เมื่อวาน เวลา 16:01 • หุ้น & เศรษฐกิจ

‘รถไฮโดรเจน’ วิ่งไกลกว่าอีวี จีนเร่งสปีด ‘พลังงานอนาคต’ นี้ หวังครองอุตสาหกรรมโลก ญี่ปุ่นผู้บุกเบิก เริ่มตามหลัง

ในขณะที่ทั่วโลกแข่งขันกันสร้างอนาคตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ “ไฮโดรเจน” กำลังก้าวขึ้นจากเชื้อเพลิงทางเลือก สู่ “สมรภูมิใหม่ของการแข่งขัน” โดยเฉพาะในภาคการขนส่งหนัก ซึ่งรถบรรทุกและรถโดยสารที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ถูกมองว่าอาจเป็นคำตอบที่ “เหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้า” ด้วยระยะทางวิ่งที่ไกลกว่า เติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็วกว่า และมีน้ำหนักระบบพลังงานเบากว่า ทำให้บรรทุกสินค้าได้มากขึ้น
1
แต่ในขณะที่หลายประเทศยังอยู่ในช่วงทดลอง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของเทคโนโลยีนี้ สองมหาอำนาจแห่งเอเชียกลับกำลังเดินคนละทิศทาง เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “ญี่ปุ่น” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีไฮโดรเจนแรกๆของโลก กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนสูงและการเติบโตที่ต่ำกว่าคาด
1
ส่วน “จีน” เดินสวนทาง เร่งอัดฉีดเงินอุดหนุนหลายพันล้านหยวน เดินหน้าสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร หวังขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจไฮโดรเจนโลกในทศวรรษหน้า
📌​จีนเร่งปั้น ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’
ที่บริเวณชานเมืองเซี่ยงไฮ้ รถพ่วง 18 ล้อคันหนึ่งกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้าจอดที่หัวจ่ายเชื้อเพลิงสีฟ้าขาว คนขับลงจากรถ เสียบหัวจ่ายเข้ากับถังเชื้อเพลิง และเติมพลังงานเหมือนรถทั่วไป เพียงแต่เชื้อเพลิงที่ไหลเข้าสู่รถคันนี้ไม่ใช่น้ำมันดีเซล หากแต่เป็น “ไฮโดรเจน” ซึ่งไม่มีสีและไม่มีกลิ่น
สถานีเติมไฮโดรเจนแห่งนี้ ซึ่งสร้างโดย Sinopec บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีน สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลปักกิ่งที่กำลังผลักดัน “เศรษฐกิจไฮโดรเจน” ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่นเดียวกับที่จีนเคยสร้างความได้เปรียบในตลาดโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้อนุมัติเงินอุดหนุนรวม 7.68 พันล้านหยวน (ประมาณ 37,000 ล้านบาท) ให้หลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน
แม้ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จะครองตลาดโลก แต่สำหรับรถบรรทุกหนัก รถโดยสาร และยานพาหนะขนาดใหญ่ ไฮโดรเจนยังมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งวิ่งได้ไกลกว่า เติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็วกว่า และใช้ระบบกักเก็บพลังงานที่มีน้ำหนักเบากว่าแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้บรรทุกสินค้าได้มากขึ้นในเส้นทางระยะไกล
1
ปัจจุบัน จีนเริ่มส่งออกรถบรรทุกและรถโดยสารเซลล์เชื้อเพลิงไปยังหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย และอิสราเอล
ขณะเดียวกัน จีนยังครองกำลังการผลิตเครื่องแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Electrolyzer) เกือบ 60% ของโลก ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิต “กรีนไฮโดรเจน”
โฆษณา