Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
25 มิ.ย. เวลา 12:00 • การศึกษา
ห้ามเด็กใช้ AI! ทำไม “นอร์เวย์” ถึงสั่งแบน AI ในโรงเรียนประถม?
ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีระดับเปลี่ยนโลกถือกำเนิดขึ้น มนุษยชาติมักจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งเสมอ…
ฝั่งหนึ่งคือคนที่อ้าแขนรับและพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่อีกฝั่งคือคนที่ตั้งคำถามถึงราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อแลกกับความสะดวกสบายเหล่านั้น
ในยุคปัจจุบัน คงไม่มีเทคโนโลยีไหนสร้างแรงกระเพื่อมได้มากไปกว่า “Generative AI”
มันคือ AI ที่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหา บทความ หรืองานศิลปะได้ราวกับมนุษย์
หลายประเทศทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อนำสิ่งนี้เข้าไปบูรณาการในระบบการศึกษา
เป้าหมายก็เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตที่กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเหยียบคันเร่ง กลับมีประเทศหนึ่งที่ตัดสินใจเหยียบเบรกอย่างเต็มกำลัง…
ประเทศนั้นคือ Norway
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters ได้รายงานความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก
1
รัฐบาล Norway ประกาศใช้มาตรการที่แทบจะเป็นการแบน AI ในโรงเรียนประถมศึกษาอย่างเด็ดขาด
เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป เด็กนักเรียนอายุ 6 ถึง 13 ปี จะถูกห้ามไม่ให้ใช้งานสิ่งนี้ในโรงเรียน
สำหรับวัยรุ่นอายุ 14 ถึง 16 ปี จะได้รับอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะตอนที่อยู่ภายใต้การดูแลของครูเท่านั้น
และจะเปิดโอกาสให้นักเรียนช่วงอายุ 17 ถึง 19 ปี ได้เรียนรู้วิธีใช้งานอย่างเหมาะสม
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงเป็นอันดับต้นๆ ถึงเลือกทำแบบนี้…
ทำไมพวกเขาถึงเลือกกีดกันเทคโนโลยีแห่งอนาคตออกจากการรับรู้ของเด็กเล็ก
คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่กลไกการทำงานของสมองมนุษย์
Jonas Gahr Støre นายกรัฐมนตรีของ Norway ได้ให้เหตุผลที่น่าคิดเป็นอย่างมาก
เขาบอกว่าการปล่อยให้เด็กเล็กพึ่งพาเทคโนโลยีมากไป จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะสูญเสียขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้…
สิ่งที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนไม่ใช่การสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบเพื่อส่งครู
แต่คือการที่เด็กได้เรียนรู้กระบวนการอ่าน เขียน และทำความเข้าใจคณิตศาสตร์ด้วยความคิดของตัวเอง
หากเราดูข้อมูลจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาพัฒนาการ จะพบแนวคิดหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
นั่นคือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Cognitive Offloading”
อธิบายให้เข้าใจง่าย มันคือการผลักภาระทางความคิดไปให้เครื่องจักรทำหน้าที่แทนสมองของเรา…
ลองจินตนาการเวลาเด็กได้รับโจทย์ให้เขียนเรียงความซักหนึ่งหน้ากระดาษ
ในกระบวนการปกติ สมองจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อดึงข้อมูลจากความจำ นำมาจัดโครงสร้างความคิด
เด็กต้องลองผิดลองถูกกับการใช้ภาษา และค้นหาสไตล์การเล่าเรื่องของตัวเอง
ความยากลำบากที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้เอง ที่เป็นตัวสร้างรอยหยักในสมองและพัฒนาความสามารถทางปัญญา
มันช่วยพัฒนาทักษะที่เรียกว่า “Metacognition” ซึ่งก็คือความสามารถในการควบคุมและตรวจสอบความคิดของตัวเอง
แต่เมื่อมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามา เด็กเพียงแค่ป้อนคำสั่งสั้นๆ และปล่อยให้ระบบทำหน้าที่แทนทั้งหมด…
ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นเรียงความที่สละสลวยและดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
แต่มันคือความสมบูรณ์แบบที่ปราศจากจิตวิญญาณและความพยายามของมนุษย์
กระบวนการสร้างความแข็งแกร่งทางสติปัญญาของเด็กคนนั้น กลับเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย
นักวิจัยจากสถาบันชั้นนำหลายแห่ง เริ่มเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Cognitive Stunting”
มันคือภาวะชะงักงันทางสติปัญญา ที่ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นต่อไป
สมองของเด็กอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการการกระตุ้นเพื่อสร้างเส้นประสาทใหม่ๆ ตลอดเวลา
หากพวกเขาคุ้นเคยกับการได้คำตอบสำเร็จรูปโดยไม่ต้องผ่านความเหนื่อยยากของการคิด
สมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่องการแก้ปัญหาและการคิดเชิงลึกก็จะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น…
เด็กที่เติบโตมาโดยพึ่งพาระบบอัตโนมัติในการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น อาจกลายเป็นคนที่ดูเหมือนมีความรู้เยอะ
แต่เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตจริงที่ไม่สามารถใช้คำสั่งเพื่อหาคำตอบได้
พวกเขาอาจขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และไม่มีความอดทนในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
ความเปราะบางนี้คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี…
เรื่องราวนี้ชวนให้เรานึกย้อนกลับไปในช่วงยุคกรีกโบราณ
มีบันทึกว่านักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Socrates เคยแสดงความกังวลต่อการประดิษฐ์ตัวอักษรและการจดบันทึก
Socrates เชื่อว่าหากมนุษย์พึ่งพาตัวอักษรที่จดไว้ในกระดาษ เราจะสูญเสียความสามารถในการท่องจำ
หรือหากมองให้ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด ย้อนกลับไปในช่วงปี 1970
เมื่อเครื่องคิดเลขพกพาเริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องเรียน ก็เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน…
ผู้คนในยุคนั้นกังวลว่าเครื่องคิดเลขจะทำให้เด็กยุคต่อไปบวกลบคูณหารไม่เป็นอีกเลย
แต่ในท้ายที่สุด โลกก็ค้นพบว่าเครื่องคิดเลขเป็นเพียงเครื่องมือลดภาระการคำนวณพื้นฐาน
เครื่องคิดเลขไม่ได้แต่งนิยายแทนเรา มันไม่ได้วิเคราะห์โครงสร้างสังคมแทนเรา
หน้าที่ของมันคือการช่วยให้มนุษย์ก้าวไปแก้สมการที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่ขึ้นได้
3
แต่คำถามที่เราต้องกลับมาทบทวนในวันนี้ก็คือ เครื่องมือ AI ล้ำยุคในปัจจุบันเป็นแค่เครื่องคิดเลขแบบใหม่จริงหรือ
มันสามารถเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ ร่างสัญญาทางกฎหมาย และวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ในพริบตา
หรือมันกำลังทำหน้าที่คิดวิเคราะห์แทนเราไปแล้วในเกือบทุกมิติของชีวิต…
การให้ผลลัพธ์แบบสำเร็จรูป อาจไม่ได้ทำหน้าที่แค่ลดขั้นตอนที่น่าเบื่อหน่าย
แต่มันอาจกำลังตัดตอนกระบวนการเติบโตทางปัญญาของมนุษย์ออกไปอย่างถาวร
ความมั่นใจในการออกกฎหมายแบนของรัฐบาล Norway ไม่ได้เกิดจากความกลัวที่ไร้เหตุผล
แต่มันเกิดจากประสบการณ์จริงที่พวกเขาเคยทดลองทำและประสบความสำเร็จมาแล้ว
Norway เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่บังคับใช้มาตรการสั่งห้ามนำสมาร์ทโฟนเข้าโรงเรียน…
1
ผลลัพธ์จากการแบนสมาร์ทโฟน สร้างความประหลาดใจให้กับนักการศึกษาทั่วโลกอย่างมาก
จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศจำนวนกว่าสี่ร้อยแห่ง
พบว่าหลังจากมีการห้ามใช้สมาร์ทโฟนอย่างเด็ดขาด ปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ลดลงอย่างชัดเจน
เด็กไม่มีเครื่องมือสำหรับถ่ายคลิปวิดีโอหรือพิมพ์ข้อความโจมตีกันในช่วงเวลาพัก
ยิ่งไปกว่านั้น สุขภาพจิตของนักเรียนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิงมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…
อัตราการต้องเข้าพบจิตแพทย์และอาการของโรควิตกกังวลลดลง เด็กมีสมาธิกับการเรียนในห้องมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ผลการเรียนเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้รัฐบาล Norway มองเห็นภาพที่ใหญ่กว่าเดิม
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากเทคโนโลยีในโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องของการเดินถอยหลังลงคลอง
และไม่ใช่การปิดกั้นไม่ให้เด็กก้าวทันโลกอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
แต่คือการปกป้องวัยเด็กที่เปราะบาง เพื่อสร้างรากฐานทางความคิดที่แข็งแกร่ง…
เมื่อสมองของพวกเขาเติบโตเต็มที่และมีภูมิคุ้มกันทางความคิดที่มากพอ
การเปิดรับเทคโนโลยีในภายหลัง จะทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรอย่างแท้จริง
ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเครื่องจักรควบคุมกระบวนการคิดโดยไม่รู้ตัว
รัฐบาลยังเตรียมที่จะเสนอข้อกฎหมายใหม่ เพื่อส่งเสริมการใช้หนังสือจริงและกระดาษในห้องเรียนให้มากขึ้น
เป็นการดึงเด็กๆ กลับเข้าสู่วิถีการเรียนรู้ที่ต้องอาศัยสมาธิและการจดจ่อในระดับลึก
ซึ่งความกังวลในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในทวีปยุโรปเท่านั้น
หากมองข้ามมหาสมุทรไปที่ศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา
เราจะพบแรงกระเพื่อมของการต่อต้านที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในสังคม…
นิตยสาร The New Yorker ได้รายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ผลักดันระดับภาคประชาชน
1
พวกเขารวมตัวกันในชื่อ PACES ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ปกครองที่ตื่นตัว
เป้าหมายคือการเรียกร้องให้มีความระมัดระวังในการใช้ AI ในพื้นที่การศึกษา
กลุ่ม PACES กำลังรวมพลังเรียกร้องให้ Zohran Mamdani นายกเทศมนตรีของพวกเขาออกคำสั่ง
1
พวกเขาต้องการให้ประกาศระงับการใช้ “Generative AI” ในโรงเรียนทั่ว New York City ชั่วคราวเป็นเวลาสองปี…
เหตุผลคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมักให้ความสำคัญกับยอดผู้ใช้งาน
พวกเขาสนใจตัวเลขการเติบโตของระบบ มากกว่าความปลอดภัยทางจิตวิทยาของเด็กนักเรียน
ผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างเข้มข้น
เด็กเริ่มมีอาการแยกตัว ขาดสมาธิ และพึ่งพาเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวันมากเกินไป
ความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กเริ่มถดถอยลง
เพราะทุกความสงสัยสามารถถูกตอบสนองได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการค้นคว้าหรือตั้งสมมติฐาน
จนสูญเสียความมั่นใจในการลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยศักยภาพของตัวเอง…
การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่การปฏิเสธอนาคตหรือการต่อต้านนวัตกรรมแต่อย่างใด
แต่เป็นการตั้งคำถามถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสมในการนำมาปรับใช้กับเด็ก
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังและจะเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต
แต่การยัดเยียดเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ให้กับผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางความคิดที่แข็งแรงพอ
อาจสร้างผลเสียในระยะยาวที่เราไม่อาจประเมินค่าความเสียหายได้เลย…
เรื่องราวของประเทศ Norway และกลุ่มผู้ปกครองใน New York City เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมาก
ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวันด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีล้ำสมัย
บางครั้งความก้าวหน้าที่แท้จริง อาจไม่ได้หมายถึงการวิ่งตามของใหม่ให้เร็วที่สุด
1
แต่อาจหมายถึงการรู้จักหยุดคิดพิจารณา และปกป้องสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของมนุษย์เอาไว้
นั่นคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยสมองของเราเอง…
เมื่อถึงจุดหนึ่ง เทคโนโลยีอาจจะพัฒนาไปจนสามารถคิดแทนเราได้ในแทบทุกมิติของชีวิต
แต่สิ่งเดียวที่เครื่องจักรไม่มีวันทำแทนมนุษย์ได้อย่างแน่นอน
ก็คือการเติบโตทางความคิดและการเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ
เรากำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพ หรือเรากำลังใช้มันเพื่อลดทอนคุณค่าของมนุษย์ลงทีละน้อย
นี่คือคำถามสำคัญที่เราทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบอย่างเร่งด่วน
ก่อนที่กระบวนการคิดทั้งหมดของเรา จะถูกส่งมอบให้กับเครื่องจักรไปอย่างถาวร…
2
References : [reuters, newyorker, brookings, locksta, weforum]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
1
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/why-did-norway-ban-ai-in-primary-schools/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ข่าวรอบโลก
การศึกษา
38 บันทึก
61
2
75
38
61
2
75
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย