
ประการแรก คนไทยจำนวนมากกลัวแดดและกลัวผิวคล้ำ จึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดโดยตรง และมักออกนอกบ้านในช่วงเวลาที่แดดไม่แรงพอจะกระตุ้นการสร้างวิตามิน D ในผิวหนัง
ประการที่สอง การใส่ครีมกันแดดเป็นประจำ ซึ่งแม้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้จริง แต่ก็ลดการสังเคราะห์วิตามิน D จากผิวหนังไปพร้อมกัน
ประการที่สาม วิถีชีวิตคนเมืองที่ใช้เวลากลางวันส่วนใหญ่อยู่ในอาคารและห้องปรับอากาศ ทำให้ผิวไม่ได้สัมผัสแสงแดดอย่างเพียงพอในแต่ละวัน
และประการสุดท้าย เม็ดสีผิวที่เข้มกว่าของคนเอเชียทำหน้าที่กรองรังสี UVB ตามธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่าต้องใช้เวลาตากแดดนานกว่าคนผิวขาวจึงจะผลิตวิตามิน D ได้ในปริมาณเท่ากัน
งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าคนไทยมากถึงราว 45% มีระดับวิตามิน D ในเลือดไม่เพียงพอ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันมีอิทธิพลต่อระดับวิตามิน D มากกว่าปริมาณแสงแดดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
กลุ่มเสี่ยงขาดวิตามิน D สูง
บางกลุ่มคนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน คนทำงานออฟฟิศที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาคารแทบไม่ได้สัมผัสแสงแดดในช่วงกลางวันเลย ผู้สูงอายุที่ผิวหนังผลิตวิตามิน D ได้น้อยลงตามอายุและมักออกแดดน้อยกว่าคนวัยทำงาน คนที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีไขมันสะสมสูง
เนื่องจากวิตามิน D เป็นสารที่ละลายในไขมัน จึงถูกกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมันมากกว่าจะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับในเลือดต่ำกว่าคนทั่วไปทั้งที่ได้รับในปริมาณเท่ากัน และคนที่ทาครีมกันแดดทุกวันโดยไม่เผยผิวรับแดดเลย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงแม้จะออกไปนอกบ้านบ่อยก็ตาม
ผลกระทบระยะยาวถ้าขาดวิตามิน D เรื้อรัง
หากปล่อยให้ระดับวิตามิน D ต่ำเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว กระดูกพรุนเป็นผลกระทบที่พบบ่อย เนื่องจากการดูดซึมแคลเซียมที่ลดลงต่อเนื่องทำให้มวลกระดูกบางลงเรื่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักง่ายขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่เต็มที่ ติดเชื้อบ่อยและหายช้ากว่าปกติ และกล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรังที่เพิ่มความเสี่ยงหกล้มในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงตามมา
วิธีตรวจระดับวิตามิน D ในเลือดให้แน่ชัด
การดูจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่แม่นยำนัก เพราะอาการขาดวิตามิน D มีความคล้ายคลึงกับภาวะสุขภาพอื่นได้หลายอย่าง วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจเลือดหาค่า 25-hydroxyvitamin D หรือ 25(OH)D ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่แพทย์ใช้ในการประเมินระดับวิตามิน D ในร่างกาย
การตรวจสามารถทำได้ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกทั่วไปด้วยการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว บางสถานพยาบาลยังมีชุดตรวจแบบ home test ที่สะดวกกว่า แต่ควรเลือกใช้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น และหากผลตรวจพบว่าระดับต่ำมาก แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาขนาดอาหารเสริมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ไม่ควรกินขนาดสูงด้วยตนเองโดยไม่ผ่านการตรวจก่อน เพราะการได้รับวิตามิน D เกินขนาดก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขาดวิตามิน D
อาการขาดวิตามิน D ใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะรู้ตัว อาการขาดมักค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน หลายคนจึงไม่รู้ตัวจนกว่าจะได้ตรวจเลือด
การขาดวิตามิน D ทำให้ปวดหัวได้หรือไม่ ปวดหัวไม่ใช่อาการหลักที่พบบ่อยจากการขาดวิตามิน D แต่บางคนอาจมีอาการปวดหัวร่วมกับความเหนื่อยล้าและอารมณ์แปรปรวนได้ หากมีอาการปวดหัวเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
คนผิวคล้ำเสี่ยงขาดวิตามิน D มากกว่าคนผิวขาวจริงหรือไม่ คำตอบคือจริง เนื่องจากเม็ดสีผิวที่มากกว่าทำหน้าที่กรองรังสี UVB ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวคล้ำผลิตวิตามิน D ได้ช้ากว่าและต้องใช้เวลาตากแดดนานกว่าจึงจะได้ปริมาณเท่ากัน
การตรวจวิตามิน D ต้องอดอาหารก่อนหรือไม่ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องอดอาหารก่อนตรวจ แต่ควรสอบถามสถานพยาบาลที่จะเข้ารับการตรวจอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละแห่งอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป
สามารถกินวิตามิน D เสริมเองได้โดยไม่ต้องตรวจเลือดก่อนหรือไม่ การกินในปริมาณตามคำแนะนำทั่วไปสามารถทำได้ แต่หากต้องการกินในขนาดสูงเพื่อแก้ไขภาวะขาด ควรตรวจเลือดก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์เป็นผู้กำหนดขนาดที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับแต่ละคน
ภาวะขาดวิตามิน D เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด แม้จะอาศัยอยู่ในประเทศที่มีแสงแดดแรงตลอดปีก็ตาม การสังเกตอาการเตือนเบื้องต้นและการตรวจเลือดเมื่อสงสัยจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกันของตัวเองในระยะยาว
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม: https://healthntier.com/blog/vitamin-d-deficiency-symptoms-thai
🌐 เว็บไซต์หลัก: https://healthntier.com
📲 Line Official: @561aszhq
โฆษณา