Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 08:24 • ประวัติศาสตร์
ใต้เงาจักรวรรดิ ยุทธวิธีของอเล็กซานเดอร์มหาราชที่โลกยุคโบราณต้องจำยอม
*บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่มีเจตนาในการส่งเสริมความรุนแรงหรือลดทอนคุณค่าของมนุษย์
ในช่วงปลายยุค 300 ปีก่อนคริสตกาล แนวคิดเรื่อง "อนุสัญญาเจนีวา" หรือกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อเชลยศึกนั้นยังไม่มีอยู่จริง ในสายตาของคนยุคนั้น "มนุษยธรรม" มีนิยามที่โหดร้ายและตรงไปตรงมา นั่นคือชายฉกรรจ์ทุกคนที่จับอาวุธต้องถูกกำจัดทิ้งแม้จะไม่ได้ร่วมรบโดยตรงก็ตาม ส่วนสตรีและเด็กมักถูกขายเป็นทาสหลังจากถูกทหารข่มเหง
กลยุทธ์นี้เป็นบรรทัดฐานที่เหล่านครรัฐกรีกใช้กันมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นวิธีที่ใช้งานได้จริงในโลกที่เต็มไปด้วยความแค้น หากไม่กำจัดศัตรูให้สิ้นซากในวันนี้ วันหน้าพวกเขาก็อาจกลับมาพร้อมไฟแค้นเพื่อทวงคืนเมืองได้ ชาวมาซิโดเนียเองก็น้อมรับแนวทางนี้อย่างเต็มใจ เพราะมันทั้งได้ผลและสร้างผลกำไรมหาศาล
เมื่อเมืองธีบส์กลายเป็นเมืองแรกที่ตกเป็นเหยื่อในเส้นทางการทหารของ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)” กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย พระองค์ได้จัดการกับเมืองนี้อย่างเด็ดขาด โดยเชลยกว่า 30,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก ถูกนำไปขายเป็นทาส โดยมีชาวเมืองใกล้เคียงที่จงเกลียดจงชังชาวธีบส์มาประมูลซื้อไปในราคาสูงลิ่วเพื่อสะสางความแค้น
อย่างไรก็ตาม มีการละเว้นไว้สำหรับผู้รับใช้เทพเจ้า กลุ่มผู้เป็นมิตรกับมาซิโดเนีย และครอบครัวของ “กวีปินดารุส (Pindar ผู้ที่เคยประพันธ์บทกวีสดุดีบรรพบุรุษของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อีกหนึ่งข้อยกเว้นคือหญิงสาวนามว่า "ทิโมเคลีย (Timoclea)“ ผู้กล้าหาญที่จัดการทหารเธรเซียนที่เข้ามาทำร้ายเธอ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เชิดชูความกล้าหาญจึงมีรับสั่งให้ละเว้นชีวิตเธอ
เมื่อทัพมาซิโดเนียข้ามไปยังเอเชียไมเนอร์และเอาชนะในยุทธการที่แม่น้ำกรานิคัส ทหารรับจ้างชาวกรีกกว่า 2,000 คนที่รบให้ฝ่ายเปอร์เซียถูกจับเป็นเชลย และถูกส่งไปใช้แรงงานในทุ่งนาที่มาซิโดเนียตลอดชีวิต ส่วนชุดเกราะของพวกเขาก็ถูกนำไปถวายแก่ศาสนสถานบนอะโครโพลิสแห่งเอเธนส์
ในยุทธการที่อิสซัส พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเริ่มมองเห็นภาพการพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย โดยทรงปฏิบัติต่อพระมเหสีและธิดาของ “พระเจ้าดาริอุสที่ 3 (Darius III)” กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ด้วยเกียรติยศสูงสุด (ซึ่งต่อมาหนึ่งในนั้นได้กลายเป็นมเหสีของพระองค์เอง) แต่ในขณะเดียวกัน หญิงสาวในฮาเร็มกลับถูกทหารทารุณ และเชลยชาวเปอร์เซียจำนวนนับไม่ถ้วนก็ถูกสังหาร ในขณะที่ทหารกรีกที่รบให้เปอร์เซียยังคงได้รับชะตากรรมเดิม คือการถูกขายเป็นทาส
ระหว่างการรุกคืบลงใต้เพื่อยึดชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวฟีนิเซียที่เมืองไทร์ โดยพระองค์ทรงลงทัณฑ์ผู้พ่ายแพ้หลายพันคน และขายเชลยหลายหมื่นคน ที่กาซาก็เช่นกัน ชายทุกคนถูกสังหาร และผู้รอดชีวิตถูกขายเป็นทาส
ทว่าสำหรับผู้ที่ยอมจำนนแต่โดยดีอย่างผู้ว่าการเมืองเพอร์เซโพลิส จะยังได้รับอนุญาตให้รักษาอำนาจเดิมไว้ ซึ่งนี่คือยุทธวิธีที่ฉลาดล้ำ นั่นคือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจะสังหารหรือขายทาสเฉพาะผู้ที่ต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่จะคงโครงสร้างอำนาจเดิมไว้หากผู้ปกครองยอมสยบ เพื่อให้การปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น
ในดินแดนเอเชียกลาง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเลือกใช้ "ความหวาดกลัวขั้นสูงสุด" เพื่อสยบกระแสการต่อต้าน สมจะเป็นที่มาราคันดาหรือเมืองอื่นๆ ที่ถูกทำลาย ซึ่งแม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะประเมินได้ยากจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ความโหดร้ายเหล่านี้คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งการพิชิต
สูตรสำเร็จของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์นั้นเรียบง่ายและโหดเหี้ยม กำจัดผู้ที่ขัดขืน ขายสตรีและเด็กเป็นทาส และมอบอำนาจให้แก่ชนชั้นสูงที่ยอมศิโรราบ และกลยุทธ์ที่เน้นความเฉียบขาดและผลประโยชน์นี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น
References:
https://medium.com/@ancient.rome/how-did-alexander-the-great-treat-prisoners-a0f6dd9d342c
https://www.historytoday.com/archive/foundations/alexander-great
https://historynet.com/alexander-the-monster/
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
5
2
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย