25 มิ.ย. เวลา 08:59 • ประวัติศาสตร์

ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา-นางาซากิ จุดจบของสงคราม หรือจุดเริ่มต้นของหายนะที่มนุษย์สร้างขึ้น?

*บทความนี้มีเจตนาเพื่อเล่าเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่มีเจตนาส่งเสริมความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) โลกได้เผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปตลอดกาล นั่นคือ “เหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ” ซึ่งถือเป็นการใช้ระเบิดปรมาณูครั้งแรกและครั้งเดียวในสงคราม
การโจมตีครั้งนี้ได้นำความหายนะมาสู่ทั้งสองเมือง คร่าชีวิตผู้คนไปหลายหมื่นคนในชั่วพริบตาและทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างอย่างราบคาบ มนุษยชาติไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ชาวญี่ปุ่นต่างตกตะลึงกับอานุภาพของระเบิดเพียงลูกเดียวที่สามารถทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้อย่างสิ้นเชิง
แต่หลังจากความสูญเสียจากทั้งสองเมือง ความจริงอันโหดร้ายของระเบิดปรมาณูก็ปรากฏชัดเจน และในเวลาต่อมาญี่ปุ่นก็ได้ประกาศยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้สงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) ยุติลงอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
เหตุการณ์การทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเป็นการโจมตีเมืองในญี่ปุ่นโดยกองทัพอเมริกันในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยระเบิดปรมาณูนี้ได้รับการพัฒนาโดยสหรัฐอเมริกาผ่าน "โครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project)" ซึ่งประสบความสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ที่ไซต์ทดสอบทรีนีตี้ในรัฐนิวเม็กซิโก
หลังจากนั้น เรือรบหลายลำของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเรือ “USS Indianapolis” ได้ถูกส่งไปขนส่งชิ้นส่วนระเบิดไปยังเกาะทีเนียน ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูในเดือนสิงหาคม
เหตุผลที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้ระเบิดเหล่านี้เนื่องมาจากในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) สงครามในยุโรปได้ยุติลงแล้วจากการที่เยอรมนีประกาศยอมแพ้ในเดือนพฤษภาคม แต่ทางญี่ปุ่นยังคงยืนกรานที่จะต่อสู้ต่อไป โดยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ญี่ปุ่นได้ปฏิเสธข้อตกลงยอมแพ้ใน "ปฏิญญาพอตสดัม (Potsdam Declaration)" ซึ่งเป็นคำขาดที่ขู่ว่าจะทำลายล้างแผ่นดินญี่ปุ่นให้ย่อยยับหากยังคงดื้อรั้นที่จะสู้ต่อ สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจดำเนินการโจมตีหลังจากนั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง
เมืองฮิโรชิมาถูกโจมตีในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) เวลา 08:16 น. โดยสาเหตุที่เลือกฮิโรชิมาเป็นเป้าหมายเพราะสหรัฐอเมริกาต้องการแสดงอานุภาพของระเบิดเพื่อบีบให้ญี่ปุ่นยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยฮิโรชิมาเป็นเมืองที่มีประชากรมาก มีประชากรกว่า 350,000 คน ซึ่งหากทิ้งระเบิดลงมาจะสร้างความเสียหายได้ทั่วทั้งเมือง อีกทั้งยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญทางทหาร
ระเบิดได้ถูกทิ้งลงจากเครื่องบินที่ชื่อว่า "อีโนลา เกย์ (Enola Gay)“ ซึ่งตั้งชื่อตามมารดาของนักบินคือ นาวาอากาศโท ”พอล ทิบเบตส์ (Paul Tibbets)” ซึ่งได้แจ้งลูกเรือทั้ง 12 คนว่าพวกเขากำลังจะมีส่วนร่วมในภารกิจที่จะยุติสงคราม โดยระเบิดที่ใช้มีชื่อว่า "ลิตเติลบอย (Little Boy)“ มีอานุภาพระเบิดเท่ากับทีเอ็นที 15 กิโลตัน
ระเบิดทำงานที่ความสูง 1,968 ฟุตเหนือพื้นดินใน 43 วินาทีหลังจากถูกปล่อยลงมา ลูกไฟขยายตัวถึง 900 ฟุตในทันที และอุณหภูมิที่พื้นดินพุ่งสูงถึง 7,000 องศาฟาเรนไฮต์
แรงระเบิดเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 984 ไมล์ (ประมาณเกือบ 1,600 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ทำลายอาคารบ้านเรือนไปกว่า 2 ใน 3 ของเมือง คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก โดยสำหรับยอดผู้เสียชีวิตนั้น แม้ทางกองทัพอเมริกันจะประเมินไว้ที่ 70,000 คน แต่ทางเว็บไซต์ของเมืองฮิโรชิมาประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 140,000 คนภายในสิ้นปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) จากทั้งแรงระเบิดและพิษจากรังสี
ในขณะนั้นทางการญี่ปุ่นยังคงลังเลและไม่เชื่อมั่นในรายงานของประธานาธิบดี “แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman)” ว่าเป็นระเบิดรูปแบบใหม่ที่รุนแรงมาก จนกระทั่งมีการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้น
เมืองนางาซากิถูกระเบิดในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) เวลา 11:02 น. โดยเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาโจมตีนางาซากิ ก็เป็นเพราะเป้าหมายแรก นั่นคือเมืองโคคุระนั้น มีสภาพอากาศปิดและเมฆหนามาก ทำให้ต้องเปลี่ยนมายังเป้าหมายสำรองคือนางาซากิ โดยระเบิดที่ใช้มีชื่อว่า "แฟตแมน (Fat Man)“ เป็นระเบิดพลูโทเนียมที่มีอานุภาพถึง 21 กิโลตัน ซึ่งสูงกว่าลูกแรก โดยระเบิดที่ความสูง 1,650 ฟุตเหนือเมือง
หัวหน้าทีมแพทย์ของโครงการแมนฮัตตันได้ให้การต่อสภาคองเกรสในเวลาต่อมาว่า แม้จะมีการยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตที่ถูกเผาและฌาปนกิจไปแล้วกว่า 40,000 คน แต่เชื่อว่ายังมีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 20,000 ถึง 30,000 คนที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังหรือถูกไฟเผาผลาญจนไม่พบร่าง
สำหรับการสรุปยอดผู้เสียชีวิตรวมของทั้งสองเหตุการณ์นั้น หากนับเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตทันทีจะอยู่ที่ประมาณ 110,000 คน แต่หากรวมผู้ที่เสียชีวิตจากบาดแผลและพิษจากรังสี ตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 210,000 คน หรือในบางการประเมินระบุว่าอาจสูงถึง 246,000 คน
หลังจากเหตุการณ์ที่นางาซากิ “จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito)” พระประมุขแห่งญี่ปุ่น จึงตัดสินพระทัยยอมรับปฏิญญาพอตสดัมและประกาศยอมแพ้ทางวิทยุในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ก่อนจะมีการลงนามยอมจำนนอย่างเป็นทางการบนเรือ USS Missouri ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
แม้การยอมแพ้ของญี่ปุ่นจะเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความพ่ายแพ้ทางทหาร การขาดแคลนอาหาร และการที่สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม แต่การทิ้งระเบิดปรมาณูก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการบีบให้สงครามยุติลง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความจำเป็นในการใช้ระเบิดก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดีทรูแมนได้เคยเขียนในจดหมายถึงน้องสาวของเขาว่า
"มันเป็นการตัดสินใจที่เลวร้าย แต่ฉันต้องทำ ฉันทำไปเพื่อรักษาชีวิตเด็กหนุ่มชาวอเมริกัน 250,000 คน และฉันจะตัดสินใจแบบเดิมภายใต้สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน"
แล้วคุณล่ะ? คิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่?
โฆษณา