26 มิ.ย. เวลา 04:55 • ความคิดเห็น

ชัดชัชชาติ

เพลงประจำตัวของอาจารย์ชัชชาติ ผู้สมัครผู้ว่า กทม ได้แรงบันดาลใจจากชาวบ้านที่ร้องเหมือนจังหวะสามช่าขึ้นแบบนี้เลยครับ….ชัดชัชชาติ..
เมื่อค่ำวานนี้ อาจารย์ชัชชาติให้เกียรติมาบรรยายที่ HOW Club ในเรื่องวิธีคิดและตัวตนอยู่สามชั่วโมง โดยมีผู้ฟังกลุ่มเล็กๆประมาณ 80 คน
คำถามที่ผมยกมือถามอาจารย์ด้วยความสงสัยก็คือ ทำไมอาจารย์ถึงตกลงมาพูดให้คนกลุ่มเล็กมากในวันที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งแค่สองวัน อาจารย์ไปหาเสียงเจอผู้คนเป็นหมื่นเป็นพันหรือไปออกทีวีช่องหลักจะไม่ได้ประโยชน์โภคผลมากกว่าหรือ
คน 80 คนมีแค่ 80 โหวตเอง อาจารย์แค่บอกว่าช่วงนี้ยุ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก หรือเลื่อนไปก่อนก็ทำได้ง่ายๆเช่นกัน
เป็นกระบวนการการตัดสินใจที่คิดยังไงก็ไม่เข้าใจ …
ตั้งแต่รู้จักอาจารย์มาเป็นสิบปี เจออาจารย์ในบทบาทต่างๆกันตั้งแต่นักวิชาการ ผู้บริหาร จนถึงนักการเมืองในภายหลัง พอฟังอาจารย์บรรยายเรื่องแนวคิด หลักในการบริหารจัดการ และมีหนังสือเล่มต่างๆมาอ้างอิง ผมก็ยังรู้สึกว่าอาจารย์เป็นนักวิชาการผสมกับนักบริหารอยู่เหมือนเดิม
แม้อาจารย์จะเล่าถึงวิธีคิดในการหาเสียงเลือกตั้ง กทม ที่เป็นงานการเมืองก็ตาม
- “เอ๊ะ”
ต้นทางความคิดของอาจารย์ที่ยกตัวอย่างบ่อยมากในหลายปีที่ผ่านมาก็คือหนังสือ Think again ของ Adam Grant ที่สอนให้อย่ายึดติดกับความรู้ที่มี ให้แสวงหาความรู้ใหม่ ให้ “เอ๊ะ” บ่อยๆ
อาจารย์ก็เลยเริ่มคิดย้อนศรจากการเลือกตั้งผู้ว่าที่แต่ไหนแต่ไรต้องใช้งบเยอะ ต้องมี สก ต้องมีหัวคะแนน ปราศรัยใหญ่ ต้องมีป้ายหาเสียง นโยบายน้อยๆ
อาจารย์ก็เลยลองเอ๊ะดูกับทีมงาน แล้วก็เลยเกิดเป็นไอเดียสนุกๆ ไวรัลตั้งแต่ป้ายราคาประหยัด ตัวการ์ตูน tiktok ขึ้นปราศัยบนลังกระดาษ ที่เราได้เห็นกัน
หลักคิดฝรั่งอาจจะเรียกได้ประมาณว่า first principle thinking อยู่เหมือนกัน..
- Chief Fun Officer
อาจารย์ยกหนังสือ How to have a good day มาเล่าว่า ถ้าเกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีอารมณ์ขัน คนจะเปิดใจรับเรื่องต่างๆมากขึ้น เช่นนโยบาย อาจารย์เลยตั้งบรรยากาศการหาเสียงให้ “สนุก” และไม่ได้แค่ตั้งแต่มี action ระดับที่คุณบุญคลี ปลั่งศิริเคยแนะนำ SME ไว้ว่า อะไรสำคัญต่อองค์กรให้ตั้งเป็นฝ่ายระดับ N-1 ไว้ข้างตัวเลย
อาจารย์ก็เลยมีน้องผู้หญิงอายุไม่มากคนนึง ทำหน้าที่เป็น Chief fun officer คอยคิดไอเดียเรื่องที่ต้องทำเป็นปกติในการหาเสียงให้สนุกขึ้นมา..
เราก็เลยได้เห็นคลิปเต้นแอโรบิคจากกลอนที่อาจารย์แต่ง เห็นแคมเปญเลขเก้าที่เป็นเบอร์ของอาจารย์ที่สร้างสรรค์สุดๆ ที่ใครๆเห็นก็อมยิ้ม พออมยิ้มก็จะรับฟังมากขึ้นตามไปด้วย
- Challenge network
อาจารย์โชว์กราฟ Dunning-Kruger effect ที่ไว้เตือนตัวเองให้ไม่ต้องลงในหุบเขาแห่งความโง่เขลาเพราะคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด แต่ต้องสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร ผู้คนรายรอบที่คอยท้าทาย แย้ง หรือกล้าทักท้วง รวมถึงกล้าคิดไอเดียใหม่ๆ
อาจารย์เลยมีผู้คนจำนวนมากมาช่วย ไอเดียบรรเจิดต่างๆก็เกิดจากการรับฟัง การใช้งานคนเก่งให้เปล่งประกายอย่างเต็มที่ ป้ายหาเสียงสร้างสรรค์ต่างๆ สโลแกน จนถึงการ collab กับศิลปินไทยในการเล่านโยบาย การใช้สื่อให้เป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ เป็นไอเดียที่เกิดจากคนรอบข้างทั้งสิ้นและทำให้แคมเปญโดดเด่นกว่าคนอื่นและโดดเด่นกว่าอาจารย์คิดเองคนเดียว และมีการ “ทำน้อยได้มาก” จากไอเดียที่ทำให้ไวรัลอีกมากมาย
- License to communicate
อาจารย์ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) โดยต้องสร้างให้ประชาชนไว้ใจจากความตั้งใจจริง ความสามารถในการแก้ปัญหาจริงๆ และความรู้สึกถึงปัญหา (empathy) อย่างแท้จริง
อาจารย์ถึงลงพื้นที่เยอะมากในระดับทุกอาทิตย์ ไปคุย ไปอยู่กับคนทุกระดับชั้นใน กทม พยายามทำให้เกิดผลงานที่จับต้องได้ นับได้อย่างเป็นรูปธรรมในขอบเขตของกทม ตั้งแต่เรื่องโรงพยาบาล จ่ายหนี้ ปรับปรุงทางเท้า อุโมงค์ระบายน้ำ สวน ฯลฯ
และที่อาจารย์ภูมิใจมากๆคือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาไปหนึ่งล้านปัญหาผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์
- Platform revolution
อาจารย์อ้างถึงหนังสือชื่อนี้และบอกว่าการแก้ปัญหาให้ผู้คนถ้าไปพึ่งระบบราชการที่เซ็นหนังสือกันไปมานั้น จะไม่สามารถทำได้เพราะใช้เวลาไปกลับนานมาก
อาจารย์เลยใช้ไอเดียแพลตฟอร์มเพราะ แพลตฟอร์มเหมือนพวก shopee lazada grab นั้นไม่มีผู้ควบคุม (gatekeeper) ที่ดักเป็นทอดๆ ขยายได้เร็ว (scalability) ใครๆก็ใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา และมีระบบประเมิน สะท้อนความเห็น (feedback) ให้คะแนนได้ด้วย
1
อาจารย์เลยเริ่มใช้แพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์รับปัญหาจากภาคประชาชนแล้วต่อท่อหาเขตทุกเขต วันแรกอาจารย์บอกปัญหาเข้ามาหกหมื่นเรื่องจนเว็บแทบล่ม แต่ได้ผลมากเพราะเปลี่ยนการทำงานของข้าราชการให้หันหน้าให้ประชาชนด้วยการเร่งแก้ไขเพราะมีการจับเวลาตั้งแต่รับเรื่องจนแก้ไข มีเรตติ้งตามปัญหาที่แก้จนจัดอันดับเขตที่เก่งที่สุดได้
ทำให้มีการแข่งขัน ทำให้ปัญหาแก้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
อาจารย์โชว์ตัวเลขให้ดูตั้งแต่เปิดว่ามีคนร้องเรียนปัญหามาล้านสาม แก้ไปล้านปัญหาแล้ว และได้เรตติ้งเฉลี่ยอยู่ 3.9!
พอเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันว่าปัญหาที่ถูกส่งไปมีคนเห็นและได้รับการแก้ไข และคนที่แก้ไขได้ก็มีโอกาสได้โปรโมท ระดับ trust ก็ทำงาน…
- Tight. Loose. Tight
1
หลักในการทำงานที่อาจารย์บอกว่าได้มาจากคุณซิกเว่ เบรกเก้ แห่งทรู ที่ใช้หลักการบริหารว่าเริ่มจาก tight แรกต้องชัดเจนว่าทำอะไรแล้วเราต้องทำกันทำไม ส่วน Loose คือ ทำยังไงให้ทีมไปหาทาง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทดลองทำเอาโดยเราไม่คุมละเอียด แล้ว tight อีกทีตอนวัดผลว่าทำสำเร็จหรือไม่ ได้ตามมาตรวัดหรือไม่
อาจารย์ใช้วิธีนี้การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ต้องมี action plan และผลลัพธ์ชัดเจน เพราะอาจารย์ไม่เชื่อเรื่องการพูดลอยๆว่าอยากให้น้ำไม่ท่วม แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจะทำอะไร และผลลัพธ์คืออะไร เพราะจะไม่เกิดประโยชน์โภคผลใดๆในการทำงาน
ตลอดเวลาการฟังอาจารย์บรรยาย อาจารย์ไม่เหมือนนักการเมืองเอาเสียเลยเพราะไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีคู่แข่งใดๆทั้งสิ้น ไม่มีคำหาเสียงให้ไปเลือกใดๆ อาจารย์ตั้งใจมาสอนหนังสือมากกว่า เพราะอาจารย์แนะนำน้องที่ช่วยเตรียมสไลด์แล้วแก้กันไปมาอยู่สองวัน
ไม่ใช่แค่รับปากเฉยๆ แต่เตรียมตัวมาด้วย แม้จะเป็นงานที่เล็กเอามากๆ ในสายตาผม
แล้วอาจารย์มาพูดให้คน 80 คนฟังทำไม ในวันที่อาจารย์ควรไปออกทีวีให้คนเป็นแสนเห็นเพราะรู้ว่าทีวีทุกช่องตามอาจารย์ไปออก หรือไปหาเสียงเจอคนเป็นหมื่นก็ได้ในวันสุกดิบที่เหลืออีกสองวันแบบนี้..
1
อาจารย์ชัชชาติตอบด้วยความถ่อมตัวเป็นที่สุดว่า เมื่อวานเป็นดีเบตวันสุดท้ายที่อาจารย์ไม่ค่อยชอบไป ก็เลยเป็นวันที่มีความสุข พรุ่งนี้ก็จะยุ่งมากเพราะมีไลฟ์ยี่สิบสี่ชั่วโมง และถ้าได้รับเลือกตั้งก็ต้องเริ่มงานทันที ก็เลยเป็นวันที่น่าจะพอมาได้ และชอบสอนหนังสือด้วย สอนทีไรก็มีความสุข
พอถามว่าแล้วทำไมไม่เลือกเจอคนเป็นหมื่น คน 80 คนดูไม่คุ้มกับเวลาที่ลงทุนเลย อาจารย์ตอบว่า ถึงตอนนี้ คนเขาเลือกกันไว้ในใจหมดแล้ว…
อาจารย์ชัดชัชชาติมาทุกเรื่อง เรื่องนี้ผมว่าอาจารย์ตอบไม่ชัดเลย แต่บางทีที่ถามก็คงไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรชัดๆเหมือนกัน
เพราะคำถามที่ถามดังๆในห้องก็คือคำขอบพระคุณจากใจเป็นที่สุดของผมและผู้ฟังกลุ่มเล็กๆในค่ำคืนที่พิเศษมากๆไปเรียบร้อยแล้วเช่นกันครับ…
โฆษณา