25 มิ.ย. เวลา 13:57 • ไลฟ์สไตล์

บทที่ 4 วันที่ผมเริ่มยิ้มกับโทรศัพท์

“บางข้อความ…ไม่ได้เปลี่ยนโลกของเรา
แต่เปลี่ยนทั้งวันของเราได้
แม้ไม่มี
คำว่าคิดถึงสักคำ
แต่กลับทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่เปิดอ่าน”
____
ผมไม่เคยคิดเลย
ว่าวันหนึ่ง…
โทรศัพท์เครื่องเดิม
ที่เคยมีไว้รับสาย
ตอบข้อความ
และจัดการเรื่องงาน
จะกลายเป็น
สิ่งที่ทำให้ผมหยิบขึ้นมาดู
โดยไม่มีเหตุผล
ไม่ใช่เพราะมีงานเข้า
แต่เพราะแอบหวัง
ว่าจะมีข้อความจากใครบางคน
ทุกเช้า
ผมเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า
“มอนิ่งค่ะ”
ทุกเย็น
มีคำถามสั้น ๆ
“กลับยังคะ”
หรือก่อนจบบทสนทนา
“เดินทางปลอดภัยค่ะ”
“ฝันดีค่ะ”
เป็นเพียงประโยคธรรมดา
ธรรมดาเสียจน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน
ผมคงอ่านข้อความแล้วก็ผ่านไป
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร
ผมกลับอ่านข้อความเดิม
ซ้ำอีกครั้ง
และยิ้ม
โดยไม่รู้ตัว
มีอยู่วันหนึ่ง
ผมนั่งรอตรวจงานภาคสนาม
ริมแม่น้ำหลังเลิกงาน
ลมเย็นพัดมาเบา ๆ
เสียงรถไฟวิ่งผ่าน
พร้อมเสียงหวูดที่ดังยาว
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
อ่านข้อความในไลน์
ช้า ๆ
บางข้อความ
ผมเผลออ่านซ้ำ
ทั้งที่รู้ดี
ว่ามันไม่ได้มีคำพิเศษอะไรเลย
แต่กลับทำให้
ช่วงเวลาที่เงียบที่สุดของวัน
อบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
ตอนนั้นเอง
ผมถึงเข้าใจว่า
ความสุข
บางครั้ง
ไม่ได้เกิดจาก
คำหวาน
หรือประโยคที่สวยงาม
แค่มีใครสักคน
ถามว่า
“งานเยอะไหมคะ”
“กลับยังคะ”
“เดินทางปลอดภัยค่ะ”
หรือส่งสติกเกอร์
หน้าตาทะเล้น ๆ
มาแกล้งกัน
ก็เพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้คนคนหนึ่ง
ยิ้มกับโทรศัพท์
ได้ทั้งวัน
ผมไม่รู้หรอก
ว่าความรู้สึกนี้
จะพาผมไปถึงตรงไหน
แต่ผมรู้เพียงว่า
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
โทรศัพท์เครื่องเดิม
ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป
มันกลายเป็น
สถานที่เล็ก ๆ
ที่มีรอยยิ้มของใครบางคน
เก็บอยู่ข้างใน 🌙
____
🌙
ตั้งแต่วันนั้น…
ผมไม่ได้ติดโทรศัพท์หรอก ผมแค่เผลอติดรอยยิ้มของใครบางคน ที่อยู่ในนั้น
หรือบางที…
สิ่งที่ผมรอ
ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือน
แต่เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มาพร้อมกับมัน
____
🌙 บันทึกระหว่างบท
หลังจากวันนั้น
ผมเริ่มรู้ตัวว่า
เวลามีเสียงแจ้งเตือน
ผมจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเร็วกว่าสมัยก่อน
ไม่ใช่เพราะกลัวพลาดงาน
แต่เพราะแอบหวัง
ว่าจะมีข้อความจากใครบางคน
โฆษณา