Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
25 มิ.ย. เวลา 11:56 • ประวัติศาสตร์
อินเดีย เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย และการเดินทางสู่อิสรภาพ
อินเดียคือประเทศระบอบประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยนับตั้งแต่ยุคโบราณกาล อินเดียเป็นที่รู้จักในฐานะดินแดนแห่งความโอบอ้อมอารี แฝงด้วยความยุติธรรม และเปิดรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาโดยตลอด
บนรากฐานความเชื่ออันลึกซึ้งที่ว่า "วสุเธว กุฏุมพกัม (Vasudhaiva Kutumbakam)“ หรือ "โลกทั้งใบคือครอบครัวเดียวกัน" ควบคู่ไปกับแนวคิด "เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย" คุณค่าเหล่านี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพของกลุ่มชนต่างความเชื่อและต่างศาสนาที่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุ
อารยธรรมอินเดียถือเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจ
รากเหง้าของอารยธรรมอินเดีย มีความเกี่ยวเนื่องอย่างแนบแน่นกับ "อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley Civilisation)” ซึ่งมีการค้นพบซากโบราณสถานอายุกว่า 5,000 ปีที่เมืองโมเฮนโจ-ดาโร ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแคว้นสินธ์ และเมืองฮารัปปา หรือแคว้นปัญจาบตะวันตก
“บัณฑิตชวาหระลาล เนห์รู (Pandit Jawaharlal Nehry)” นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้เคยเปรียบเปรยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุไว้ว่าเปรียบเสมือนภาพสะท้อนในยุคแรกเริ่มของอินเดียโบราณ เนื่องจากลักษณะการแต่งกายตามประเพณีของคนในยุคนั้นมีความคล้ายคลึงกับเครื่องแต่งกายของชาวอินเดียในเวลาต่อมา อีกทั้งกลุ่มพ่อค้าในยุคนั้นยังมีความมั่งคั่ง และมีโครงสร้างสังคมที่จัดระเบียบอย่างเป็นระบบและพัฒนาแล้วอย่างล้ำสมัย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการขุดค้นพบโบราณสถานเหล่านี้ อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอังกฤษในเวลานั้นละเลยและไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์เท่าที่ควร มักอ้างเหตุผลเรื่องงบประมาณ และความเพิกเฉยดังกล่าวก็ส่งผลให้โบราณวัตถุจำนวนมากที่เคยถูกฝังอย่างปลอดภัยใต้ผืนดินมานานกว่า 5,000 ปีต้องเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปีหลังถูกขุดขึ้นมา
ปัจจุบัน มรดกทางประวัติศาสตร์ที่เหลือรอดได้รับการเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วอินเดีย เช่น ในกรุงเดลี รัฐอุตตรประเทศ และเมืองโกลกาต
ต่อมาราว 1,000 ปีหลังจากการล่มสลายของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ชาวอารยันได้อพยพเข้ามายังอินเดียจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับชาวดราวิเดียน (ทมิฬ) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองกลุ่มต่างก็เรียนรู้ที่จะเคารพในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกันและกัน ร่วมกันหล่อหลอมและเผยแผ่วัฒนธรรมอินเดียรวมถึงหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู หลอมรวมชุมชนที่แตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียว
ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมอินเดียได้ดึงดูดและส่งอิทธิพลต่อชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก จนผู้ที่เดินทางเข้ามาเริ่มรับเอาขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตแบบอินเดียไปใช้ โดยชาวอารยันและชาวดราวิเดียนต่างก็เปิดใจต้อนรับพวกเขาด้วยความยินดี และนับจากยุคนี้เป็นต้นมา แผ่นดินอินเดียจึงกลายเป็นเบ้าหลอมแห่งการเติบโตและการผสมผสานของวัฒนธรรมใหม่ๆ
ผู้คนจากกรีก จีน และอาหรับ ต่างเริ่มเดินทางเข้ามาในอินเดีย และในช่วงเวลาต่อมา ชาวอารยันก็ได้ส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลาย รวมถึงศาสนาคริสต์ด้วย
อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกันของหลากหลายอารยธรรมก็นำมาซึ่งปัญหาบางประการ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองและระบบวรรณะ ซึ่งในเวลาต่อมากลุ่มชาวอารยันได้เริ่มแบ่งแยกตนเองออกจากกลุ่มที่เด่นชัดว่าเป็นพวกที่ "ไม่ใช่อารยัน
ระบบวรรณะนี้เองที่ค่อยๆ สร้างรอยร้าวและการแบ่งแยกขึ้นในสังคมอินเดียจนบานปลายกลายเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่อง "การเหยียดหยามชนชั้นจัณฑาล" ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มคนในวรรณะศูทร
ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม พระพุทธศาสนาและศาสนาเชนก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในอินเดีย โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักอหิงสา (การไม่เบียดเบียน) และความมีระเบียบวินัย
พระโคตมพุทธเจ้า (ศาสดาของศาสนาพุทธ) และพระมหาวีระ (ศาสดาของศาสนาเชน) ทั้งสองพระองค์ล้วนประสูติในวรรณะกษัตริย์ และทรงคัดค้านความเชื่อที่งมงาย ความชั่วร้ายในสังคม รวมถึงระบบวรรณะ ซึ่งหลักธรรมคำสอนของทั้งสองศาสนาก็ส่งผลให้ระบบวรรณะในยุคนั้นเริ่มสั่นคลอนและอ่อนแอลง
ด้วยแนวคิดที่ก้าวหน้าและเปิดกว้างนี้ ส่งผลให้การค้าระหว่างอินเดียกับต่างประเทศรุ่งเรืองถึงขีดสุดเป็นเวลานานร่วม 1,500 ปี พระพุทธศาสนาได้สร้างความเลื่อมใสให้แก่ชาวต่างชาติและแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกดินแดนอินเดีย โดยเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของหลักคำสอนเหล่านี้ คือการรวมอาณาจักรและรัฐอิสระที่กระจัดกระจายของอินเดียให้เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งศูนย์รวมจิตใจที่เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อครั้งที่ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)” พระประมุขแห่งจักรวรรดิมาซิโดเนีย ยกทัพบุกอินเดียจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ “พระเจ้าจันทรคุปตเมารยะ (Chandragupta Maurya)” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เมารยะ และ “พราหมณ์จาณักยะ (Chanakya)” ผู้เป็นพระอาจารย์ ได้ร่วมมือกันเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้
หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสวรรคตเมื่อ 323 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าจันทรคุปตเมารยะก็ได้จุดประกายจิตวิญญาณแห่งชาตินิยมและรวบรวมผู้คนเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเข้าโจมตีและขับไล่กองทัพกรีกที่หลงเหลืออยู่จนได้รับชัยชนะ
พระเจ้าจันทรคุปต์ฃเมารยะได้แผ่ขยายอำนาจของจักรวรรดิออกไปอย่างกว้างไกล ครอบคลุมไปถึงเมืองคาบูลและเฮราต (ในประเทศอัฟกานิสถานปัจจุบัน) จนในที่สุดจักรวรรดิก็ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดีย ยกเว้นเพียงพื้นที่ตอนใต้สุดเท่านั้น และในยุคนี้เองที่ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับโลกตะวันตกได้พัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัด
ราชประเพณีและควายิ่งใหญ่นี้ถูกสืบทอดต่อมาโดย “พระเจ้าพินทุสาร (Bindusara)” ผู้เป็นพระราชโอรส และ “พระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka)” พระราชนัดดา โดยในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช อินเดียได้ขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนกลายเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติในด้านวัฒนธรรม การค้า และแนวคิดต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หลังการสวรรคตของพระเจ้าอโศกมหาราช จักรวรรดิเมารยะก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงและถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์อื่นๆ ขณะเดียวกันอิทธิพลของกรีก-อินเดียก็เริ่มแผ่ขยายจากปัญจาบไปจนถึงคาบูล
ในช่วงเวลาดังกล่าว อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแถบชายแดนอัฟกานิสถานก็เติบโตขึ้น แผ่นดินอินเดียเริ่มแตกแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยอีกครั้ง ซึ่งความแตกแยกทางการเมืองนี้เองที่เปิดโอกาสให้มหาอำนาจต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทในอินเดีย
ราวปีค.ศ.600 (พ.ศ.1143) “พระเจ้าหรรษวรรธนะ (Harsha)” ทรงปกครองอาณาจักรที่ทรงอำนาจในอินเดียตอนเหนือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศาสนาอิสลามกำลังเติบโตและปักหลักอย่างมั่นคงในคาบสมุทรอาหรั
ศาสนาอิสลามใช้เวลาเดินทางเกือบ 600 ปีกว่าจะเข้ามามีอิทธิพลอย่างแข็งแกร่งในอินเดีย โดยในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น พ่อค้าชาวอาหรับและชาวอินเดียมีการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างสม่ำเสมอ ทว่าการเข้ามาของอิสลามในฐานะ "อำนาจทางการเมือง" เกิดขึ้นผ่านทางชาวอัฟกันและชาวตุรกี โดยในต้นศตวรรษที่ 8 กองทัพอาหรับได้เข้าโจมตีและยึดครองแคว้นสินธ์ แต่ก็ไม่สามารถรุกคืบเข้าสู่ส่วนลึกของอินเดียได้
หลังจากนั้น แคว้นสินธ์ได้แยกตัวเป็นอิสระ ทำให้อินเดียปลอดจากการรุกรานครั้งใหญ่เป็นเวลาร่วม 300 ปี กระทั่งราวปีค.ศ.1000 (พ.ศ.1543) “มะห์มุดแห่งกัซนี (Mahmud of Ghazni)” สุลต่านแห่งจักรวรรดิแฆซแนวีด ได้เริ่มเปิดฉากโจมตีอินเดียโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหลั่งเลือดและปล้นสะดมทรัพย์สิน
กองทัพของมะห์มุดแห่งกัซนีได้ยึดครองพื้นที่ปัญจาบและสินธ์ได้สำเร็จ แต่ล้มเหลวในการยึดครองแคชเมียร์ จนกระทั่งมะห์มุดแห่งกัซนีสวรรคตในปีค.ศ.1030 (พ.ศ.1573) อินเดียจึงได้ว่างเว้นจากการรุกรานครั้งใหญ่ไปอีกราว 150 ปี
ต่อมา “ชาฮาบุดดิน โกรี (Shahabuddin Ghori)” ได้เข้ายึดอำนาจต่อจากราชวงศ์กัซนาวิด และได้ทำศึกกับ “ปฤถวีราช เจาฮัน (Prithviraj Chauhan)” ผู้ปกครองเมืองเดลี ซึ่งในการศึกครั้งแรก โกรีพ่ายแพ้อย่างยับเยิน
ทว่าในอีกหนึ่งปีต่อมา โกรีได้ยกทัพมาตีเดลีอีกครั้งและสามารถเอาชนะปฤถวีราช เจาฮันได้ด้วยกลอุบายและความช่วยเหลือจาก “ชัยจันทร (Jaichand)” ซึ่งเป็นพ่อตาของปฤถวีราชเอง เนื่องจากมีความขัดแย้งส่วนตัว ส่งผลให้ในปีค.ศ.1192 (พ.ศ.1735) บัลลังก์แห่งเดลีตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชาฮาบุดดิน โกรีในที่สุด
ในปลายศตวรรษที่ 14 “ตีมูร์ (Timur)” ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเตมือร์และราชวงศ์เตมือร์ ได้นำกองทัพมองโกลจากทางเหนือเข้าโจมตีอินเดีย ซึ่งการรุกรานครั้งนั้นได้ทำลายล้างสุลต่านแห่งเดลีจนทำให้ดินแดนอินเดียเหนืออ่อนแอลงอย่างมาก ในขณะที่ทางตอนใต้ จักรวรรดิวิชยนครก็กำลังเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่
ต่อมาในปีค.ศ.1526 (พ.ศ.2069) “บาบูร์ (Babur)” สายเลือดของตีมูร์ ก็สามารถเอาชนะผู้ปกครองเดลีและก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของ "ยุคจักรวรรดิโมกุล" ในอินเดีย
จักรวรรดิโมกุลได้แผ่แสนยานุภาพและครองความเป็นใหญ่ในอินเดียยาวนานร่วม 200 ปีผ่านการปกครองของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ ทว่าในรัชสมัยของ “จักรพรรดิออรังเซบ (Aurangzeb)” พระองค์กลับมีแนวคิดที่แตกต่างจากจักรพรรดิองค์ก่อนๆ และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ปกครองที่โหดร้ายและเข้มงวด
ในรัชสมัยของ “จักรพรรดิจาฮันกีร์ (Jahangir)” มหาอำนาจตะวันตกได้เริ่มเข้ามาแข่งขันกันขยายอิทธิพล กองทัพเรืออังกฤษสามารถเอาชนะกองทัพเรือโปรตุเกสและเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของอิทธิพลอังกฤษบนแผ่นดินนี้
ในช่วงเวลานั้น “เซอร์ โทมัส โร (Sit Thomas Roe)” ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าจักรพรรดิจาฮันกีร์ในฐานะผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ เพื่อทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดตั้งโรงงานการค้าแห่งแรกที่เมืองสุรัต ซึ่งองค์จักรพรรดิก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และนั่นคือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของอิทธิพลอังกฤษในอินเดีย
หลังจากอังกฤษตั้งโรงงานการค้าแห่งแรกที่เมืองสุรัตในปีค.ศ.1615 (พ.ศ.2158) ครั้นถึงปีค.ศ.1685 (พ.ศ.2228) จักรวรรดิโมกุลก็เริ่มระส่ำระสาย และเมื่อเห็นความอ่อนแอของจักรวรรดิโมกุล รัฐบาลอังกฤษก็มุ่งมั่นที่จะเพิ่มอำนาจการควบคุมอินเดียให้มากยิ่งขึ้น
การสวรรคตของจักรพรรดิออรังเซบในปีค.ศ.1707 (พ.ศ.2250) ได้สร้างสุญญากาศทางการเมืองครั้งใหญ่ ดึงดูดให้ขุมกำลังต่างๆ พยายามเข้ามายึดครองอินเดีย และหลังจากชนะ "ยุทธการที่พลาซเซย์ (Battle of Plassey)“ ในปีค.ศ.1757 (พ.ศ.2300) อังกฤษก็สามารถสถาปนาอำนาจควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียไว้ได้อย่างมั่นคง ครอบคลุมแคว้นเบงกอล บิฮาร์ โอริสสา และบางส่วนของชายฝั่งตะวันตก
นับจากนั้น อำนาจของอังกฤษก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในศตวรรษที่ 18 มีสี่ขุมกำลังหลักที่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในอินเดีย ได้แก่ กลุ่มมราฐา (Marathas) อาณาจักรของ “ทิปูสุลต่าน (Tipu Sultan)” อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยในบรรดากลุ่มคนท้องถิ่น ชาวมราฐาถือเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุ
เมื่ออังกฤษสามารถปราบฝรั่งเศสลงได้ จึงเหลือผู้ท้าชิงเพียงสามฝ่าย ซึ่งต่อมาอำนาจของทิปูสุลต่านก็เริ่มถดถอย และตัวพระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์
การสวรรคตของทิปูสุลต่านทำให้อังกฤษแข็งแกร่งขึ้นทวีคูณ โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 19 รัฐบาลอังกฤษก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในอินเดียอย่างเบ็ดเสร็จ
อังกฤษสามารถปราบจักรวรรดิมราฐาลงได้ในปีค.ศ.1818 (พ.ศ.2361) และเข้ายึดครองอาณาจักรซิกข์ในปีค.ศ.1849 (พ.ศ.2392) ส่งผลให้เกือบทั้งอนุทวีปอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษโดยสมบูรณ์
อังกฤษได้เริ่มสูบเลือดสูบเนื้อทรัพยากรและความมั่งคั่งของอินเดียเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ความโลภและการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่อังกฤษทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวนาอินเดียจำนวนมากถูกบังคับให้ปลูกฝิ่นอย่างผิดกฎหมาย โดยได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินและถูกขูดรีดอย่างทารุณ ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับภาระภาษีที่หนักอึ้
วิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารและโรคระบาดส่งผลให้ประชาชนนับพันคนต้องล้มตายจากความอดอยากและโรคร้ายในทุกๆ วัน ทว่า “บริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company)” บริษัทของอังกฤษ กลับเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากเหล่านั้น ซ้ำร้าย ปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานาน ทั้งการเลือกปฏิบัติทางวรรณะ ความไม่เท่าเทียมทางเพศ และสถานภาพที่ย่ำแย่ของสตรี กลับไม่ได้รับการแก้ไขหรือเหลียวแลจากรัฐบาลอาณานิคมเลย ในทางกลับกัน กลุ่มชนชั้นล่างโดยเฉพาะวรรณะศูทร กลับต้องเผชิญกับการกดขี่ที่รุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้
ความโกรธแค้นของประชาชนในอินเดียเหนือต่อรัฐบาลอังกฤษพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดเนื่องจากเผด็จการอาณานิคมละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและการกดขี่ ทำให้ในปี ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400) การปฏิวัติครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นที่เมืองมีรุต และเปลวไฟแห่งการปฏิวัตินี้ก็ได้ลุกลามไปทั่วอินเดียเหนืออย่างรวดเร็ว ปลุกจิตสำนึกและเสียงเรียกร้องอิสรภาพให้ตื่นขึ้นในใจของชาวอินเดียทุกคน
สปิริตแห่งการต่อต้านยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ของอวัธ เดลี บิฮาร์ และอินเดียตอนกลาง ภายใต้การนำของเหล่าวีรบุรุษและวีรสตรีผู้กล้าหาญมากมาย
การลุกฮือในครั้งนี้สั่นคลอนเสถียรภาพของอังกฤษอย่างรุนแรงจนบริษัทอินเดียตะวันออกไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป รัฐบาลอังกฤษจึงต้องเข้าแทรกแซงและโอนย้ายอำนาจการบริหารทั้งหมดไปขึ้นตรงต่อรัฐสภาอังกฤษ โดยในเวลาต่อมา “สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (Queen Victoria)” ก็ได้รับการสถาปนาให้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย
เมื่อประชาชนอินเดียยังคงลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจำเป็นต้องมีตัวแทนที่จะเป็นกระบอกเสียงในการทวงคืนสิทธิชอบธรรม จึงนำไปสู่การจัดตั้ง "พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress)“ ขึ้นในปีค.ศ.1885 (พ.ศ.2428) ซึ่งกลายมาเป็นองค์กรหลักที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (WWI) ปะทุขึ้นในปีค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศข้อจำกัดและควบคุมพรรคคองเกรสฯ อีกทั้งยังใช้โรงงานทอผ้าในเบงกอล อะห์เมดาบัด และมุมไบ เร่งกำลังการผลิตเพื่อป้อนสินค้าเข้าสู่สงครามโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้นำอินเดีย
การผลิตนี้สร้างกำไรมหาศาลให้แก่พ่อค้าชาวอังกฤษและนักธุรกิจชาวอินเดียที่ร่ำรวยบางกลุ่ม ทว่าชนชั้นแรงงานกลับต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ซึ่งในช่วงเวลาอันมืดมนนี้เองที่ “มหาตมา คานธี (Mahatma Gandhi)” ได้เดินทางกลับจากแอฟริกาใต้และเข้าร่วมกับพรรคคองเกรสฯ
หลังจากประเมินสถานการณ์ในประเทศอย่างถี่ถ้วน คานธีได้เริ่มภารกิจรวบรวมประชาชนอินเดียจากทุกภาคส่วนให้เป็นปึกแผ่นเพื่อขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของอินเดีย และหลังจากผ่านการประท้วงและการเคลื่อนไหวอย่างยาวนาน ในปีค.ศ.1935 (พ.ศ.2478) รัฐบาลอังกฤษก็ได้ผ่าน “พระราชบัญญัติการปกครองอินเดียค.ศ.1935 (Government of India Act 1935)” ซึ่งอนุญาตให้ชาวอินเดียสามารถเลือกตั้งตัวแทนของตนเองเข้าไปบริหารงานบางส่วนได้ ทว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ยังคงอยู่ในมือของอังกฤษอยู่ดี
ต่อมา รัฐบาลอังกฤษได้ส่งกองทัพทหารอินเดียเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง (WWII) โดยพลการ ไม่มีการปรึกษาหารือกับพรรคคองเกรสฯ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ได้จุดชนวนความขัดแย้งรุนแรงและยกระดับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
กระแสความโกรธแค้นของประชาชนได้ทวีตัวขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลอังกฤษพยายามปราบปรามด้วยการจับกุมแกนนำและนักสู้เพื่อเสรีภาพจำนวนมาก แต่แม้เจ้าหน้าที่อาณานิคมจะใช้โทษประหารและการทารุณกรรมเพื่อสยบกลุ่มปฏิวัติ แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อต้านในเวลานั้นก็แข็งแกร่งเกินกว่าจะหยุดยั้งได้แล้ว
จากการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศนี้เอง ในที่สุดก็ได้ก่อตัวเป็น "ขบวนการขับไล่อังกฤษออกจากอินเดีย (Quit India Movement)” อันทรงพลัง นำไปสู่เอกราชของอินเดียในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490)
อาจจะกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของอินเดียคือการเดินทางอันยาวนานที่หล่อหลอมขึ้นจากวัฒนธรรม การต่อสู้ดิ้นรน และความเป็นปึกแผ่น นับตั้งแต่ยุคอารยธรรมโบราณผ่านพ้นมาจนถึงขบวนการกู้ชาติ ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่และประชาชนธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหลั่งเลือดและอุทิศชีวิตร่วมกันเพื่ออิสรภาพ หยาดเหงื่อ และความเสียสละเหล่านั้นก็ได้ให้กำเนิด "ประเทศอินเดียที่เป็นเอกราช" ในปีค.ศ.1947 (พ.ศ.2490)
บทเรียนจากการเดินทางครั้งนี้ได้ตอกย้ำถึงคุณค่าของความกล้าหาญ ความสามัคคี และสิทธิเสรีภาพ โดยในวันนี้ อินเดียยุคใหม่ยังคงก้าวหน้าเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ควบคู่ไปกับการโอบอุ้มและรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป
References:
https://medium.com/write-a-catalyst/the-incredible-history-of-india-281ac5409d2a
https://www.britannica.com/place/India/History
http://stateexpressindia.com/history/
https://www.memphistours.com/india/brief-history-of-india
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
9
1
9
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย