27 มิ.ย. เวลา 10:34 • ดนตรี เพลง

Album Review: Madeon — Victory (2026)

การประกาศชัยชนะของสุดยอดโปรดิวเซอร์ที่ไม่ยอมให้ตัวเองถูกกักขังไว้ในกรอบจำกัดของดนตรีแดนซ์ กับอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปีที่สลัดทุกภาพจำออกไปอย่างหมดจด
แนวเพลง: New Rave, Electropop, Dance-Pop, Dance-Punk Revival, French Electro, Pop Rock, Synthpop
ในปี 2026 นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสมูฟเมนต์ Indie Sleaze Revival ยังคงมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่ความจัดจ้านในอัลบั้ม U ของ underscores, Wor$t Girl in America ของ Slayyyter, Halo ของ Tiffany Day ไปจนถึง Detour ของ Kim Petras
และล่าสุดก็ถึงคิวของ Hugo Leclercq หรือที่แฟนเพลงทั่วโลกรู้จักกันดีในนาม Madeon ดีเจและโปรดิวเซอร์อัจฉริยะชาวฝรั่งเศสที่กลับมาทวงสปอตไลต์อีกครั้งในรอบ 7 ปีด้วย Victory สตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม ซึ่งนับเป็นการฉีกกรอบและสลัดภาพจำเดิมๆ ของการเป็นดีเจสายอิเล็กโทรเฮาส์ และฟิวเจอร์เบสที่เราคุ้นเคย แล้วก้าวข้ามไปสู่งานที่มีความเป็นป๊อบจัดจ้านและทดลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น เดินตามรอยเพื่อนสนิทอย่าง Porter Robinson ที่เคยทำไว้ในอัลบั้ม Smile! :D เมื่อปี 2024 ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ย้อนกลับไปในปี 2011 หลายคนน่าจะจำเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่ชื่อ Madeon ได้จาก “Pop Culture” วิดีโอแมชอัพไวรัลระดับปรากฏการณ์ที่เขาหยิบเอาเพลงกว่า 40 เพลงมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันในเวลาไม่ถึงสี่นาที หนึ่งในศิลปินที่เขาหยิบมาแซมเปิ้ลในวันนั้นคือ Lady Gaga ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้ร่วมงานกับเธอจริงๆ ในอัลบั้ม Artpop (2013) และ Chromatica (2020)
แม้ในช่วงเวลานั้นเขาจะเริ่มมีชื่อเสียงจากการรีมิกซ์เพลงให้ศิลปินดังอย่าง deadmau5, Yelle หรือ Pendulum แต่ก็ไม่มีแทร็กไหนเลยที่จะกักเก็บพลังงานอันบริสุทธิ์ จริงใจ และไร้เดียงสาได้เท่ากับผลงานแจ้งเกิดชิ้นนั้น มันคือจิตวิญญาณของนักดนตรีที่สร้างสรรค์งานด้วยแพชชั่นของตนล้วนๆ โดยยังไม่ต้องแบกรับความกดดันจากความคาดหวังในการแสดงสดหรือความสำเร็จใดๆ
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน Victory มาพร้อมกับความกระชับเพียง 10 แทร็ก ความยาวรวม 30 นาทีเศษ แต่อัดแน่นไปด้วยบทเพลงที่สั้น กระชับ ฉับไว และชวนให้กดฟังซ้ำได้เรื่อยๆ อย่างไม่มีเบื่อ ด้วยงานโปรดักชั่นระดับท็อปฟอร์มที่ผสานเข้ากับไลน์ร้องและท่อนฮุกที่ติดหูอย่างร้ายกาจ Madeon ตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์สายอิเล็กโทรป๊อบที่ดีที่สุดแห่งยุค
แต่อัลบั้มนี้มีความเกรี้ยวกราด รวดเร็ว และปลดปล่อยอารมณ์ดิบพลุ่งพล่านมากกว่างานชิ้นไหนๆ ที่เขาเคยทำมา มันคือภาคต่ออันแสนจำเป็นและเป็นขั้วตรงข้ามของอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Good Faith (2019) หากอัลบั้มนั้นคือการค่อยๆ ทวงคืนความสุขกลับคืนมาหลังจากผ่านพ้นภาวะซึมเศร้า อัลบั้มนี้ก็คือภาพสะท้อนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อความสมดุลนั้นถูกทำลายลงจนแหลกสลายนั่นเอง
อัลบั้มเปิดตัวอย่างดุดันด้วย “Hi!” เพลงที่พุ่งทะยานออกมาพร้อมเสียงกีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mikey Freedom Hart จากวง Bleachers ซึ่ง Madeon นิยามซิงเกิ้ลแรกนี้ว่าเป็น “Laptop Rock ที่เร่งรีบ” มันคือพลังงานที่ต้องระเบิดออกมาเดี๋ยวนี้ เป็นความดิบที่เกิดจากการปะทุของอารมณ์ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คาดคิด ต่อด้วย “Car Crash Baby” ที่ดึงเอาพลังงานอันวุ่นวายพลุ่งพล่านของดนตรีอินดี้โทรนิก้ายุคต้น 2000s มาใช้อย่างเต็มเปี่ยม ผนวกกับเนื้อเพลงที่ซื่อสัตย์ แกมประชดประชันและบอบช้ำ
บ่งบอกชัดเจนว่ายุคสมัยนี้ของ Madeon จะไม่เหมือนกับสิ่งใดที่เขาเคยทำมา และเขายังไปไกลกว่าเดิมใน “Super Platinum” ที่ได้ Erick The Architect จาก Flatbush Zombies มาร่วมแจม และสาดท่อนแร็ปฮิปฮอปเสียงต่ำอันทรงพลังลงบนบีตและกรู๊ฟที่ขับเคลื่อนอย่างหนักหน่วง
ทว่าท่ามกลางความโกลาหลแบบอิเล็กโทรพังก์ อัลบั้มนี้ก็ยังมีมุมที่อ่อนโยนที่สุดซ่อนอยู่ ใน “Dancing On Your Grave” (ซึ่งอาจจะเป็นแทร็กที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้) เสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ล่องลอยอยู่เหนือท่วงทำนองกีตาร์ที่ปลุกเร้าใจ เผยให้เห็นความใกล้ชิดอันงดงามในแบบของ Good Faith ก่อนจะส่งต่อความรู้สึกนั้นไปยัง “Somebody Else” ช่วงเวลาที่ทะยานสูงที่สุดของอัลบั้ม ด้วยเสียงร้องที่แผ่วเบาและเนื้อหาที่ต่อสู้กับความหวังอันซับซ้อนในการก้าวข้ามอดีตและเลือกที่จะปล่อยมือ แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม
จากนั้นอารมณ์ของอัลบั้มก็เหวี่ยงกลับมาอย่างรุนแรงใน “Fire Away” ที่ร่วมงานกับ Slayyyter เพลงฮิตจังหวะหนืดหม่นที่เปรียบเปรยความกักขฬะของหัวใจสลายให้เป็นเหมือนสงครามเต็มรูปแบบ พลังงานแห่งการต่อสู้นั้นถูกส่งต่อไปยัง “Chaos Magic” เพลงซาวด์ดิบหยาบที่สร้างขึ้นจากริฟฟ์กีตาร์คมกริบและบีตที่กระแทกกระทั้น เสียงของ Madeon ขู่คำรามอย่างเคียดแค้น ข้ามผ่านความเสียใจไปสู่ความต้องการแก้แค้นอย่างเด่นชัด
ขณะที่ “Enjoy” เป็นเพลงที่โปรดักชั่นดูสนุกสนานร่าเริง แต่เนื้อหากลับเต็มไปด้วยการปั่นหัวและล่อลวง ท่วงทำนองที่เบาสบายหลังจากแทร็กหนัก ๆ ก่อนหน้า นำพาเราเข้าสู่ “Red Jacket” แทร็กก่อนปิดอัลบั้มที่ร่วมงานกับ Sam Gellaitry เพื่อตกตะกอนถึงสัจธรรมของการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ความกดดันในการต้องรักษาความนิยมไปพร้อมๆ กับการแบกรับความคาดหวังของแฟนเพลงและผู้บริหารค่ายเพลง เป็นสิ่งที่ศิลปินหลายคนยอมจำนนและเลือกที่จะเพลย์เซฟด้วยการเล่นแต่เพลงฮิตเดิมๆ แต่ Madeon จัดอยู่ในกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมให้ตัวเองถูกกักขังไว้ในกรอบจำกัดของดนตรีแดนซ์ แม้ว่าเขาจะโอบรับสไตล์ดนตรีที่หลากหลาย ซึ่งเห็นได้ชัดจากดีเจเซ็ตของเขา แต่การแต่งเพลงของเขามักจะเน้นย้ำถึงข้อความที่สร้างความสุขหรือปลุกใจเสมอ
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมก่อนที่ Victory จะปล่อยออกมา เขาถึงเคยรู้สึกว่าซาวด์แบบไฮเปอร์พังก์นี้เป็นสิ่ง “ต้องห้าม” สำหรับเขา แต่เมื่อวางอัลบั้มนี้ไว้ท่ามกลางผลงานชิ้นอื่นๆ มันกลับโดดเด่นอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ในแง่ของโปรดักชั่นดนตรี แต่ยังรวมถึงเรื่องเล่าด้วย หาก Good Faith และ Adventure (2015) คือยานพาหนะสำหรับการออกไปสำรวจโลกกว้างรอบตัว Victory ก็คือการเดินทางที่มุ่งมั่นซื่อตรงเพื่อค้นหาและเผชิญหน้ากับตัวตนภายในอย่างแท้จริง
อารมณ์ทั้งหมดของอัลบั้มถูกปิดฉากลงอย่างเป็นทางการด้วยแทร็กสุดท้ายอย่าง “Lonely Space Age” เพลงที่ค่อยๆ ปรับโหมดจากความเกรี้ยวกราดดุดันของอิเล็กโทรพังก์ให้ลดดีกรีลง กลายเป็นเสียงสังเคราะห์แอมเบียนต์ที่ล่องลอยโอบล้อม ผสานเข้ากับเสียงร้องที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายๆ ในสไตล์เบดรูมชวนให้เราจินตนาการเหมือนกำลังเอนหลังพิงหมอนใบเก่าในห้องนอนส่วนตัว และรู้สึกเหมือนได้กลับไปสู่อ้อมกอดอันแสนปลอดภัยของอัลบั้ม Good Faith อีกครั้ง
ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับคงอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ และทิ้งท้ายไว้ด้วยท่วงทำนองที่หม่นหมองชวนอึดอัด คล้ายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึง “มิติแห่งความมืดมน” ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้พรมตลอดทั้งอัลบั้ม มันคือบทเพลงแห่งการสารภาพบาปที่ Madeon ยอมแกะรอยคำโกหกที่หลอกหลอนจิตใจเขามาเนิ่นนาน ผ่านเนื้อหาที่ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเขาเองก็เป็นเพียงแค่นักแสดงคนหนึ่งในภาพยนตร์ชีวิตของตัวเอง
และลึกๆ แล้วเขาไม่ได้อยากจะเล่นบทบาทนี้อีกต่อไป บทบาทที่บีบคั้นให้เขาต้องเปลี่ยนทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม ความรัก หรือแม้กระทั่งดนตรี ให้กลายเป็นการแสดงโชว์เพื่อเรียกเสียงปรบมืออยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายเขาก็ตระหนักรู้และต้องยอมรับความจริงอันน่าเศร้าว่า เขาไม่สามารถล้มเลิกแผนลวงนี้ได้เลย และมันก็คือร่องรอยของบาดแผลที่คนในยุคสมัยนี้ต่างต้องเผชิญร่วมกัน
Victory ถือเป็นการกลับมาที่คุ้มค่ากับการรอคอยยาวนานถึง 7 ปีอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าหากมองในภาพรวม มันอาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่สมบูรณ์แบบและไร้รอยต่อที่สุดเมื่อเทียบกับผลงานของศิลปินหลายๆ คนที่เราได้หยิบยกมาอ้างถึงในข้างต้น แต่มันก็คืองานอิเล็กโทรป๊อบชั้นเยี่ยมที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างทรงพลัง
ดนตรีในอัลบั้มนี้ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนบีตชวนเต้นและปลุกเร้าพลังงานในตัวเราให้พลุ่งพล่านเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าชื่นชมกว่าคือเนื้อหาข้างในที่ Madeon ถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา มันเต็มไปด้วยความจริงใจ และมีความเป็นมนุษย์ที่กล้าเผยด้านที่อ่อนแอและบอบช้ำให้เราเห็น ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่งดงามและน่าจดจำไม่แพ้ภาคดนตรีอันจัดจ้านเลยแม้แต่น้อย
คะแนน: 8.0/10
แทร็กไฮไลต์: Hi!, Car Crash Baby, Dancing On Your Grave, Somebody Else, Fire Away (feat. Stayyyter), Chaos Magic และ Red Jacket
โฆษณา