เมื่อวาน เวลา 12:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ความลับของม้าโทรจัน SpaceX เบื้องหลัง IPO ประวัติศาสตร์ ทำไมคนทั้งโลกถึงกำลังถูกตบตา?

ถ้ามีคนเดินมาบอกว่าขอเงินซักห้าร้อยดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปลงทุนในบริษัทที่ชื่อ SpaceX
เชื่อว่าหลายคนคงพยักหน้าตอบตกลงแทบจะในทันที…
เพราะเมื่อนึกถึงชื่อนี้ เรามักจะนึกถึงบริษัทจรวดที่ล้ำยุคที่สุดในโลก นึกถึงภาพยานอวกาศ และผู้ชายที่ชื่อ Elon Musk
SpaceX คือบริษัทที่สร้างผลงานระดับประวัติศาสตร์ พวกเขาสามารถลดต้นทุนการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังทำสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยปรามาสไว้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นั่นคือการนำจรวดกลับมาใช้งานใหม่
หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในนวัตกรรมและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ นี่คือบริษัทในฝันอย่างแท้จริง
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงามและวิสัยทัศน์ระดับจักรวาล ในตอนนี้กำลังมีปัญหาขนาดมหึมาซ่อนอยู่
ปัญหาที่อาจจะเปลี่ยนนิยามของบริษัทแห่งนี้ไปตลอดกาล เพราะบริษัทที่เพิ่งจะเข้าตลาดหุ้นแห่งนี้ อาจจะไม่ได้เป็นบริษัทอวกาศอย่างที่พวกเราเข้าใจกันอีกต่อไป…
คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วปัจจุบันนี้พวกเขาคือบริษัทอะไรกันแน่?
คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของใครหลายคนอาจจะเป็นบริษัทขนส่งอวกาศ หรือบริษัทดาวเทียมสื่อสาร…
แต่รู้มั๊ยครับว่าหากเราไปกางเอกสารชี้ชวนการลงทุนที่เรียกว่า “S1” คำตอบเหล่านั้นคือสิ่งที่ผิด
เอกสาร “S1” คือเอกสารสำคัญที่ทุกบริษัทต้องยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ก่อนที่จะเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป
ตามปกติแล้วในเอกสารนี้จะต้องมีการระบุรหัสหมวดหมู่อุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่
ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมยานอวกาศจะมีรหัสเฉพาะของตัวเอง หรืออุตสาหกรรมด้านกลาโหมก็จะมีรหัสแยกออกไป
บริษัทคู่แข่งอย่าง Virgin Galactic หรือยักษ์ใหญ่อย่าง Boeing ล้วนจดทะเบียนภายใต้รหัสเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา
แต่เมื่อถึงคิวของ SpaceX พวกเขากลับยื่นจดทะเบียนภายใต้รหัส 7370 ซึ่งมีความหมายว่าการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการประมวลผลข้อมูล
บริษัทที่ยิงจรวดขึ้นฟ้าแทบจะทุกสัปดาห์ กำลังยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อบอกกับนักลงทุนว่า พวกเขาคือบริษัทศูนย์ข้อมูล “AI”
แค่ประเด็นนี้ก็ชวนให้เลิกคิ้วสงสัยกันแล้ว แต่มันมีความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นอีกระดับ
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด เราต้องมาทำความรู้จักกับคำศัพท์ทางธุรกิจคำหนึ่งก่อน นั่นคือคำว่า “TAM”
คำนี้ย่อมาจากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด พูดให้เข้าใจง่ายคือตัวเลขสมมติที่บอกว่าหากสินค้าผูกขาดตลาดได้แบบเบ็ดเสร็จ บริษัทจะกอบโกยรายได้สูงสุดเท่าไร
ตัวเลขนี้คือสิ่งที่บริษัทใช้โฆษณาเพื่อกระตุ้นความน่าสนใจของบรรดานักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาส
เมื่อเปิดดูในหนังสือชี้ชวน ตัวเลข “TAM” ของ SpaceX ถูกระบุไว้สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ…
ตัวเลขนี้มีขนาดพอๆ กับผลผลิตมวลรวมหรือเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศรวมกัน…
ตัวเลขที่มหาศาลขนาดนี้อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดในเอกสารฉบับนี้
สิ่งที่น่าตกใจอย่างแท้จริงถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในหน้า 11 ของเอกสาร ระบุไว้ว่าในตลาดมูลค่ามหาศาลนั้น มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นธุรกิจอวกาศ
ส่วนอีก 85 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ คือธุรกิจโมเดลภาษาขนาดใหญ่และธุรกิจศูนย์ข้อมูล
ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับบริษัทที่ทำเทคโนโลยี AI แบบ Native อย่าง OpenAI หรือ Anthropic เลยแม้แต่น้อย…
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ บริษัทที่มีมูลค่ามหาศาลแห่งนี้ แท้จริงแล้วกำลังใช้เปลือกนอกของยานอวกาศมาห่อหุ้มธุรกิจ “AI” เอาไว้ข้างใน
หลายคนอาจจะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องทนฟังข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้แทบทุกวัน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
เพราะเมื่อบริษัทเปิดเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน มันกลายเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดการเงินโลก
ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่ Amazon หรือ Google หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันอย่าง Saudi Aramco เข้าตลาดเสียอีก
เพียงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการเปิดให้ซื้อขาย มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานทะลุกำแพง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ…
ทำให้พวกเขากลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับเจ็ดของโลกในชั่วพริบตา มีมูลค่าเทียบเท่ากับประเทศแคนาดาทั้งประเทศ
สำหรับนักลงทุนที่มองโลกในแง่บวก นี่คือสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโลก
แต่สำหรับนักวิเคราะห์การเงินที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก นี่คือสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะตลาดที่กำลังร้อนแรงจนเกินพอดี
เรื่องราวการเข้าตลาดหุ้นในครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงสถานะของระบบการเงินในปัจจุบัน
หากเราพิจารณาอย่างละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่องค์กรธุรกิจแห่งหนึ่ง นำบริษัท AI ที่มีผลขาดทุนย่อยยับมาซ่อนไว้ข้างใน…
บริษัทที่ขาดทุนเกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ถูกนำมาซ่อนไว้ภายใต้แบรนด์ของบริษัทจรวดที่มีสุขภาพทางการเงินแข็งแกร่ง
จากนั้นนำมาเสนอขายให้นักลงทุนทั่วโลก และสามารถทำได้สำเร็จโดยไม่มีใครหยุดพวกเขาได้เลย…
ย้อนกลับไปในอดีต SpaceX เองก็ไม่ได้เริ่มต้นอย่างสวยหรู ในช่วงปี 2008 บริษัทเคยเผชิญกับวิกฤตขั้นสูงสุดจนเกือบจะล้มละลาย…
การปล่อยจรวดล้มเหลวและระเบิดกลางอากาศถึงสามครั้งติดต่อกัน เงินทุนของบริษัทร่อยหรอจนเหลือสำหรับการยิงจรวดเพียงครั้งสุดท้าย
หากครั้งที่สี่ล้มเหลว ชื่อของบริษัทนี้คงกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในหน้าประวัติศาสตร์ แต่โชคดีที่จรวดเที่ยวบินนั้นประสบความสำเร็จ
ชัยชนะครั้งนั้นนำมาซึ่งเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ และปูทางมาสู่ความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน…
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทเติบโตมาด้วยหยาดเหงื่อ พวกเขาสร้างธุรกิจจนผูกขาดการปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจร
สิ่งที่ทำเงินให้บริษัทนี้จริงๆ คือบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ชื่อว่า Starlink
กลุ่มดาวเทียมกว่า 9,000 ดวงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะพวกเรา สามารถสร้างรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ธุรกิจอวกาศและดาวเทียมของพวกเขายอดเยี่ยมมาก แต่ส่วนที่เหลือของบริษัทนั้นกลับเป็นหนังคนละม้วน
ในตอนแรกบริษัทมีความตั้งใจที่จะขอใช้สิทธิพิเศษเพื่อกระโดดเข้าไปอยู่ในดัชนี S&P 500 ในทันทีที่เข้าจดทะเบียน
การใช้สิทธิพิเศษนี้เปรียบเสมือนการบังคับกลายๆ ให้กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ทั่วโลกต้องเจียดเงินมาซื้อหุ้น
นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุนเหล่านี้ไหลเข้ามาแบบไม่ต้องออกแรงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการผู้ดูแลดัชนีปฏิเสธคำขอเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย นั่นคือบริษัทยังมีความเสี่ยงมากเกินไป
กฎเหล็กของการเข้าดัชนีนี้คือ บริษัทจะต้องมีผลกำไรติดต่อกันในสี่ไตรมาสล่าสุด ซึ่ง SpaceX สอบตกข้อนี้อย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าบริษัทจะมีรายได้รวมเติบโตขึ้นอย่างมาก แต่บรรทัดสุดท้ายในงบการเงินกลับรายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้เงินทุนอัตโนมัติก้อนใหญ่หลุดลอยไป แต่ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ กลับเปิดประตูต้อนรับ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในอดีต Elon Musk มักจะแสดงท่าทีไม่ค่อยพอใจกับตลาดหุ้นสาธารณะ
เขาเคยเห็นมาแล้วว่านักลงทุนมักจะกดดันและหมกมุ่นอยู่กับผลกำไรระยะสั้นในทุก 90 วัน ซึ่งมันขัดแย้งกับธรรมชาติของธุรกิจอวกาศที่ต้องใช้เวลาวางแผนและวัดความสำเร็จกันเป็นทศวรรษ
ในช่วงปี 2023 ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของบริษัทยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และในปี 2024 บริษัทยังสามารถทำกำไรสุทธิได้อย่างงดงาม
แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ผลประกอบการถึงพลิกกลับมาขาดทุนยับเยินขนาดนี้…
คำตอบของปริศนานี้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือเทคโนโลยี “AI”
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 เกิดการตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อบริษัทประกาศควบรวมกิจการกับบริษัทปัญญาประดิษฐ์อย่าง xAI…
หลังจากการควบรวม บริษัทจำเป็นต้องทำบัญชีย้อนหลังตามมาตรฐานทางการเงิน และนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขการขาดทุนปรากฏขึ้น
บริษัท xAI กำลังเผาผลาญเงินทุนในระดับที่น่าตกใจ จนต้องอาศัยการเข้าตลาดหุ้นเพื่อหาเงินมาต่อลมหายใจ
ลำพังแค่กำไรจากการขายอินเทอร์เน็ตของดาวเทียมนั้นไม่เพียงพอที่จะมาอุดรอยรั่วนี้อีกต่อไป
ในวงการพัฒนา AI การฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลกราฟิกระดับสูงจำนวนมหาศาล…
เมื่อต้องนำชิปเหล่านี้มาประกอบเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายทั้งค่าฮาร์ดแวร์ ค่าไฟฟ้า และค่าระบบระบายความร้อนจึงพุ่งทะยานจนควบคุมได้ยาก
นักวิเคราะห์สายตลาดทุนมองเห็นความผิดปกติในตัวเลขเหล่านี้ บริษัท xAI ต้องเสียเงินถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อแลกกับรายได้เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นการเผาเงินทิ้งถึงวันละ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยิ่งเวลาผ่านไป การขาดทุนยิ่งทวีความรุนแรง
ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ หากคำนวณเป็นรายปีจะมากกว่าปีก่อนหน้าถึงสองเท่าตัว
สิ่งนี้ส่งผลกระทบชิ่งมายังตัวเลขรวมของบริษัทแม่ ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนกระโดดจากระดับที่ควบคุมได้ ทะลุขึ้นไปเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ของรายได้
หากมองด้วยใจเป็นธรรม ธุรกิจเดิมของพวกเขาเป็นธุรกิจที่ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจใดๆ ที่จำเป็นต้องยัดเยียดธุรกิจ AI เข้ามารวมไว้ด้วยกัน…
เงินทุกดอลลาร์ที่ถูกเผาไหม้ไปกับเซิร์ฟเวอร์ คือเงินที่สามารถนำไปพัฒนายานอวกาศรุ่นใหม่ได้อย่างมากมาย
พูดให้เห็นภาพก็คือ การควบรวมกิจการในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนโฉมบริษัทวิศวกรรมการบินและอวกาศที่เคยมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน
ให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทยำใหญ่ที่มีทั้งจรวด ดาวเทียม โซเชียลมีเดีย และแชตบอตที่ชื่อว่า Grok รวมกันอยู่ในที่เดียว
แต่เรื่องราวความล้มเหลวในการบริหารจัดการก็ยังมีจุดที่น่าหยิบยกมาวิเคราะห์ต่อ…
แม้ว่าทางบริษัทจะพยายามสร้างรายได้จากการนำพลังการประมวลผลไปปล่อยเช่าให้บริษัทอื่น แต่สัญญากลับดูมีเงื่อนงำ
ยกตัวอย่างเช่น สัญญาการปล่อยเช่าให้ Google ด้วยมูลค่าเกือบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน…
ฟังดูเป็นตัวเลขที่สวยงาม แต่เมื่อเจาะดูในรายละเอียด จะพบเงื่อนไขที่ระบุว่าคู่สัญญาสามารถยกเลิกได้เพียงแจ้งล่วงหน้า 90 วัน
ยิ่งไปกว่านั้น Google ยังเป็นผู้ถือหุ้น 6 เปอร์เซ็นต์ใน xAI เสียเอง
ลักษณะนี้ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า มันอาจเป็นเทคนิคการหมุนเวียนเงินทุนภายในเพื่อตกแต่งตัวเลขรายได้ให้ดูดีเกินจริง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเซ็นสัญญากับบริษัทคู่แข่งอย่าง Anthropic ในปี 2026 ซึ่งเบื้องหลังสัญญานี้มาจากความผิดพลาดครั้งใหญ่
แทนที่จะใช้ชิปแบบเดียวกันทั้งหมด พวกเขากลับออกแบบศูนย์ข้อมูลโดยผสมชิปถึงสามรุ่นเข้าด้วยกัน
ผลที่ตามมาคือการทำงานแบบคอขวด ชิปรุ่นที่ทำงานเร็วที่สุดต้องหยุดนิ่งเพื่อรอให้ชิปรุ่นเก่าประมวลผลให้เสร็จ
แหล่งข่าวรายงานว่าประสิทธิภาพการฝึกฝน AI ของศูนย์ข้อมูลนี้ทำงานได้เพียง 11 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถสูงสุด…
เมื่อพบว่ามันแทบจะไร้ประโยชน์ พวกเขาจึงแก้เกี้ยวด้วยการปล่อยเช่าศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ทิ้งไป แล้วย้ายระบบไปสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่แทน
ถึงแม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย แต่บริษัทยังมีไม้ตายสุดท้ายที่เตรียมไว้ใช้ดึงดูดความสนใจ นั่นคือการสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ
บริษัทได้ยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตสร้างระบบคลาวด์บนอวกาศ โดยมีเป้าหมายที่จะปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรให้ได้ถึงหนึ่งล้านดวง
การนำเซิร์ฟเวอร์ไปลอยอยู่บนอวกาศเป็นไอเดียที่ฟังดูล้ำยุค แต่อาจจะเป็นฝันร้ายในทางปฏิบัติ
ลองเปรียบเทียบกับเครือข่ายดาวเทียมในปัจจุบันที่มีอยู่เพียงไม่กี่พันดวง การบริหารจัดการไม่ให้ดาวเทียมชนกันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากอยู่แล้ว
การเพิ่มจำนวนขึ้นอีกกว่าร้อยเท่า จะทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยขยะอวกาศที่รอวันหมดอายุ…
ในเชิงวิศวกรรม ความร้อนคือศัตรูตัวฉกาจของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ บนพื้นโลกเราใช้น้ำและอากาศในการระบายความร้อน
แต่ในสุญญากาศของอวกาศไม่มีอากาศ ไม่มีน้ำ การระบายความร้อนทำได้เพียงการแผ่รังสี ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำมาก
นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลลอยฟ้ายังต้องเผชิญกับอันตรายจากนอกโลก รังสีคอสมิกสามารถทะลุทะลวงเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลในหน่วยความจำ
อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์และพายุสุริยะสามารถทำลายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ในพริบตา
การแก้ปัญหาเหล่านี้ทำได้เพียงวิธีเดียว คือการหุ้มเกราะกันรังสีที่หนาและมีน้ำหนักมาก ซึ่งนั่นหมายถึงต้นทุนการยิงจรวดที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อพิจารณาในทางเศรษฐศาสตร์ โครงการศูนย์ข้อมูลอวกาศดูจะเป็นโครงการที่สูญเปล่า
ทันทีที่ชิปรุ่นใหม่ถูกเปิดตัวบนโลก ศูนย์ข้อมูลบนอวกาศก็จะด้อยประสิทธิภาพลงทันที
และหากวันหนึ่งในอนาคต เทคโนโลยีถูกพัฒนาให้กินทรัพยากรน้อยลงจนประมวลผลบนสมาร์ตโฟนได้โดยตรง วิสัยทัศน์นี้ก็อาจจะถึงจุดจบ
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าบริษัทจะวาดฝันถึงการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย หรือการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร
แต่เอกสารของพวกเขาเองก็ระบุชัดเจนว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดที่พวกเขาตั้งเป้าไว้
เพราะมูลค่ามหาศาลที่เหลือทั้งหมด ได้ถูกเดิมพันไว้กับสงคราม AI ไปจนหมดสิ้นแล้ว…
การที่ธุรกิจนี้เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างบริษัท จึงเปรียบเสมือนม้าโทรจันในตำนาน…
ม้าไม้ที่ลักลอบนำพากองทหารแห่งผลขาดทุน เข้ามาหลบซ่อนอยู่หลังกำแพงอันแข็งแกร่งของบริษัทวิศวกรรมการบินที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า อนาคตของราคาหุ้นตัวนี้จะเป็นอย่างไรในระยะยาว…
ตลาดหุ้นอาจจะตอบรับด้วยความตื่นเต้นและดันราคาให้พุ่งทะยานในวันแรก
ก่อนที่ความเป็นจริงของงบการเงินจะค่อยๆ ดึงราคาให้ร่วงหล่นลงมาในภายหลัง…
หรือในทางกลับกัน วิสัยทัศน์ของผู้นำบริษัทอย่าง Elon Musk อาจจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และนำพาบริษัทไปสู่มูลค่ามหาศาล
แต่อย่างน้อยในวันนี้ สิ่งที่ปรากฏผ่านตัวเลขและเอกสารทางการเงิน ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ว่าสิ่งที่กำลังจะจ่ายเงินซื้อนั้น คือตั๋วโดยสารเพื่อเดินทางไปสู่ดวงดาว…
หรือเป็นเพียงแค่ฟางเส้นสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพยุงธุรกิจที่กำลังกระหายเงินทุนกันแน่?
References : [spacex, nasa, cold fusion, reuters, bloomberg, ft, cnbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา