Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
26 มิ.ย. เวลา 02:09 • คริปโทเคอร์เรนซี
วังวนมรณะ MicroStrategy! ทำไมสมการของ Michael Saylor ถึงพังพินาศ?
ก็ต้องบอกว่ามีชายคนนึงเดินสายไปออกรายการโทรทัศน์แทบทุกช่อง ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เขาประกาศก้องให้ผู้คนทั่วโลกเอาบ้านไปจำนอง ขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มี แล้วนำเงินทั้งหมดมาซื้อ Bitcoin
ชายคนนี้ไม่ได้พร่ำสอนถึงวิธีการลงทุนแบบธรรมดา แต่เขากำลังเสนอสูตรสำเร็จของการสร้างความมั่งคั่งแบบไร้ขีดจำกัด
ราวกับว่าเขาค้นพบบัคในระบบการเงินโลก แต่ในขณะที่เขากำลังโน้มน้าวผู้คนให้เชื่อในสมการคณิตศาสตร์ที่เขาสร้างขึ้น
1
เขากลับกำลังเดิมพันอยู่บนพื้นฐานของตัวเลขที่ห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ
และเมื่อสมการคณิตศาสตร์นั้นถึงจุดแตกหัก อาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นก็กำลังดิ่งลงเหว…
มูลค่าส่วนเพิ่มที่เคยหอมหวานมลายหายไปในอากาศ นี่คือเรื่องราวเจาะลึกว่ากลไกของบริษัท MicroStrategy ล้มเหลวได้อย่างไร?
และเหตุใดในท้ายที่สุด นักลงทุนรายย่อยทั่วไปจึงมักตกเป็นผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดให้กับความทะเยอทะยานนี้
เพื่อทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เราต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับตัวเอกของเราเสียก่อน
ชายคนนี้มีชื่อว่า Michael Saylor เขาไม่ใช่คนในวงการคริปโตดั้งเดิมแต่อย่างใด
แต่เขาคือผู้รอดชีวิตจากยุคฟองสบู่เทคโนโลยีในยุคแรกเริ่ม…
ในช่วงปลายยุค 90s บริษัท MicroStrategy ของเขา เคยเป็นดาวเด่นที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นที่รักของนักลงทุนในยุคฟองสบู่
ในเวลานั้น Michael Saylor สวมบทบาทเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่พยายามบอกกับพวกเราว่า การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) คือสิ่งที่จะมาช่วยกอบกู้โลก
คำสัญญาที่สวยหรูทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งทะยาน ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ไม่มีวันสิ้นสุด
จนกระทั่งวันที่ 20 มีนาคม ปี 2000 ความจริงก็ปรากฏ…
MicroStrategy ได้ออกแถลงการณ์ช็อกตลาดว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงตัวเลขงบการเงินย้อนหลังสำหรับปี 1998 และ 1999
ผลลัพธ์จากการแก้ไขงบการเงินครั้งนั้น ทำให้รายได้ของพวกเขาหายไปประมาณ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ รายได้ที่หายไปส่วนใหญ่มาจากยอดที่ถูกตกแต่งให้โตเกินจริงในปี 1999
เมื่อความเชื่อมั่นพังทลาย ราคาหุ้นก็ตอบสนองในทันที หุ้นร่วงหล่นอย่างรุนแรงถึง 62% ภายในวันเดียว
จากราคา 260 ดอลลาร์สหรัฐ ร่วงลงมาเหลือเพียง 86 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์นี้ทำให้ Michael Saylor สูญเสียมูลค่าทรัพย์สินสุทธิส่วนตัวไปถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง…
ผลกรรมไม่ได้จบลงแค่ราคาหุ้นที่ดิ่งลง ต่อมาในปีเดียวกัน SEC ได้เดินหน้าดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงทางแพ่ง
ท้ายที่สุดแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้สั่งปรับเป็นเงินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ Michael Saylor และผู้บริหารคนอื่นๆ ยังต้องจ่ายเงินคืนอีกราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากผลประโยชน์ที่กอบโกยมา
แม้ว่า MicroStrategy จะสามารถรอดชีวิตจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้
แต่สภาพของบริษัทก็ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ที่เดินอย่างไร้จุดหมายในตลาดทุน
คนส่วนใหญ่เมื่อเผชิญกับบาดแผลที่สาหัสขนาดนี้ อาจจะจำบทเรียน หันหลังให้กับการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง
นำเงินไปซื้อพันธบัตรที่กระจายความเสี่ยงอย่างปลอดภัย แล้วเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่คำนิยามนั้นใช้ไม่ได้กับ Michael Saylor…
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสองทศวรรษ เข้าสู่ช่วงปี 2020
MicroStrategy มีเงินสดกองอยู่ในบัญชีธนาคารประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินจำนวนนี้ถูกแช่แข็งไว้โดยไม่ได้สร้างผลตอบแทนใดๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจก็กำลังค่อยๆ กัดกินมูลค่าของเงินสดก้อนนี้ไปเรื่อยๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ในเดือนสิงหาคม ปี 2020 Michael Saylor จึงตัดสินใจทำสิ่งที่แหกกฎทางการเงินอย่างสุดขั้ว
เขาเบิกเงินสดของบริษัทจำนวน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเงินทั้งหมดนั้นไปซื้อ Bitcoin…
ในตอนนั้น เขาตั้งชื่อเรียกการกระทำนี้อย่างเป็นทางการว่า “Treasury Reserve Policy”
เขาให้เหตุผลสนับสนุนว่า ระบบเงินดอลลาร์ในปัจจุบันนั้นพังทลายไปเรียบร้อยแล้ว
เงินสดก็เหมือนขยะไร้ค่า หรือที่เขามักพูดติดปากว่า “Cash is trash”
สำหรับเขา Bitcoin คือพลังงานดิจิทัล เป็นดั่งแบตเตอรี่อมตะที่สามารถกักเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ได้ตลอดกาล
ในแง่ของผลลัพธ์ระยะสั้น มันคือการลงทุนที่ยอดเยี่ยมและแม่นยำมาก
ระหว่างช่วงกลางปี 2020 ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 ราคา Bitcoin พุ่งทะยานจาก 10,000 ไปแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่งผลให้ราคาหุ้นของ MicroStrategy พุ่งทะยานราวกับจรวดที่กำลังทะยานออกสู่อวกาศ…
แต่ความทะเยอทะยานของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้เงินสดของบริษัทซื้อคริปโต
เขาตัดสินใจเปลี่ยนบริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรวิศวกรรมทางการเงิน
เรามาทำความเข้าใจกันอย่างละเอียดว่าเครื่องจักรกลนี้ทำงานอย่างไร
เพราะความเข้าใจในจุดนี้คือหัวใจสำคัญที่จะไขคำตอบว่า ทำไมทุกอย่างถึงได้พังพินาศลงในช่วงปลายปี 2025
Michael Saylor มองเห็นช่องโหว่ในระบบ…
เขาตระหนักดีว่าเนื่องจากข้อบังคับที่เข้มงวด ทำให้นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่บางแห่งไม่สามารถเข้าซื้อ Bitcoin ได้โดยตรง
แต่กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้ห้ามสถาบันซื้อหุ้นของบริษัทมหาชน
ดังนั้น สถาบันเหล่านี้จึงหันมาซื้อหุ้น MicroStrategy เพื่อใช้เป็นตัวแทนในการเก็งกำไรในตลาดคริปโต
เมื่อความต้องการซื้อหุ้นจากสถาบันการเงินพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
มันจึงแซงหน้าปริมาณสัดส่วน Bitcoin ต่อหุ้นที่บริษัทถือครองอยู่จริงๆ
ปรากฏการณ์นี้สร้างสิ่งที่เรียกว่ามูลค่าส่วนเพิ่ม หรือ Premium ขึ้นมาในช่วงปลายปี 2024
หุ้นของบริษัทเริ่มมีการซื้อขายกันในราคาที่แพงกว่าปกติ บางครั้งสูงถึง 2.5 เท่าของมูลค่า Bitcoin ที่ถือครองอยู่จริง…
เมื่อเขามองเห็นส่วนต่างนี้ เขามองเห็นเงินฟรีที่ลอยอยู่ในอากาศ
เขาจึงเริ่มเร่งเครื่องจักรด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนและตราสารหนี้แปลงสภาพ
เขาเดินหน้าขายหุ้นที่ราคาแพงเกินจริงให้กับตลาด Wall Street นำเงินสดที่ได้มาไปกว้านซื้อ Bitcoin
และเนื่องจากเขาเป็นวาฬตัวใหญ่ที่กว้านซื้อระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงซื้ออันมหาศาลนี้จึงดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก
เมื่อราคา Bitcoin สูงขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ของ MicroStrategy ก็พุ่งตาม ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นตามไปด้วย
และเมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น เขาก็สามารถใช้โอกาสนี้ออกหุ้นใหม่ในราคาที่แพงขึ้นไปได้อีก เพื่อนำเงินกลับไปซื้อ Bitcoin วนลูปไปเรื่อยๆ…
มันคือ Feedback Loop นักวิจารณ์หลายคนมองรูปแบบนี้แล้วเรียกมันว่าแชร์ลูกโซ่
ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเรียกมันว่ากงล้อคริปโตที่หมุนไปข้างหน้าแบบไร้ขีดจำกัด
ส่วนตัวของ Michael Saylor เอง เขาตั้งชื่ออาณาจักรของเขาว่า “Cyber Manhattan”
เขากล่าวประโยคอันโด่งดังไว้ว่า เรากำลังกว้านซื้อที่ดินในเมืองที่ทุกคนบนโลกอยากจะเข้ามาอยู่อาศัย
และตลาดก็พร้อมใจกันกลืนกินเรื่องเล่านี้อย่างตะกละตะกลาม
ภายในปี 2024 บริษัทแห่งนี้ได้กลายเป็นลูกรักของวงการนักเทรด ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 477% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี
เอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาได้อย่างราบคาบ…
พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ธรรมดาอีกต่อไป
แต่พวกเขาได้สถาปนาตนเองเป็นคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถือครอง Bitcoin มูลค่ามหาศาลกว่า 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในเดือนธันวาคม 2024 ความสำเร็จของพวกเขาก็ได้รับการประทับตรา
เมื่อบริษัทถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งรวมหุ้นของบริษัทชั้นนำที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน
ถึงจุดนี้ไม่มีอะไรที่ดูสะท้อนความเล็กจิ๋วสำหรับบริษัทนี้อีกต่อไป
ด้วยภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าชื่อเดิม ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 บริษัทได้ประกาศการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์…
พวกเขาทำการรีแบรนด์และเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก MicroStrategy เป็นเพียงแค่ Strategy Inc. อย่างเป็นทางการ
ก่อนที่จะมีการรีแบรนด์ บริษัทได้เปิดเผยแผนการระดมทุนมูลค่ามหาศาลถึง 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 3 ปี
เพื่อนำเม็ดเงินทั้งหมดไปซื้อเหรียญเพิ่ม โครงการนี้ถูกขนานนามว่า “2121 plan”
เครื่องมือสำคัญส่วนหนึ่งของแผนการนี้คือการขายหุ้นกู้แปลงสภาพแบบไม่มีดอกเบี้ย
เมื่อหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอน นักลงทุนสามารถเลือกรับเงินต้นคืนเต็มจำนวน
หรือหากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นทะลุเป้าหมาย นักลงทุนก็สามารถนำหุ้นกู้นั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญเพื่อรับกำไรได้
ในกรณีที่บริษัทเกิดวิกฤตทางการเงิน ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะได้รับสิทธิพิเศษในการเรียกร้องเงินคืนก่อนหน้าผู้ถือหุ้นสามัญ…
Michael Saylor ยังคงเดินหน้าปรากฏตัวบนสื่อทุกแพลตฟอร์ม
บอกให้ผู้ชมทางบ้านเอาบ้านไปจำนอง ขายทุกอย่างทิ้ง และเอาเงินไปทุ่มซื้อ Bitcoin
แต่ในขณะที่เขากำลังพร่ำเทศนาให้ผู้คนยอมสละทรัพย์สินทางโลกเพื่อแลกกับขุมสมบัติดิจิทัล
ความศรัทธาของนักลงทุนในตลาดกลับเริ่มมีรอยร้าวและสั่นคลอน
สัญญาณเตือนภัยแรกมาจากกลุ่มนักเก็งกำไรขาลง หรือบรรดากองทุนที่ดักรอชอร์ตเซล…
กองทุนอย่าง Kerrisdale Capital ได้พยายามส่งเสียงเตือนตลาดมาเป็นปีแล้ว
การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นจากกลไกนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์
พวกเขาตั้งคำถามที่แทงใจดำว่า ทำไมนักลงทุนถึงต้องยอมจ่ายเงินแพงกว่าความเป็นจริงเป็นเท่าตัว
พวกเขาเสนอทฤษฎีว่า ทันทีที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างกองทุน Spot Bitcoin ETF ได้รับการอนุมัติและหาซื้อได้ง่าย
มูลค่าความหายากและสิทธิพิเศษในการเป็นตัวแทนของ Strategy Inc. จะสลายหายไปในพริบตา
และกาลเวลาก็พิสูจน์ว่ากลุ่มนักเก็งกำไรขาลงคิดถูก…
ในช่วงกลางปี 2025 มูลค่าส่วนเพิ่มเริ่มแสดงอาการปริแตกและพังทลายลง
นักลงทุนเริ่มตระหนักรู้ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Michael Saylor อีกต่อไป
พวกเขาสามารถเดินไปซื้อกองทุน ETF อย่าง IBIT ได้โดยตรง
เพราะมันทำงานเหมือนกับการซื้อขายหุ้นบริษัททั่วไปที่ทำได้ง่ายดายในตลาดหลักทรัพย์ปกติ
หรือหากพวกเขาต้องการ พวกเขาก็สามารถเข้าไปซื้อและถือครองสกุลเงินดิจิทัลตัวจริงไว้ในกระเป๋าเงินของตนเองได้โดยตรง
แต่หมัดฮุกที่รุนแรงที่สุด ไม่ได้มาจากกองทุน ETF คู่แข่ง…
แต่มาจากเหล่าผู้จัดทำดัชนีระดับโลก
Strategy Inc. มีเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการผลักดันตนเองเข้าไปอยู่ในการคำนวณของดัชนี S&P 500 ให้จงได้
ดัชนีตัวนี้ทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทมหาชนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา
การได้เข้าไปอยู่ในดัชนีนี้ ถือเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของโลกองค์กรธุรกิจ
หากคุณสามารถพาบริษัทเข้าไปอยู่ใน S&P 500 ได้สำเร็จ กองทุนอิงดัชนีต่างๆ ทั่วโลกจะถูกบังคับให้ต้องเข้ามาซื้อหุ้นของคุณ
เม็ดเงินมหาศาลจะถูกอัดฉีดเข้ามาประคองราคาหุ้นของคุณแบบอัตโนมัติ…
แต่ในความเป็นจริง สถาบันจัดทำดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI กลับไม่ได้รู้สึกประทับใจกับวิศวกรรมทางการเงินจอมปลอมของบริษัทนี้เลย
ดัชนีทางการเงินของพวกเขาทำหน้าที่เสมือนไม้บรรทัดมาตรฐานที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินผลงานของตลาด
ทางฝั่งของผู้จัดทำดัชนี S&P 500 เองก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขาเริ่มแสดงท่าทีตีตัวออกห่าง
ในช่วงปลายปี 2025 MSCI ได้เสนอให้ถอดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบของคลังสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากการคำนวณทั้งหมด
เมื่อทราบข่าว Strategy Inc. ได้ตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราด…
พวกเขาส่งจดหมายประท้วงโดยอ้างว่าการกระทำนี้คือการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
แต่ปฏิกิริยาของตลาดการเงินนั้นรวดเร็วและเด็ดขาด ตลาดเริ่มได้กลิ่นคาวเลือดที่โชยมาตามสายลม
นักลงทุนรู้ดีว่าหาก Strategy Inc. ถูกเตะออกจากดัชนีสำคัญเหล่านี้
การถูกบังคับขายจากกองทุนดัชนีทั่วโลก จะสร้างความเสียหายในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นหายนะทางเศรษฐกิจ
และแล้วเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 ก็มาถึง…
Bitcoin ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยแสดงตัวเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงได้ กลับเริ่มสะดุดและสูญเสียโมเมนตัม
ราคาของมันส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าจะร่วงลงทะลุแนวรับสำคัญที่ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจทั่วไป ราคาที่ตกลงของสินทรัพย์อาจถือเป็นเรื่องแย่ที่กระทบต่องบดุลเพียงชั่วคราว
แต่สำหรับ Strategy Inc. ที่นำเงินกู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว มันคือวิกฤตที่สั่นคลอนถึงรากฐานการดำรงอยู่ของบริษัท
จู่ๆ ภาพจำของเครื่องจักรปั๊มเงินไร้ขีดจำกัด ก็กลับกลายเป็นภาพของกับดักหนี้สินที่กำลังบีบรัดตัวพวกเขากลับ…
ราคาหุ้นเริ่มเข้าสู่สภาวะการดิ่งลงอย่างรุนแรง กวาดล้างมูลค่าตามราคาตลาดให้มลายหายไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนรายย่อยที่เคลิบเคลิ้มไปกับวาทศิลป์ของผู้นำ ถูกเชือดทิ้งอย่างเลือดเย็นในกระดานเทรด
ท่ามกลางสถานการณ์ที่นักลงทุนพากันเทขายอย่างหนักหน่วง บริษัทได้ตัดสินใจจัดตั้งทุนสำรองฉุกเฉิน
เพื่อนำมารองรับการจ่ายเงินปันผลให้กับกลุ่มหุ้นบุริมสิทธิไปอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า
บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยอ้างว่าตนถือครองสินทรัพย์ค้ำประกันแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบที่สุด จู่ๆ ก็ต้องมานั่งลนลานกันเงินสำรองเอาไว้
เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าสินทรัพย์ที่ตนถือครองอยู่นั้น ไม่ได้มีความทนทานต่อแรงเสียดทานของตลาดอย่างที่คิดฝัน…
ภายในสิ้นปี 2025 สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้าย ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงไปแล้วกว่า 71% หากนับจากจุดสูงสุด
ทิศทางของการสื่อสารได้เปลี่ยนจากการนำเสนอนวัตกรรมพลิกโลก ไปสู่การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดให้ผ่านพ้นวิกฤต
ความกลัวของนักลงทุนไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องที่ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงไปลึกได้แค่ไหน
แต่มันคือความจริงที่ว่า Strategy Inc. มีภาระหนี้สินมูลค่ามหาศาลที่จะทยอยครบกำหนดชำระในอนาคต
หากราคาหุ้นไม่สามารถปรับตัวสูงพอที่จะทำให้นักลงทุนยอมแปลงหนี้เหล่านั้นกลับเป็นหุ้นได้ บริษัทก็ต้องหาเงินสดมาชำระหนี้…
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ พวกเขาไม่มีเงินสดสำรองหลงเหลืออยู่แล้ว เพราะผู้นำของพวกเขาเคยประกาศไว้ว่าเงินสดคือขยะ
พวกเขาเคยบอกว่าจะไม่มีวันขายสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ทิ้งอย่างเด็ดขาด
แต่กฎของตลาดทุนมักจะมีวิธีที่คอยบีบบังคับให้ผู้คนต้องทำในสิ่งที่เราเคยบอกว่าจะไม่มีวันทำ
ในเดือนธันวาคม 2025 ซีอีโอของ Strategy Inc. ได้ออกมาบอกใบ้เป็นนัยว่า
หากราคาหุ้นยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทอาจจะไม่มีทางเลือกและต้องเผชิญกับการเทขาย Bitcoin เพื่อนำสภาพคล่องมาพยุงกิจการ…
และหากการเทขายเกิดขึ้นจริง ปริมาณมหาศาลนั้นจะไหลไปกระแทกและสร้างแรงกดดันต่อราคาในตลาดโลกโดยตรง
หากราคาเหรียญร่วงลง มูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทก็จะลดลงตาม ซึ่งจะส่งผลสะท้อนให้ราคาหุ้นยิ่งดิ่งลึกลงไปอีก
กระบวนการทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรียกกันในวงการว่า “Death spiral”
ณ เวลาปัจจุบัน บริษัทยังคงพยายามต่อสู้อย่างหลังชนฝา เพื่อคัดค้านการถูกคัดออกจากดัชนี MSCI
พวกเขายังคงดันทุรังซื้อคริปโตต่อไปเรื่อยๆ มันคือความพยายามอันสิ้นหวังเพื่อที่จะพยุงราคาพื้นฐานเอาไว้…
บรรยากาศการบริหารจัดการของบริษัทในตอนนี้ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างอะไรกับคนหน้ามืดที่ทบเงินเดิมพันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมคณะกรรมการบริษัทที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้น ถึงไม่เข้ามาแทรกแซงและหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้
ความลับอันดำมืดของ Strategy Inc. ก็คือ ในทางปฏิบัติแล้ว Michael Saylor นี่แหละคือคนที่รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว
โครงสร้างองค์กรถูกออกแบบให้มีลักษณะที่เรียกว่าโครงสร้างหุ้นแบบสองคลาส
หุ้นที่ผู้ก่อตั้งถือครองอยู่ จะให้สิทธิในการออกเสียงที่มากกว่าหุ้นที่นักลงทุนทั่วไปถือครองอยู่หลายเท่าตัว…
แม้ว่าเขาจะสูญเสียอำนาจควบคุมเสียงโหวตไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว แต่เขาก็ยังคงกุมเสียงโหวตชี้ชะตาอยู่ในมือถึง 45.2%
ส่วนเสียงโหวตที่เหลือนั้น ก็กระจัดกระจายอยู่ในมือนักลงทุนรายย่อย ซึ่งยากเกินกว่าที่จะรวมตัวกันคานอำนาจเขาได้
ด้วยโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ เขาจึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะทำเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการกับคลังสมบัติของบริษัท
พฤติกรรมลักษณะนี้ คือสิ่งที่นักคิดเชิงธุรกิจขนานนามเอาไว้ว่า “Founder mode”
แนวทางนี้คือฝันร้ายของการจัดการองค์กรและการกำกับดูแลกิจการที่ดี…
มันอาจจะใช้งานได้ผลเมื่อสิ่งต่างๆ ดำเนินไปด้วยดีในตลาดขาขึ้น
แต่เมื่อใดที่สถานการณ์เลวร้ายลง ผู้ถือหุ้นถึงเพิ่งจะได้ตระหนักความจริงที่โหดร้าย
พวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยทางธุรกิจที่แท้จริง
พวกเขาเป็นเพียงแค่ประชากรที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการในอาณาจักรที่ไร้ซึ่งการตรวจสอบ
อันที่จริงแล้ว Strategy Inc. ได้ล้มเลิกการทำตัวเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคมไปตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว…
และบริษัทได้กลายสภาพเป็นเพียงกลไกเครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรส่วนตัวที่แอบแฝงมาในคราบของบริษัทมหาชน
เขาจงใจออกตราสารหนี้เพื่อกู้ยืมเงิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าธุรกิจซอฟต์แวร์ไม่มีความสามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดมาคืนหนี้ได้
เมื่อระบบล่มสลาย คนที่จะต้องเจ็บตัวและแบกรับความสูญเสียมากที่สุด ไม่ใช่ผู้บริหารที่มีทรัพย์สินสำรองมากมาย
แต่คือนักลงทุนรายย่อยที่หลงเชื่อและตัดสินใจนำเงินเก็บออมมาเข้าซื้อความฝันในวันที่ราคาหุ้นพุ่งทะยาน
พวกเขาตัดสินใจลงทุนโดยคิดว่าตนเองกำลังซื้อส่วนร่วมในอนาคตของระบบการเงินโลก…
เพียงเพื่อจะตื่นขึ้นมาพบความจริงว่า ตัวเองกำลังถือครองหุ้นที่มีความผันผวนสูงและมีโมเดลธุรกิจที่พังทลาย
เป็นไปได้สูงมากที่ชื่อของ Strategy Inc. จะถูกนำไปบรรจุไว้ในหลักสูตรเพื่อศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างในคณะบริหารธุรกิจ
แต่มันอาจจะลงเอยด้วยการเป็นเรื่องราวเตือนใจที่ชี้ให้เห็นว่า จะเกิดความเสียหายรุนแรงแค่ไหน
เมื่อสภาพคล่องทางเงินโคจรมาพบเจอกับผู้นำองค์กรที่มีความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขต
มันสอนให้เราเห็นว่า คุณไม่สามารถเสกหุ้นขึ้นมาเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ แล้วปั่นราคาหุ้นเพื่อนำเงินกลับไปซื้อสินทรัพย์นั้นเพิ่มได้ตลอดไป…
Strategy Inc. เคยประกาศก้องว่าอยากจะเป็นธนาคารแห่งโลกอนาคต
แต่ความจริงที่ปรากฏคือ พวกเขากลับกลายมาเป็นเพียงกับดักความผันผวนขนาดใหญ่ของโลกปัจจุบัน
หากเราพิจารณาแล้วว่าต้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล จงเดินหน้าเป็นเจ้าของมันด้วยตัวของเราเอง
นำมันไปเก็บรักษาไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออฟไลน์เพื่อความปลอดภัย
แต่อย่าได้หลงผิดไปจ่ายค่าพรีเมียมราคาแพงระยับ ให้กับผู้บริหารคนไหน เพื่อให้พวกเขาเอาเงินของเราไปเล่นพนัน…
*** หมายเหตุ : สุดท้ายในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 Strategy Inc. ได้ทำการเทขาย Bitcoin ออกไปเป็นจำนวน 32 BTC โดยทางฝ่ายบริหารของบริษัทได้ออกมาประสานเสียงยืนยันว่า การเทขายในครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์การบริหารจัดการงบดุล เพื่อนำเงินไปสนับสนุนหุ้นบุริมสิทธิ STRC เท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางหรือถอนตัวออกจากสินทรัพย์ Bitcoin แต่อย่างใด***
References : [bloomberg, cnbc, forbes, reuters, sec,thunhoon]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-deadly-whirlpool-microstrategy/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
การลงทุน
cryptocurrency
2 บันทึก
6
2
2
6
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย