Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ความเรียงในวันที่นึกได้
•
ติดตาม
27 มิ.ย. เวลา 04:00 • ความคิดเห็น
ผู้หญิงกับครอบครัว
โดยมากเราจะเห็นว่าส่วนใหญ่ผู้หญิงในสังคมบ้านเราจะผูกพันกับครอบครัวในแง่การดูแลคนในครอบครัวมากกว่าผู้ชาย
เรามักแบ่งหน้าที่กันกลายๆว่าผู้ชายมีหน้าที่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าปัจจุบันนี้ผู้หญิงก็ทำหน้าที่นี้ด้วยได้ไม่แพ้กัน และผู้ชายหลายคนกลับไปทำหน้าที่ดูแลครอบครัวแทน
และเมื่อมองในภาพกว้าง ผมยังstereotypeว่าผู้หญิงในสังคมชาติอื่นๆก็เช่นกัน ไม่น่าจะแตกต่างกันมากตามความเข้าใจส่วนตัว
ไม่เว้นแม้แต่ม้าที่ทำหน้าที่ดูแลในบ้านได้อย่างครบครันทำให้ป๊าออกไปหารายได้มาจุนเจือครอบครัวได้อย่างสบายใจ
แต่ในยุคปัจจุบันมันมีข้อปลีกย่อยเยอะแยะครับ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถของผู้หญิงที่มากขึ้น และความเสื่อมถอยของบทบาทผู้ชายในส่วนต่างๆของสังคมประกอบกับอิทธิพลของผู้หญิงต่อหน้าที่การงานที่ดูเหมือนจะมากชึ้น ทั้งในระดับทั่วไปหรือในระดับสูงขององค์กรต่างๆ
เอาง่ายๆ ซีอีโอบริษัทใหญ่ๆในบ้านเราหรือที่ไหนๆก็มีผู้หญิงขึ้นมากุมบังเหียนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ
อ้อ ในทางการเมืองก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็มีบทบาทสูงมากๆ
ไม่ต้องอื่นไกล บ้านเราเองยังมีนายกฯหญิงเลยนะ ตั้ง2คนมาแล้ว
เรียกว่ายุคนี้ผู้หญิงเป็นใหญ่ก็น่าจะได้ล่ะ
...
รอบตัวทั้งลูกค้าและเพื่อนผู้ปกครอง หลายคนก็ไม่ใช่ย่อยทั้งงานราษฎร์งานหลวง รับผิดชอบไม่หวาดไม่ไหว
มีอยู่คนหลายคนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกต่างหาก
ครับ แม้ว่าในยุคนี้การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือพ่อเลี้ยงเดี่ยวดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วก็ตาม แต่ก็นึกชื่นชมในแง่ความกล้าหาญที่ต้องแบกความรับผิดชอบไว้เต็มตัวแทนที่จะมีคนเข้ามาช่วยกันแบก
แน่นอนว่าสาเหตุในการเกิดพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นปัญหาของปัจเจกที่เราไม่อาจก้าวล่วงก็ตาม แต่ผมขอคารวะในความกล้าของทุกคนไว้ด้วย
พอพูดถึงพ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยวก็นึกถึงบทความนี้ขึ้นมา
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความว่าด้วย"แม่เลี้ยงเดี่ยวกับความยากจน" โดยบทความนี้ผมยกมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเหมือนเคย
บทความนี้เขียนโดยคุณ เนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์(ยาบุชิตะ) ตีพืมพ์เมื่อวันที่6 เม.ย.69
เนื้อความผมขอสรุปอย่างย่อๆนะครับ หากมีเวลาลองเสิร์ชหาฉบับเต็มได้
ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนชั้นม.6ที่ขอรับทุนการศึกษาในภาคเหนือ
แนวเรียนดีแต่ยากจนน่ะครับ
ผู้เขียนสรุปสาเหตุความยากจนไว้4-5ประการ
1.ครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยสามียังมีชีวิตอยู่แต่ทิ้งภาระไม่รับผิดชอบ หรืออาจเสียชีวิต ไม่ก็ติดเหล้าบุหรี่จนทำงานไม่ได้ ที่น่าสังเกตคือจำนวนบุตรก็ไม่มากนัก
ผู้เขียนให้ความเห็นว่าลูกมากยากจนไม่ใช่สาเหตุหลักของความยากจน และสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ายังมีอีกหลายครอบครัวที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ยากจนแต่ลูกเรียนไม่ดีก็มีอีกไม่น้อย
เดี๋ยวนี้คนมีลูกน้อยเพราะเรื่องเศรษฐกิจนะในมุมมองของผม จะกินจะอยู่ยังยาก ยิ่งมีลูกด้วยนี้สิ ผมว่ายิ่งหนัก
2.คุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัยใส ไทยครองสถิติเด็กเกิดใหม่7คนจะเกิดกับคุณแม่วัยใส1คนต่อเนื่องมานานแล้ว แต่อาจไม่ตระหนักว่าการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยววัยใสเป็นเหตุหนึ่งของความยากจนในระยะยาวในฐานะคนมีลูกแล้ว
ผมบอกเลยว่าจริง เพราะการเลี้ยงดูเด็ก1คนให้มีคุณภาพชีวิตที่เราคิดว่าดีนี่ต้องใช้เงินมากนะครับ ขนาดผมว่าผมพร้อมนะบางทียังปวดหัวเลย แล้วกับแม่วัยใสล่ะ?
3.ปัญหาด้านอาชีพ อาชีพการปลูกข้าวโพดถือเป็นอาชีพหลักของแต่ละครอบครัว(ผู้เขียนลงพื้นที่ในเขตภาคเหนือซึ่งมีการทำไร่ข้าวโพดมาก) ซึ่งมันมีปัญกาซับซ้อนตั้งแต่ต้องการนำเข้าเพิ่ม ปัญหาการเผาป่าและฝุ่นpm2.5 หรือการกีดกันการนำเข้าโดยรับซื้อข้าวโพดในราคาดี
ปัญหารคืออาชีพนี้ไม่มั่นคง มีการลงทุนสูงตั้งแต่เช่าที่ปลูก แรงงานและหนี้สิน
ปัญหาแบบนี้คือปัญหาคลาสสิกครับ แก้ยาก หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ระบบก็บิดเบี้ยว
4.ปัญหาที่รออยู่ในอีก10ปีข้างหน้าอาจเป็นภาระของหลานคนเดียวที่ต้องเป็น"เดอะแบก" ดูแลทั้งปู่ย่าตายายและเครือญาติ
แค่ขึ้นหัวข้อก็เข้าใจทันทีครับ
เลี้ยงเอ็งมาตั้งนานหวังจะฝากผีฝากไข้ตอนเอ็งเข้างานได้แล้วนี่ล่ะ จะได้สบายกันซะที
เดอะแบกก็อ่วมสิครับ
5.ความสัมพันธ์กับบ้านใกล้เรือนเคียงอ่อนแอลง
ต่างคนต่างอยู่ เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ความขัดแย้งในเรื่องที่ดินกับมรดกที่ทวีความรุนแรง
ผู้เขียนยังกล่าวถึงการลดความยากจนไว้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยตรงเช่นไม่มีงานทำ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมที่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการไม่ให้เกิดภาวะพ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยว และเสริมสร้างการเกื้อกูลในสังคม
อีกส่วนที่ผู้เขียนกล่าวถึงคือการให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวเพื่อลดความยากจนและส่งเสริมให้บุตรมีการศึกษา แต่ข้อนี้ยังมีการถกเถียงอยู่เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการหย่าร้างสูงขึ้นเพราะมั่นใจว่าเลี้ยงดูบุตรได้ แต่ในไทยปัญหากิดจากสามีไปมีภรรยาใหม่มากกว่า
บางประเทศกำหนดให้บิดาที่หย่าร้างต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะโดยรัฐบังคับเช่นหักเงินเดือน(ยากครับกับบ้านเรา แทบเป็นไปไม่ได้เลย)
หรือการนำทารกไปฝากไว้กับโรงพยายาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการหาครอบครัวอุปถัมภ์(ละเอียดอ่อนมากนะครับ)
และผู้เขียนยังหวังว่าโครงการช้างเผือก(ให้ทุนเรียนดีแต่ยากจน)จะสามารถตัดวงรความยากจนได้
บทความนี้ยาวหน่อยนะครับแต่ผมว่าน่าสนใจดี
พอเห็นเรื่องการให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านเจอบทความของ อ. วรากรณ์ สามโกเศศ ในหัวข้อเรื่อง"อิทธิฤทธิ์เงินสด สร้างสวัสดิการ" โดยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเมื่อ30 ธ.ค. 68
อ.พูดถึงเรื่องการแจกเงินในประเทศอินเดียโดยแจกให้แก่ครอบครัวยากจนและแม่บ้านเป็นผู้ได้รับ การแจกเงินเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขใน12รัฐแก่หญิง112ล้านคน เป็นเงินคนละ1000-2500รูปี (350-900บาท)ต่อเดือน
จ่ายง่าย โอนสะดวก สม่ำเสมอและไม่มีเงื่อนไขใดๆ โดยผู้ริเริ่มโครงการนี้คือJoshua Angrist, David Cardและ Guido Imbens
ทีมนี้ไม่ธรรมดาครับเพราะเป็นผู้ที่ได้รับรางวับโนเบลประจำปี2564
ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าเป็นประโยชน์แก่ครัวเรือนและทำให้ศักดิ์ศรีของผู้หญิงเด่นชัดขึ้นเพราะมีอิสระทางการเงินโดยไม่ต้องพึ่งพาสามีทั้งหมด
1
เงินที่ได้มาก็ซื้อของกินของใช้ จ่ายหนี้ ค่าหมอค่ายา หาความสุขบ้างเล็กน้อย ฯลฯ โดยไม่มีหลักฐานว่า"ลงขวด" แถมยังพบว่าการช่วยเหลือผ่านแม่นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าผ่านพ่อ(อันนี้ผมว่าจริง)
อีกเรื่องที่สำคัญคือความสุขของแม่บ้านเพิ่มขึ้นจากการลดความขัดแย้งในครอบครัวเพราะมีเงินสดในมือ แม่บ้านได้รับการยอมรับว่าทำงานที่มีคุณค่า เกิดความสุขทางใจและมั่นใจว่าจะได้รับเงินแน่นอนและสม่ำเสมอ
แต่ก็มีข้อแย้งว่าแจกแบบนี้อาจทำให้ผู้หญิงขาดแรงจูงใจในการทำงานเพราะได้เงินแล้วนี่ แถมโครงการเป็นระยะสั้นไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้างระยะยาว และต้องใช้เงินมหาศาลเหมือนกัน
อ.สรุปช่วงท้ายว่าบางทีการให้เงินสดสร้างความพึงพอใจได้มากกว่าแจกของนะ
ผมว่าผมเห็นด้วย
ทั้ง2บทความมีจุดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือการโฟกัสไปที่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
การแจกเงินให้กับแม่บ้านหรือแนวความคิดเรื่องการแจกเงินอุดหนุนให้กับครอบครัวคุณแม่วัยใสผมว่าเป็นความคิดที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการแจกให้กับผู้ชาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราคำนึงถึงการหายวับของเงินไปกับการลงขวดหรือบุหรี่นี่สิ น่าคิด
ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นคนดูแลคนในบ้าน(ตามปกติของประเทศในเอเชีย) งานนี้เป็นงานหนักและจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากการหาของผู้ชาย เงินที่ได้มาอาจไม่ได้อะไรมากนักและเผลอๆก็น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้นการที่รัฐอุดหนุนเงินในแบบนี้มันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในบ้านหรือแม่บ้านลงไปได้มากพอสมควรครับ
แต่ผมก็คิดเหมือนกันว่าการแจกเงินแบบนี้มันก็ดาบสองคม อาจทำให้เกิดแนวคิดที่ว่ารัฐแจกก็แบบมือรับ ไม่ต้องขวนขวายหาอะไรทำแล้ว มีเงินตลอดชัวร์
อีกอย่าง การแจกเงินแบบนี้มันก็เข้าข่ายประชานิยมหน่อยๆเหมือนกัน
เงินมาก็เลือกคนออกนโยบายสิ
อีกส่วนที่ผมมองเห็นคือผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีความรับผิดชอบมากกว่าผู้ชาย
ทำไม?
ง่ายสุดคือการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นบอกชัดเจนว่าแม่บ้านอินเดียได้เงินมาแล้วหมดไปกับเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านมากกว่าอย่างอื่น ไม่มีลงขวดใดๆ
ผมเชื่อว่าถ้ารัฐจ่ายผ่านครอบครัวหรือเน้นผ่านผู้ชาย มันจะไปไม่ถึงคนในบ้านทั้งหมดหรอกครับ โดนยักโดนเม้มไปลงขวดแน่นอน เผลอๆทั้งก้อนคงไปไม่ถึงครอบครัวเสียด้วยซ้ำ
และจากบทความเรื่องคุณแม่วัยใส ผู้เขียนก็ได้กล่าวอยู่แต่แรกแล้วว่าโดยมากผู้ชายจะเป็นฝ่ายทิ้งครอบครัว ไม่ก็ไม่สามารถทำงานหารายได้ได้เพราะอาจติดเหล้าบุหรี่จนทำงานไม่ได้หรือไม่มีความรับผิดชอบกัยครอบครัวเลย
ผมจึงมีความเห็นไปในทางให้เงินเปล่าผ่านผู้หญิงดีกว่าให้ผ่านผู้ชาย
แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชายเสมอไป ผมกินความว่าส่วนใหญ๋ครับ ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมดเพราะยังมีผู้หญิงอีกส่วนที่ก็โชกโชนไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกันในเรื่องอบายมุขต่างๆ ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ แค่เพียงว่าผู้หญิงน่าจะมีความรับผิดชอบชั่วดีได้ดีกว่าผู้ชายเท่านั้นเอง
การดูครอบครัวเป็นงานหนัก กินแรงและเวลามาก แต่เป็นงานที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่ทำผลประโยชน์อะไรให้งอกเงยเป็นตัวเงิน ซ้ำร้ายบางครอบครัวยังดูแคลนว่าเป็นงานง่ายๆ ไม่ได้ใช้ความคิดอะไร และมองว่าคนทำงานบ้านคือคนที่ขี้เกียจและไม่มีค่าพอจะให้ยกย่อง
ผมมีเพื่อนผู้ปกครองในแนวนี้อยู่ คนในครอบครัวดูแคลนว่าไร้สามารถในการช่วยธุรกิจการงานต่างๆ มัวแต่ขี้เกียจและทำงานบ้านอย่างเดียว ใช้เงินไปวันๆ ทั้งที่ก่อนแต่งงานเธอก็มีหน้าที่การงานทำดีอยู่แล้ว พอแต่งงานเลยต้องออกจากงานเพราะตั้งครรภ์แล้วสามีให้อยู่บ้าน
ผมเคยคุยก็ได้ความว่างานบ้านที่เขาทำน่ะมันตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ งานบ้านกองพะเนินสารพัด ไม่มีคนช่วยแม้แต่คนเดียว ไหนจะลูกเล็กอีกหลายคนที่ต้องคอยดูแลตั้งแต่ตื่นไปเรียนยันกลับมานอน ไหนจะอาหารการกินสารพัดจัดให้คนในบ้านทุกคน
อันนี้รับทราบและเข้าใจเป็นอย่างยิ่งเพราะผมเองตอนไม่มีแม่บ้านช่วยงานก็ต้องทำงานบ้านเองเหมือนกัน รู้เลยว่ามันจุกจิกขนาดไหน
ยิ่งถ้าบ้านไหนรักความสะอาดมาก บอกเลยว่าหนักโคตร
ม้าก็เหมือนกัน
ม้าเคยเล่าว่าเขาทั้งต้องทำงานทั้งในทั้งนอกบ้าน ดูแลลูกๆสารพัด ไหนจะต้องคุมคนงานแม่บ้าน งานหลังครัว โอยเหนื่อยเว้ย
ผมกับพี่น้องจึงถูกฝึกมาให้ทำงานบ้านได้อย่างไม่อิดออดถ้าจำเป็นครับ
ผมกล้าท้าเลยว่าถ้าใครปากพล่อยบอกว่างานบ้านไม่ได้มีอะไรหนักมากมายก็ขอเชิญให้มาลองลงมือทำเองครับ ไม่ว่าหญิงหรือชาย
รับรองว่าไม่กี่วันคงคิดอะไรได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ส่วนอีกรายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลืกราสามีด้วยเหตุธุรกิจขาดสภาพคล่อง ดีที่ยังประคองไหวและเขายังมีงานเป็นหลักแหล่ง เอาลูกมาเลี้ยงเอง
งานบ้านสารพัด ไหนจะอาหารการกินต่างๆ ไหนจะป่วยไข้ก็ต้องดูแลรักษา
แฟนเขาไม่ได้ช่วยเรื่องเงินทองอะไรนัก เขาออกเองมากกว่า ดีที่ยังมีครอบครัวญาติพี่น้องคอยช่วยเลยยังอยู่ได้สบาย
เห็นแล้วพูดไม่ออก บอกไม่ถูก
...
โลกเรามีค่านิยมยกย่องชายเป็นใหญ่เสมอมา
ผมเคยเชื่อเมื่อสมัยยังละอ่อนว่าผู้ชายควรใหญ่กว่า
แต่พอนานวันเข้าผมกลับคิดว่าผู้หญิงนี่สิตัวจริงในแทบทุกเรื่อง แค่ไม่ได้มีพื้นที่ให้กล่าวถึง
ไม่ต้องอื่นไกลเอาแค่คนใกล้ตัวนี่ล่ะ ญาติกันเอง
ผู้ชายเปิดบริษัททำงานไปเรื่อย ผู้หญิงช่วยงานย้าง แต่ส่วนใหญ่ทำงานบ้าน
สุดท้ายบริษัทล้มละลาย ผู้หญิงเลยต้องมาออกหน้าเปิดร้านอาหารแทน ผู้ชายกลายมาเป็นลูกมือ
ผมว่าเราเห็นแบบนี้บ่อยแต่ไม่ถูกกล่าวถึงเลย
โธ่ถัง
บทสรุปของการให้ทุนการศึกษาหรือเงินอุดหนุนอะไรก็ตามแม้ยังต้องมีการปรับปรุงบ้างแต่ยังดีที่ได้แจก
โดยเฉพาะผ่านมือผู้หญิง
ผมเชื่อว่าถึงผู้ชายจะแบกรับอะไรไว้มากแต่อย่าลืมว่าผู้หญิงก็คือครึ่งหนึ่งของท้องฟ้า
ผู้ชายอาจบอกว่าตัวเองทำงานหนักมาเยอะนะ
แล้วผู้หญิงในบ้านงานไม่เยอะหรือครับ?
ใช้ฝ่าเท้าตรองดูก็รู้ครับ
และผมยังเชื่อครับว่าเงินที่ผ่านมือผู้หญิงโดยมากก็หมดเปลืองจริงๆ
แต่หมดเปลืองไปกับใครกันล่ะครับ
ก็คนในครอบครัวกับผู้ชายอย่างเราๆนี่ล่ะ
จริงไหม?
1 บันทึก
3
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
คิด เห็น เขียน V2.
1
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย