Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
24 มิ.ย. เวลา 12:02 • ประวัติศาสตร์
คำพูดสร้างมิตร วาทศิลป์สร้างศัตรู บทเรียนราคาแพงของซิเซโร
“หากเราไม่ละอายที่จะคิด ก็จงอย่าละอายที่จะพูด”
*บทความนี้มีเจตนาเพื่อนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น
นี่คือวาทะของ “มาร์คัส ตุลลิอุส ซิเซโร (Marcus Tullius Cicero)” ยอดนักพูด นักปรัชญา และนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโรมัน
แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 2,000 ปีนับจากวันที่เขามีชีวิตอยู่ แต่ถ้อยคำของเขาก็ยังคงได้รับการหยิบยกมาอ้างอิงอยู่เสมอในฐานะสัญลักษณ์แห่งสติปัญญาและความตรงไปตรงมา โดยซิเซโรคือผู้มีบทบาทสำคัญในการนำปรัชญากรีกเข้ามาเผยแพร่ในวัฒนธรรมโรมัน และเป็นผู้คิดค้นศัพท์ภาษาละตินเพื่ออธิบายแนวคิดทางปรัชญา
ผลงานของเขาครอบคลุมทั้งเรื่องวาทศิลป์ การเมือง และจริยธรรม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานที่ทรงอิทธิพลต่อเหล่านักคิดในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) นักปรัชญายุคเรืองปัญญา (Enlightenment) รวมไปถึงกลุ่มบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (Founding Fathers)
การจะบอกว่าซิเซโรเป็นผู้ทรงอิทธิพลนั้นอาจยังน้อยเกินไป ทว่าสำหรับตัวเขาเอง การเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมตะวันตกมายาวนานกว่าสองสหัสวรรษหลังจากเสียชีวิตไปแล้วนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งค้ำประกันความปลอดภัยในชีวิตของเขาเลย แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และวางรากฐานให้กับการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคปัจจุบัน แต่ซิเซโรก็ยังคงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบตัว และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างศัตรูที่มีอำนาจล้นฟ้า
ท่ามกลางความสัมพันธ์อันลุ่มๆ ดอนๆ กับ “จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)” ซิเซโรได้เลือกยืนอยู่ข้าง “ปอมเปย์ (Pompey)” ในช่วงสงครามกลางเมือง และในยุคแห่งความระส่ำระสายหลังจากการลอบสังหารซีซาร์ ซิเซโรได้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อ “มาร์ค แอนโทนี (Mark Antony)” เพราะเชื่อว่าแอนโทนีคือภัยคุกคามต่อการฟื้นฟูและอยู่รอดของสาธารณรัฐโรมัน เขาจึงกระตุ้นให้สภาซีเนตหันไปสนับสนุน “ออคตาเวียน (Octavian)” ซึ่งเป็นคู่ปรับของแอนโทนีแทน
ทว่า การเดิมพันของซิเซโรครั้งนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์ เมื่อออคตาเวียนและแอนโทนีหันกลับมาจับมือกัน พร้อมด้วย “เลพิดุส (Lepidus)” ร่วมกันจัดตั้งคณะผู้ปกครองสามคน (Second Triumvirate) และแอนโทนีผู้ไม่เคยให้อภัยซิเซโรสำหรับการโจมตีทางการเมือง ก็ได้ยื่นคำขาดให้ประหารชีวิตเขา ชะตากรรมของซิเซโรจึงถูกลิขิตไว้เพียงเท่านี้
เรื่องราวของบุรุษผู้นี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
“มาร์คัส ตุลลิอุส ซิเซโร (Marcus Tullius Cicero)” เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 106 ปีก่อนคริสตกาล โดยคาดว่าเขาเกิดในเมืองอาร์พินุม (Arpinum) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโรม ซึ่งแม้ครอบครัวของเขาจะมั่งคั่งและอยู่ในชนชั้นอัศวิน (Equestrian) แต่ก็ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับกลุ่มชนชั้นนำในสภาซีเนต
ด้วยเหตุนี้ ซิเซโรจึงถูกจัดว่าเป็น "โนวุส โฮโม (Novus Homo)“ หรือ "คนหน้าใหม่" ซึ่งเป็นคนแรกของตระกูลที่พยายามก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงของสาธารณรัฐโรมัน
ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลมเกินคนทั่วไป ซิเซโรได้ศึกษาวิชากฎหมาย วาทศิลป์ และปรัชญากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น รวมถึงเหล่านักปรัชญาและนักพูดชาวกรีก ซึมซับความรู้เหล่านั้นอย่างเต็มที่ ก่อนจะเข้ารับราชการทหารเมื่อ 89ปีก่อนคริสตกาล ภายใต้ “ปอมเปอิอุส สตราโบ (Pompeius Strabo)” บิดาของปอมเปย์
ต่อมาเมื่อ 81 ปีก่อนคริสตกาล ซิเซโรได้เริ่มสร้างชื่อในศาล แต่คดีสำคัญคดีแรกที่ทำให้เขาโด่งดังได้เกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีให้หลัง
ราว 80ปีก่อนคริสตกาล ซิเซโรได้รับว่าความให้แก่ “เซ็กซ์ตุส โรส์คิอุส (Sextus Roscius)” ผู้ถูกกล่าวหาว่าปิตุฆาต (สังหารบิดาตัวเอง) การรับทำคดีนี้เท่ากับว่าซิเซโรต้องท้าทายกับกลุ่มพันธมิตรของ “ซุลลา (Sulla)” เผด็จการในขณะนั้น ทว่าเขาก็ใช้ชั้นเชิงหลีกเลี่ยงที่จะปรักปรำซุลลาโดยตรง
การว่าความที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม ทำให้ชื่อเสียงของซิเซโรในฐานะนักพูดอนาคตไกลมั่นคงยิ่งขึ้น
ในทศวรรษต่อมา ซิเซโรไต่เต้าขึ้นตามลำดับขั้นทางการเมืองของโรมัน (Cursus Honorum) และการว่าความเอาผิดกับ “ไกอุส แวร์เรส (Gaius Verres)” ข้าหลวงผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวงแห่งซิซิลีเมื่อ 70 ปีก่อนคริสตกาล ก็ยิ่งทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้น
แวร์เรสได้ปล้นสะดมซิซิลีและกดขี่ประชาชน และสุนทรพจน์ของซิเซโรในการเปิดโปงความชั่วร้ายและสันดานทุจริตของแวร์เรส ก็ส่งผลให้ข้าหลวงผู้นี้ต้องลี้ภัยไปในที่สุด โดยมีตอนหนึ่งที่ซิเซโรกล่าวไว้ว่า
“ในเมื่อประชาชนชั้นผู้น้อยของเรากำลังถูกกดขี่ด้วยน้ำมือของคนพาลและอาชญากรรม และต้องร่ำไห้ภายใต้ความเสื่อมเสียของศาลสถิตยุติธรรม ข้าพเจ้าขอประกาศตนเป็นศัตรูและผู้ฟ้องร้องอาชญากรเหล่านี้ เป็นคู่ปรับที่ดื้อรั้น ขมขื่น และไม่ยอมลดละ
ข้าพเจ้าขอเตือน ขอประกาศต่อสาธารณชน ณ ที่นี้ว่า ถึงทุกคนที่เคยชินกับการจ่ายหรือรับเงินสินบน ผู้ที่เสนอหรือริเริ่มให้สินบน หรือผู้ที่ทำตัวเป็นนายหน้าในการคอร์รัปชันผู้พิพากษาในศาลของเรา และทุกคนที่ใช้อำนาจหรือความไร้ยางอายเพื่อการนี้ ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ จงระวังให้ดีว่ามือและใจของพวกท่านสะอาดบริสุทธิ์จากอาชญากรรมอันโสมมนี้”
คดีเช่นนี้ทำให้ซิเซโรกลายเป็นที่รักของชาวโรมัน และในที่สุดมันก็กรุยทางให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกงสุล
63 ปีก่อนคริสตกาล ซิเซโรได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกงสุล ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของโรมัน ซึ่งการได้รับเลือกของ "คนหน้าใหม่" เช่นเขานับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่และเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงความนิยมในตัวเขา อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาที่เขาเป็นกงสุลกลับประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ดุเดือดที่สุดยุคหนึ่งของสาธารณรัฐตอนปลาย นั่นคือ "กบฏแคทิไลน์ (Catiline Conspiracy)“
“ลูคิอุส แซร์จิอุส แคทิลิเ หรือ ”แคทิไลน์ (Catiline)“ คือขุนนางชั้นสูงที่จมอยู่กับกองหนี้และผิดหวังทางการเมือง เขาได้รวบรวมกลุ่มขุนนางที่ยากจน ทหารผ่านศึก และลูกหนี้ที่สิ้นเนื้อประดาตัว เตรียมยึดอำนาจด้วยกำลัง โดยสัญญาว่าจะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดและปฏิวัติโครงสร้างทางการเมืองใหม่
เมื่อแผนการโค่นล้มสาธารณรัฐโรมันถูกเปิดโปง ซิเซโรได้กล่าวประณามแคทิไลน์กลางสภาซีเนตอย่างเผ็ดร้อนด้วยประโยคอันเป็นตำนานว่า
“แคทิไลน์เอย เมื่อไหร่กันที่เจ้าจะเลิกทดสอบความอดทนของพวกเรา? ความบ้าคลั่งของเจ้าจะเยาะเย้ยพวกเราไปอีกนานแค่ไหน? ความอหังการอันไร้การควบคุมที่เจ้ากำลังอวดดีอยู่นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? เจ้าไม่รู้สึกตัวเชียวหรือว่าแผนการของเจ้าถูกจับได้แล้ว? เจ้าไม่เห็นหรือว่าการกบฏของเจ้าถูกสกัดและทำให้ไร้พิษสงไปแล้ว ด้วยความจริงที่ทุกคนในที่นี้ต่างล่วงรู้?”
ตลอดการกล่าวสุนทรพจน์โจมตีแคทิไลน์ทั้งสี่ครั้ง (Catilinarian Orations) ซิเซโรได้ปลุกระดมเหล่าสมาชิกสภาซีเนตและเปิดโปงแผนการร้าย ทำให้แคทิไลน์ต้องหลบหนีออกจากเมือง ส่วนผู้ร่วมขบวนการที่เหลือในกรุงโรมก็ถูกจับกุมตัวได้ และเมื่อสภาซีเนตยังคงลังเลใจว่าจะจัดการอย่างไร ซิเซโรจึงใช้อำนาจสั่งประหารชีวิตตามมติสภา
ชาวโรมันต่างยกย่องแซ่ซ้องซิเซโรสำหรับการตัดสินใจเฉียบขาดในครั้งนั้น และขนานนามเขาว่าเป็น "บิดาแห่งมาตุภูมิ (Pater Patriae)“ ทว่าความชื่นชมนี้ก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ นักวิจารณ์บางส่วนกล่าวหาว่าซิเซโรละเมิดสิทธิ์ของพลเมืองโรมัน เนื่องจากเขาสั่งประหารผู้ต้องหาโดยไม่มีการขึ้นศาลพิจารณาคดี และเมื่ออิทธิพลทางการเมืองของเขาเริ่มเสื่อมถอยลงในเวลาต่อมา การตัดสินใจครั้งนี้ก็กลายเป็นอาวุธร้ายที่ศัตรูนำกลับมาเล่นงานเขา
ในเวลาต่อมา ชะตาชีวิตของซิเซโรได้พลิกผัน การก้าวขึ้นสู่อำนาจของคณะผู้ปกครองสามคนชุดแรก (First Triumvirate) อันประกอบด้วย ซีซาร์ ปอมเปย์ และ “คราสซุส (Crassus)” ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองโรมัน และทำให้ซิเซโร ซึ่งแม้จะยังคงได้รับความเคารพ ก็ต้องถูกกันออกไปอยู่วงนอก
58 ปีก่อนคริสตกาล “ปุบลิอุส โคลดิอุส พุลแชร์ (Publius Clodius Pulcher)” ศัตรูตัวฉกาจของซิเซโรซึ่งดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎร (Tribune) ได้ผ่านกฎหมายเอาผิดย้อนหลังแก่ผู้ที่สั่งประหารพลเมืองโดยไม่มีการพิจารณาคดี ซึ่งเป้าหมายของกฎหมายนี้ก็คือซิเซโรอย่างไม่ต้องสงสัย
ซิเซโรถูกบังคับให้ต้องลี้ภัย บ้านของเขาถูกทำลาย ทรัพย์สินถูกยึด และเขาต้องร่อนเร่ไปในกรีซอย่างสิ้นหวัง
ราวหนึ่งปีต่อมา ด้วยแรงกดดันจากประชาชนและการช่วยเหลือของปอมเปย์ ซิเซโรจึงถูกเรียกตัวกลับ โดยซิเซโรเดินทางกลับคืนสู่กรุงโรมเมื่อ 57 ปีก่อนคริสตกาล แต่บารมีทางการเมืองของเขาก็ได้ลดน้อยถอยลงไปมาก หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มปลีกตัวจากการเมืองโดยตรงและหันไปทุ่มเทให้กับการเขียนงานและสะท้อนคิดทางปรัชญา แต่ถึงกระนั้น ซิเซโรก็ไม่เคยละทิ้งชีวิตสาธารณะอย่างสิ้นเชิง
เมื่อสาธารณรัฐก้าวเข้าสู่ความไม่มั่นคงยิ่งขึ้นในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล ซีซาร์ยังคงสะสมอำนาจในแคว้นกอล และการตัดสินใจนำกองทัพข้ามแม่น้ำรูบิคอน (Rubicon) เมื่อ 49 ปีก่อนคริสตกาลของซีซาร์ ก็ได้จุดชนวนสงครามกลางเมืองขึ้น โดยซิเซโรนั้นลังเลในทีแรก แต่สุดท้ายก็เลือกเข้าข้างปอมเปย์และฝ่ายสภาซีเนตเพื่อต่อต้านซีซาร์
อย่างไรก็ตาม ปอมเปย์พ่ายแพ้ในยุทธการที่ฟาร์ซาลุส (Pharsalus) ซิเซโรจึงต้องเดินทางกลับกรุงโรมอีกครั้ง ทว่าซีซาร์กลับแสดงความใจกว้างด้วยการอภัยโทษให้ซิเซโรและยอมให้เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
กระนั้น การปกครองแบบเผด็จการของซีซาร์ก็ยังสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ซิเซโร โดยซิเซโรได้ถอนตัวจากการเมืองเกือบทั้งหมดและจมดิ่งอยู่กับงานเขียน ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญมากมาย เช่น Brutus, Paradoxa Stoicorum (ข้อขัดแย้งของลัทธิสโตอิก) และ Tusculanae disputationes (การโตวาทีที่ทุสคูลัม) ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ช่วยอนุรักษ์ปรัชญากรีกโบราณด้วยการแปลเป็นภาษาละตินที่เข้าใจง่าย กลายเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อปรัชญาตะวันตกในเวลาต่อมา
แต่ในขณะที่เขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อนาคตของกรุงโรมก็สั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อจูเลียส ซีซาร์ถูกลอบสังหารเมื่อ 44 ปีก่อนคริสตกาล
ความตายของซีซาร์คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โรมัน ทว่ามันไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่หลายคนคาดหวัง โดยในตอนแรกซิเซโรคิดว่าการตายของทรราชจะช่วยฟื้นฟูสาธารณรัฐโรมันให้กลับคืนมา แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักว่า ความตายของซีซาร์กลับนำมาซึ่งความโกลาหลยิ่งกว่าเดิม
สิ่งที่ซิเซโรกังวลมากที่สุดคืออิทธิพลของมาร์ค แอนโทนี ซึ่งสถาปนาตนเองเป็นทายาททางการเมืองของซีซาร์ ในขณะที่ออคตาเวียน บุตรบุญธรรมของซีซาร์ ก็ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองเช่นกัน ซิเซโรจึงเลือกที่จะฝากความหวังไว้กับออคตาเวียน ซึ่งการตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจาก “มาร์คุส ยูนิอุส บรูตุส (Marcus Junius Brutus)” หนึ่งในแกนนำลอบสังหารซีซาร
“ด้วยเกียรติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่คิดว่าทวยเทพจะเกลียดชังความปลอดภัยของชาวโรมันถึงขนาดที่พวกเราต้องไปอ้อนวอนขอความปลอดภัยของพลเมืองจากออคตาเวียส...” บรูตุสเขียนในจดหมายถึงซิเซโร
เขากล่าวต่อในจดหมายว่า “...หากเราจำได้ว่าเราคือชาวโรมัน เศษมนุษย์เหล่านี้คงไม่บังอาจคิดเล่นบททรราชอย่างสามหาว และแอนโทนีก็คงไม่มีความทะเยอทะยานพลุ่งพล่านจากอำนาจของซีซาร์ มากกว่าความหวาดกลัวที่เกิดจากความตายของซีซาร์เช่นกัน”
ถึงกระนั้น ซิเซโรก็ได้เลือกข้างไปแล้ว และนับตั้งแต่เดือนกันยายน 44 ปีก่อนคริสตกาล เขาก็ได้เปิดฉากกล่าวสุนทรพจน์โจมตีแอนโทนีอย่างดุเดือดติดต่อกันถึง 14 ครั้ง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "ฟิลิปปิกส์ (Philippics)“ ซึ่งในสุนทรพจน์เหล่านี้ ซิเซโรกล่าวหาแอนโทนีว่าคอร์รัปชัน เป็นทรราช และมักมากในกาม ตราหน้าเขาว่าเป็นศัตรูของสาธารณรัฐโรมัน และนี่คือการคำนวณที่ผิดพลาดครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา
ซิเซโรทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อโน้มน้าวให้สภาซีเนตต่อต้านแอนโทนี แต่ออคตาเวียนกลับเลือกที่จะหันไปจับมือกับแอนโทนีและมาร์คุส เอมิลีอุส เลพิดุส เพื่อตั้งคณะผู้ปกครองสามคนชุดที่สอง แอนโทนีนั้นไม่เหมือนซีซาร์ตรงที่เขา "ไม่เคยให้อภัย" ซิเซโรสำหรับสุนทรพจน์ฟิลิปปิกส์ และได้ยื่นเงื่อนไขทันทีว่าซิเซโรต้องสิ้น
43 ปีก่อนคริสตกาล ซิเซโรได้พยายามจะหลบหนีออกจากกรุงโรม แต่ก็ถูกทหารของแอนโทนีจับกุมได้ใกล้กับเมืองฟอร์มิแอ (Formiae) ในวันที่ 7 ธันวาคม โดยบันทึกเกี่ยวกับนาทีสุดท้ายของชีวิตเขามีความแตกต่างกันไป แต่กล่าวกันว่าเมื่อซิเซโรรู้ว่าหนีไม่พ้น เขาก็ยอมรับชะตากรรม มีบันทึกว่าเขาพูดกับเพชฌฆาตว่า
“ข้าจะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว เข้ามาเถิดทหารกล้า และหากเจ้าสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างถูกต้อง จงรับศีรษะข้าไปเสีย”
ซิเซโรจบชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ ร่างและชื่อเสียงของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามทำลายและนำไปประจานเพื่อผลทางการเมือง
และแล้ว เสียงอันยิ่งใหญ่เสียงสุดท้ายแห่งสาธารณรัฐโรมันก็ถูกทำให้เงียบลงตลอดกาล
ครั้งหนึ่งซิเซโรเคยเขียนไว้ว่า “ความผาสุกของประชาชนคือภารกิจสูงสุดของกฎหมาย” ทว่าในยุคสมัยของเขา หลักการสำคัญนั้นกลับถูกบดขยี้ด้วยน้ำหนักของสงครามกลางเมือง การแย่งชิงอำนาจที่นองเลือด และระบอบเผด็จการ
แต่ถึงแม้ซิเซโรจะไม่สามารถพูดหรือเขียนได้อีกต่อไป ถ้อยคำและแนวคิดของเขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังยาวนานเกินกว่าซากปรักหักพังของสาธารณรัฐโรมันที่เขาพยายามปกป้องเสียอีก
References:
https://allthatsinteresting.com/cicero
https://www.history.com/articles/marcus-tullius-cicero
https://teachdemocracy.org/online-lesson/cicero-defender-of-the-roman-republic/
https://www.britannica.com/biography/Cicero
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
13
3
2
13
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย