26 มิ.ย. เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
อิตาลี

ประเทศอิตาลี ตอนที่ 1 เกริ่นนำ

ประเทศอิตาลี มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐอิตาลี“ ที่น่าสนใจคือ ชื่อนี้ได้เกิดขึ้นในปี 1861(2404) ซึ่งถ้าเทียบเคียงไทม์ไลน์กับประวัติศาสตร์ไทย ก็จะตรงกับรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และหากนับอายุก็จะเป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีอายุแค่ 160 กว่าปีเท่านั้นเอง
1
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว อิตาลีเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณคือ อาณาจักรโรมัน หรือจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่มาหลายศตวรรษ โดยในศตวรรษที่14 ก็ยังเป็นศูนย์กลางของโลกตะวันตกเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยเรอเนสซองส์(Renaissance)
คือ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยการด้านต่างๆ จนก่อเกิดศิลปิน และนักปราชญ์ระดับโลก เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) และไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกจนพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะกันเลยทีเดียว แล้วเหตุไฉน.. จึงกลายมาเป็น “สาธารณรัฐอิตาลี” ที่มีอายุเพียงแค่ 160 กว่าปีกันล่ะ!!! และคำตอบก็อยู่ที่ “ ริซอร์จิเมนโต อิตาเลียโน" ซึ่งหมายถึง.. กระบวนการรวมชาติอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว
1
เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) และไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)
หลายคนอาจบอกว่า.. มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ในเมื่ออิตาลีนั้นเป็นชาติมหาอำนาจย่อมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นมาตั้งนานแล้ว แต่ก็มีอีกหลายคนสงสัยเช่นกันว่า.. หากคำว่า “ ริซอร์จิเมนโต หมายถึงการรวมชาติ ” ถ้างั้นก่อนหน้านี้พวกเขาก็แยกกันอยู่ และก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ล่ะซิ!! คำตอบคือ ถูกต้องแล้วครับ ในอดีตพวกเขาแยกตัวกันเป็นนครรัฐอิสระต่างๆ มากมาย อยู่กระจัดกระจายบนคาบสมุทรอิตาลีมานานนับพันปี
หลังจากที่พวกเขาผ่านการทำสงครามสู้รบกันยาวนานหลายทศวรรษ ต่อมาจัดตั้งเป็นราชอาณาจักรอิตาลี และสุดท้ายก็ผ่านกระบวนการรวมเลือดเนื้อเชื้อชาติอิตาเลียนเป็นรัฐหนึ่งเดียวได้สำเร็จ นั่นคือ “สาธารณรัฐอิตาลี” ดังเช่นทุกวันนี้ แถมเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับที่ 8 ของโลกด้วย
1
ดังนั้นผมจะขอเล่าถึง.. “กระบวนการรวมชาติ หรือ ริซอร์จิเมนโต“ ซึ่งแน่นอนว่า กว่าที่จะรวบรวมนครรัฐอิสระทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกัน ถึงแม้จะมีสายเลือดอิตาเลียนหมือนกัน ก็ไม่ใช่ว่าพูดคุยเจรจากันแล้วจะจบลงง่ายๆ นะครับ โดยเฉพาะในแถบคาบสมุทรอิตาลี หรือที่เรียกกันว่า เพนิโซลา อิตาเลียนา (Italian Peninsula หรือ Penisola italiana) ที่มีหน้าตาดูเหมือนรองเท้าบูตอย่างที่เห็นกันในวันนี้ จะถูกแวดล้อมไปด้วยมหาอำนาจหลายประเทศ เช่น
1
การรวมชาติอิตาลี Risorgimento
ฝรั่งเศสในยุคจักรวรรดิที่ 2 ภายใต้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 และอีกหนึ่งจักรวรรดิที่มีอำนาจสูงมาก ซึ่งก็คือ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ที่อยู่ทางตอนบนของคาบสมุทรอิตาลี แถมยังมีรัฐอิสสระที่พูดภาษาเยอรมันอยู่ทางตอนบนของคาบสมุทรด้วย ต่างก็มีความพยายามในการรวมชาติเหมือนกัน
ดังนั้น กระบวนการรวมชาติอิตาลีที่แวดล้อมไปด้วยบรรดามหาอำนาจเหล่านี้ จึงมีมิติที่มีความซับซ้อน ซึ่งมันเป็นความขัดแย้งกันเองภายในก็ดี รวมถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศก็ดี ต่างเข้ามามีอิทธิพลต่อการรวมชาติเป็นอย่างมากด้วย
แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการรวมชาติอิตาลีนี้ ก็ยังถือเป็นจุดกำเนิดของหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสงคราม หรือการรวมชาติกันโดยตรง แต่กลับกลายเป็นมรดกล้ำค่าที่อยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน แม้จะเป็นเพียงบทเพลง เช่น ราเด็ตสกีมาร์ช ของ โยฮันน์ ชเตราสส์ ที่ 1 หรือ ยอดบทเพลงโอเปร่าของจูเซปเป แวร์ดี รวมถึงไปจุดกำเนิดของกาชาดสากล ที่ก่อตั้งโดย ฌ็อง อ็องรี ดูนังต์ และยังเป็นชื่อของถนนอังรี ดูนังต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสภากาชาดไทยด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้โยงใยกันอย่างไร?? เราจะออกมาไล่เรียงกันครับ
ฌ็อง อ็องรี ดูนังต์
โดยขอเริ่มต้น.. ย้อนกลับไปที่บริบทกันก่อนว่า.. กระบวนการรวมชาติอิตาลี ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น มันมีจุดกำเนิดมาจากอะไรกันบ้าง เวลาที่เรานึกถึงศตวรรษที่ 19 ก็คือ ศตวรรษที่เริ่มต้นขึ้นด้วยเลข 18 เราจะต้องนึกถึงการที่กงสุลใหญ่แห่งฝรั่งเศสก็คือ นโปเลียน โบนาปาร์ต สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ หลังจากนั้นตามด้วยซีรีส์สงครามนโปเลียน หรือว่า Napoleonic Wars ที่ทำให้ยุโรปนั้น สั่นสะเทือนปั่นป่วนไปเป็น 10 ปีเลย
และเมื่อสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลงในปี 1814(2357) ทางฝรั่งเศสเองก็ยินดีที่จะมอบคืนพื้นที่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพิชิตมาได้กลับสู่เจ้าของเดิม ดังนั้นชาติยุโรป จึงรวมตัวกันที่กรุงเวียนนาเพื่อประชุมหารือถึงการวางแผนที่ผืนแผ่นดินยุโรปกันขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีความชัดเจน และเรียกการประชุมครั้งนี้ว่า “คองเกรสแห่งเวียนนา” โดยที่มี เคลเมนส์ ฟอน เมทเทอร์นิช เจ้าชายนักการทูตคนสำคัญของจักรวรรดิออสเตรียเป็นสถาปนิกในการวางแผนระเบียบใหม่ของยุโรป เพื่อทำให้ยุโรปนั้นมีความสงบสุขขึ้น
1
และด้วยการประชุมแบ่งพื้นที่เขตดินแดนที่มีความชัดเจน ความสมดุลอย่างลงตัวกันระหว่างมหาอำนาจนี้เอง ประกอบกับได้มีการวางรากฐานด้านการทูตไว้ด้วย จึงทำให้ในยุโรปมีสงครามน้อยลงมาก จนแทบไม่มีมหาอำนาจชาติใดที่จะสามารถขยายอำนาจแบบง่ายๆ ได้อีกต่อไป
คองเกรสแห่งเวียนนา
ในเวลานั้นชาติมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดพอที่จะทำสงครามได้ก็คือ ฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสเอง หลังสิ้นสงครามนโปเลียนพวกเขาอ่อนแอลงไปมาก ส่วนอังกฤษก็ใส่ใจแต่กับเรื่องการขยายอำนาจของบริติชเอ็มไพร์เข้าสู่โลกใหม่ที่กว้างกว่ายุโรปหลายเท่า และรัสเซียเองก็อยู่ห่างไกลออกไปมาก นอกจากนี้ก็ยังมีออสเตรีย-ฮังการีของราชวงศ์ฮับส์บูร์กด้วย
ในขณะเดียวกันชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่กระจัดกระจายเป็นรัฐเล็กๆ เช่น ในรูปแบบของแกรนด์ดัชชี พรินซิพาลิตี หรือที่เรียกกันว่า “ราชรัฐ” ก็คือ รัฐที่มีกษัตริย์ มีเจ้าชายเป็นผู้ปกครอง แต่ก็เป็นรัฐที่มีขนาดเล็ก และมีอยู่ด้วยกันหลายรัฐ ซึ่งชาติพันธุ์เหล่านี้ต่างก็อยากที่จะรวมชาติ รวมผู้คนที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน พูดภาษาเดียวกัน ให้กลายมาเป็นประเทศหนึ่งเดียวกัน
หากถามว่า.. จะรวมตัวรวมชาติกันไปทำไมล่ะ!!! คำตอบคือ พวกเขาต้องการให้มีความมั่นคง และแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาแผ่นดินของเขาในอนาคต หรืออย่างน้อยที่สุด พวกเขาต้องการมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะป้องกันการรุกรานจากชาติมหาอำนาจอื่นๆได้ เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรีย-ฮังการี หรือรัสเซีย เป็นต้น
อธิบายง่ายๆแนวความคิดนี้จะต้องมีรัฐชาติ (Nation-State) คือ ดินแดนที่ปกครองโดยรัฐบาลเดียว และกลุ่มคนที่มีชาติพันธ์เดียวกัน ใช้ภาษาคล้ายคลึงกัน มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมกันมาจนหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
1
ประเทศอิตาลี
ตัวอย่าง เช่น ปรัสเซีย ซึ่งเป็นอาณาจักรทางตอนเหนือของพื้นที่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เดิม ร่วมกับกลุ่มรัฐเยอรมันเดิม จนนำไปสู่การรวมแผ่นดินในปี 1871(2414) อันนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดแล้ว
เรากลับมาดูที่คาบสมุทรอิตาลีกันบ้าง ในวันเวลานี้ เมื่อพูดถึงประเทศอิตาลี เราก็จะนึกถึงหน้าตาเหมือนรองเท้าบูท สัณฐานยาวๆ หน่อย แล้วก็จะมีเกาะที่มีขนาดใหญ่อยู่ 2 เกาะด้วยกัน อันได้แก่ เกาะซาร์ดิเนีย แล้วก็อีกหนึ่งก็คือ ซิซิลี ที่อยู่ปลายรองเท้าบูท ซึ่งในอดีตเชื่อไหมว่า.. พื้นที่เหล่านี้ แตกแยกแบ่งออกเป็นนับ 10 รัฐด้วยกัน
แต่ดั้งเดิมพวกกรีกเรียกดินแดนนี้ว่า “อิตาเลีย” ต่อมาดินแดนที่เป็นคาบสมุทรนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของสาธารณรัฐ และจักรวรรดิโรมัน ที่เรียกกันว่า ”โรมา อิตาลิกา“ ก็คือ พวกโรมันที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลี และหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกในศตวรรษที่ 5 พวกเขาแตกออกมาเป็นรัฐขนาดกลางและขนาดเล็ก
บ้างก็เป็นราชรัฐ บ้างก็เป็นสาธารณรัฐ แต่ก็จะมีนครรัฐที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น นครรัฐฟลอเรนซ์ สาธารณรัฐเจนัว สาธารณรัฐเวนิส มิลาน เป็นต้น ยุคนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แถมลอมบาร์เดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ราบ ก็มักจะโดนฝรั่งเศสรุกรานอยู่เป็นประจำ และอยู่ในสภาพแบบนั้นมาเป็นเวลายาวนานมาก แล้วอะไรทำให้รัฐต่างๆที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายนี้ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ติดตามได้ตอนหน้าครับ
ฝากกดถูกใจ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
Reference ตอนที่ 1 เกริ่นนำ
โฆษณา