26 มิ.ย. เวลา 12:11 • ประวัติศาสตร์

เปิดตำนาน "Project Iceworm" แผนนิวเคลียร์ลับใต้ดินที่พ่ายแพ้ต่อธรรมชาติ

หลังจากสหรัฐอเมริกาพัฒนาระเบิดปรมาณูลูกแรกได้สำเร็จในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) พวกเขาก็ครองอำนาจเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์เพียงหนึ่งเดียวในโลกอยู่สี่ปีเต็ม
ทว่าในปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ลูกแรกเช่นกัน ส่งผลให้สงครามเย็นก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว และในขณะที่สองขั้วอำนาจต่างเร่งชิงความได้เปรียบ กองทัพอเมริกันก็ได้เริ่มดำเนินโครงการลับสุดยอดเพื่อซ่อนอาวุธนิวเคลียร์ไว้ใต้แผ่นน้ำแข็งของอาร์กติก ซึ่งเป็นจุดที่สามารถโจมตีสหภาพโซเวียตได้อย่างง่ายดาย
โครงการนี้มีชื่อรหัสว่า "โปรเจกต์ไอซ์เวิร์ม (Project Iceworm)“
แต่ท้ายที่สุดแล้ว แผ่นน้ำแข็งแห่งกรีนแลนด์กลับมีอานุภาพทรงพลังยิ่งกว่าอำนาจใดๆ ในสงครามเย็น
ในช่วงทศวรรษ 1950 (พ.ศ.2493-2502) สงครามเย็นได้เริ่มทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง
การเก็บคลังแสงนิวเคลียร์ไว้ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่เพราะอาจตกเป็นเป้าสายตาและถูกโจมตีได้ง่าย ดังนั้นในช่วงปลายทศวรรษ กองทัพบกอเมริกันจึงผุดไอเดียสุดล้ำลึก นั่นคือสร้างฐานทัพนิวเคลียร์ลับใต้ดินในกรีนแลนด์
ข้อตกลงในปีค.ศ.1951 (พ.ศ.2493) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาสร้างฐานทัพอากาศในกรีนแลนด์ (ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก) ได้ แต่สหรัฐอเมริกาต้องการมากกว่านั้น กองทัพบกอเมริกันปรารถนาจะสร้างอุโมงค์นิวเคลียร์ใต้ดินเพื่อใช้เป็นที่เก็บขีปนาวุธ
อภิมหาโครงการลับ "โปรเจกต์ไอซ์เวิร์ม (Project Iceworm)" นี้ ตั้งเป้าที่จะขุดเจาะอุโมงค์ใต้ผืนน้ำแข็งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 52,000 ตารางไมล์ (ประมาณ 81.17 ล้านไร่) ซึ่งใหญ่กว่าขนาดของประเทศเดนมาร์กถึงสามเท่า โดยจะมีการขุดร่องลึกห่างกันทุกๆ สี่ไมล์ (ประมาณ 6.4 กิโลเมตร) เพื่อติดตั้งขีปนาวุธแบบเคลื่อนที่ได้จำนวน 600 ลูก ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายสลับไปมาภายในฐานทัพได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังเตรียมส่งทหารประจำการถึง 11,000 นายให้ลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง พร้อมเปิดฉากโจมตีทันทีที่ได้รับคำสั่ง
เอกสารลับสุดยอดปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) จากศูนย์ศึกษาทหารช่างกองทัพบกอเมริกันระบุว่า กรีนแลนด์คือทำเลที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะอยู่ห่างจากกรุงมอสโกเพียง 3,000 ไมล์ (ประมาณ 4,800 กิโลเมตร) ทำให้ขีปนาวุธสามารถพุ่งเป้าถล่มสหภาพโซเวียตได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว และการซ่อนอาวุธไว้ใต้ดินและเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลาก็จะช่วยพรางตาจากการตรวจจับ และยังเป็นหลักประกันว่าสหรัฐอเมริกาจะยังมีศักยภาพในการสวนกลับได้ทันควันหากถูกสหภาพโซเวียตเปิดฉากยิงนิวเคลียร์ใส่ก่อ
เอกสารที่บันทึกโดยมูลนิธิมรดกปรมาณู (Atomic Heritage Foundation) ระบุว่า
"มันจะกระจายตัวอยู่ในเครือข่ายอุโมงค์ใต้ขุดเจาะขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งเจ้าหน้าที่และขีปนาวุธจะได้รับการปกป้องจากสภาพอากาศ รวมถึงการโจมตีจากข้าศึกในระดับหนึ่ง การจัดวางกำลังเช่นนี้ทำให้ยากต่อการถูกทำลาย เว้นแต่จะโดนโจมตีอย่างหนักหน่วงครั้งใหญ่ และถึงกระนั้น กองกำลังส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมที่จะถูกปล่อยออกไปได้ การพรางตาและการสับเปลี่ยนรูปแบบการวางกำลังจะช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูระบุเป้าหมายจุดสำคัญของเราได้"
ข้อมูลจากมูลนิธิมรดกปรมาณูเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้ลองเสนอไอเดียการสร้างฐานทัพนี้ให้เดนมาร์กรับทราบในปีค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) แต่เมื่อทางเดนมาร์กสงวนท่าทีและไม่มีความชัดเจน สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเดินหน้าโปรเจกต์ไอซ์เวิร์มด้วยตัวเองทันที
แต่โครงการนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อไม่มีใครระแคะระคายเรื่องขีปนาวุธนำวิถีที่ซ่อนอยู่ กองทัพบกอเมริกันจึงได้กุเรื่องฉากบังหน้าขึ้นมา
ในปีค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) การก่อสร้าง "แคมป์เซนจูรี (Camp Century)“ ได้เริ่มต้นขึ้น โดยรัฐบาลอ้างว่าเป็น "สถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์" ของสหรัฐอเมริกา ทว่าในความเป็นจริง สถานีวิจัยแห่งนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าของฐานทัพนิวเคลียร์ใต้ดินขนาดมหึมาภายใต้โปรเจกต์ไอซ์เวิร์
การสร้างแคมป์เซนจูรีต้องเผชิญกับอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งแรกที่วิศวกรต้องทำคือการตัดถนนผ่านชั้นน้ำแข็ง จากนั้นต้องขนส่งเสบียงและอุปกรณ์หนักหลายพันตันด้วยเลื่อนหิมะขนาดใหญ่ซึ่งทำความเร็วได้เพียง 2 ไมล์ (ประมาณ 3.2 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมงเท่านั้น ส่งผลให้การเดินทางจากฐานทัพอากาศธูเล (Thule Air Base) ไปยังไซต์งานต้องใช้เวลานานถึง 70 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ขั้นตอนต่อมา วิศวกรต้องขุดร่องลึกลงไปในหิมะและน้ำแข็ง นำโครงหลังคาเหล็กทรงโค้งมาครอบไว้ แล้วถมทับด้วยหิมะอีกชั้นเพื่อพรางตา จากนั้นจึงเริ่มสร้างเครือข่ายอาคารต่างๆ ไว้ใต้อุโมงค์เหล่านั้น โดยอุโมงค์ที่ยาวที่สุดถูกขนานนามว่า "ถนนสายหลัก (Main Street)“ มีความยาวถึง 1,000 ฟุต (ประมาณ 300 เมตร)
ในท้ายที่สุด ทีมวิศวกรก็สามารถสร้างอุโมงค์ได้ทั้งหมด 26 เส้นทาง ทอดตัวยาวรวมกันกว่าสองไมล์ (ประมาณ 3.2 กิโลเมตร) เชื่อมต่อยอดโดมที่พัก โรงอาหาร โรงพยาบาล และห้องสันทนาการ ยิ่งไปกว่านั้น เมืองใต้ดินแห่งนี้ยังมีโรงเรียนและโรงภาพยนตร์ด้วย และตั้งแต่ปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) แคมป์เซนจูรีก็ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยมีแผนที่จะติดตั้งเพิ่มอีกสองเครื่องในอนาคต
เพื่อความแนบเนียน กองทัพบกอเมริกันถึงกับลงทุนปล่อยภาพยนตร์สารคดีชุด "City Under the Ice (เมืองใต้ผืนน้ำแข็ง)“ ออกสู่สาธารณะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาบริสุทธิ์ใจและไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่ความจริงพวกเขามีสิ่งอื่นซ่อนอยู่ เพราะแคมป์เซนจูรีภายใต้โปรเจกต์ไอซ์เวิร์มได้ถูกออกแบบมาให้รองรับขีปนาวุธนำวิถีพิสัยกลาง (MRBMs) มากพอที่จะทำลายล้างเป้าหมายร้อยละ 80 ในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกให้ย่อยยับ ซึ่งมันน่าจะเป็นฐานทัพนิวเคลียร์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก หากมันสร้างเสร็จสมบูรณ์
แต่ไม่นานนัก โปรเจกต์ไอซ์เวิร์มก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางธรรมชาติอันร้ายกาจ แผนการเดิมระบุว่าต้องขุดอุโมงค์ให้ได้ระยะทางรวม 52,000 ไมล์ (ประมาณ 83,600 กิโลเมตร) แต่ในความเป็นจริงพวกเขาสร้างได้เพียงแค่ 2 ไมล์ (ประมาณ 3.2 กิโลเมตร) เท่านั้น เนื่องจากอุโมงค์มักจะถล่มลงมาซ้ำๆ จากแรงบีบอัดอันมหาศาลและการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ นอกจากนี้ แผนการที่จะรันเมืองด้วยพลังงานนิวเคลียร์ก็ต้องเจอปัญหาใหญ่ เพราะสภาพอากาศที่หนาวจัดจนสุดขั้วทำให้โลหะเปราะและแตกร้าว เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์
นอกเหนือจากความยากลำบากในการก่อสร้างแล้ว การใช้ชีวิตและดำเนินงานในฐานทัพแห่งนี้ก็เป็นฝันร้ายไม่แพ้กัน สภาพแวดล้อมในกรีนแลนด์โหดร้ายเกินกว่ามนุษย์จะทนไหว ในวันที่สภาพอากาศย่ำแย่ อุณหภูมิอาจดิ่งทะลุถึง -70 องศาฟาเรนไฮต์ (-56 องศาเซลเซียส) พร้อมกับกระแสลมพัดคลั่งด้วยความเร็วสูงถึง 120 ไมล์ (ประมาณ 193 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง
ในที่สุด กองทัพก็ตระหนักได้ว่าแคมป์เซนจูรีสร้างปัญหามากกว่าผลประโยชน์ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องเดี่ยวของฐานทัพทำงานได้เพียง 33 เดือนเท่านั้น และเมืองใต้น้ำแข็งที่ตั้งเป้าจะรองรับคนได้ถึง 11,000 นาย กลับไม่เคยมีผู้อยู่อาศัยเกิน 200 คนเลยสักครั้ง
เมื่อเป็นอย่างนี้ กองทัพอเมริกันจึงสั่งยกเลิกโปรเจกต์ไอซ์เวิร์ม อย่างเป็นทางการในปีค.ศ.1963 (พ.ศ.2506) ซึ่งแม้ว่าสาธารณชนจะเพิ่งมารับรู้ความจริงเกี่ยวกับแคมป์เซนจูรีในช่วงทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533-2542) แต่โครงการลับสุดยอดในอดีตนี้กำลังส่งผลกระทบระยะยาวที่น่ากลัวต่อโลกในปัจจุบัน
หลังจากปิดฉากโปรเจกต์ไอซ์เวิร์ม แคมป์เซนจูรียังคงเปิดใช้งานในวงจำกัดจนถึงปีค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) ทว่าด้วยปริมาณหิมะที่ตกสะสมหนาถึงปีละสี่ฟุต (ประมาณ 121 เซนติเมตร) เมืองนิวเคลียร์ที่ถูกทิ้งร้างจึงค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง อุโมงค์ต่างๆ พังทลาย และกองทัพบกอเมริกันก็ย้ายออกไปอย่างถาวร
แต่พวกเขาได้ทิ้งขยะอันตรายจำนวนมหาศาลไว้เบื้องหลัง
ในเวลานั้น กองทัพคาดการณ์ว่าหิมะและน้ำแข็งที่ตกทับถมจะช่วยฝังกลบสารหล่อเย็นกัมมันตรังสี น้ำมันดีเซล และน้ำเสียปนเปื้อนเอาไว้ตลอดกาล ทว่าผลการศึกษาในปีค.ศ.2016 (พ.ศ.2559) พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิดอย่างมหันต์
ขยะอันตรายจากแคมป์เซนจูรีได้แพร่กระจายเป็นวงกว้างเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 100 สนามรวมกัน และวิกฤตสภาวะโลกร้อน (Global Warming) กำลังจะละลายแผ่นน้ำแข็งและเปิดโปงขยะพิษเหล่านี้ให้โผล่พ้นขึ้นมาสู่โลกภายนอกภายในสิ้นศตวรรษนี้
โปรเจกต์ไอซ์เวิร์มอาจล่มสลายไปนานแล้ว แต่ “ระเบิดเวลา” ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งกรีนแลนด์เพิ่งจะเริ่มต้นนับถอยหลังเท่านั้น
โฆษณา