Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขียนไว้ให้เธอ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
27 มิ.ย. เวลา 16:02 • ความคิดเห็น
พ่อคนอื่นสอนลูกตัวเอง พ่อตัวเองสอนลูกคนอื่น
มีพี่ที่เคารพนับถือกันเอ่ยปากขอให้ผมช่วยคุยกับลูกสองคนของพี่เขาให้หน่อย ลูกของพี่เขากำลังเรียนปริญญาโทอยู่ต่างประเทศและจะกลับมาเริ่มทำงานในไม่ช้า พี่เขาคงเห็นผมมีประสบการณ์โน่นนี่ที่พอจะแนะนำได้ในเรื่องการใช้ชีวิต ทัศนคติและแนวทางการตัดสินใจเลือกอาชีพได้ ซึ่งผมเองก็ยินดี
แต่ผมก็มีเรื่องข้องใจอยู่นิดหน่อย เพราะจริงๆ แล้วพี่เขาก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จพอสมควรคนหนึ่ง เห็นโลกมามาก ประสบการณ์ชีวิตก็ไม่แพ้ใคร ผมก็เลยสงสัยว่าทำไมพี่เขาถึงไม่แนะนำลูกทั้งสองเอง ลูกสาวผมโตหน่อยก็ยังว่าจะไปขอคำแนะนำพี่เขาเลย
พี่เขาก็บอกว่าลูกมันไม่ฟัง ลูกมันฟังทุกคนยกเว้นพ่อมัน บอกว่าคนโน้นแนะนำอย่างนี้ คนนี้แนะนำอย่างโน้น อ้างคำพูดของทุกคนยกเว้นพ่อตัวเอง น้ำเสียงก็ดูงอนๆลูกอยู่นิดๆ
ตอนที่พูดอยู่ ลูกสาวก็นั่งอยู่ไม่ไกล เธอก็ได้แต่ยิ้มๆ
ตอนที่ผมอายุใกล้ๆลูกสาวพี่เขา ในช่วงเรียนอยู่ที่เมืองไทยจนไปทำงานอยู่ต่างประเทศและเรียนต่อโท ผมต้องห่างครอบครัวอยู่หลายปี ในช่วงนั้นป๊าผมเขียนจดหมายหาผมอยู่ตลอด เขียนทีก็หลายหน้า สอนเรื่องราวชีวิตบ้าง ว่ากล่าวตักเตือนบ้าง เล่าเหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆบ้าง
เอาเข้าจริงๆแล้ว ป๊าเขียนแบบนี้ตั้งแต่ผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำ และพยายามฝึกให้ผมหัดเขียนตอบอยู่เป็นระยะ จดหมายแบบนี้คงมีเป็นพันฉบับตั้งแต่ผมเด็กๆ บางเรื่องก็เข้าหัวบ้างไม่เข้าหัวบ้าง เหมือนกับลูกสาวของพี่เขา
ป๊าผมเป็นคนฉลาดที่ไม่ได้เรียนสูงเพราะต้องออกมาช่วยอากงตั้งแต่มัธยม เพื่อนๆ ป๊าส่วนใหญ่ก็เข้าจุฬาฯกันหมด ป๊าชอบอ่านหนังสือมาก มีเรื่องเล่าต่างๆมากมาย ตอนที่เป็นนักธุรกิจอยู่โคราชก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์การทำธุรกิจหลากหลาย
มีช่วงหนึ่งของชีวิต ป๊ากับม้าตัดสินใจไปดูแลลูกสาวสี่คนที่ไปเรียนที่อเมริกา ป๊าเลยไปเริ่มธุรกิจเล็กๆที่โน่น จากคนที่ไม่ได้เรียนสูงๆ ภาษาก็แทบพูดไม่ค่อยได้ ป๊าค่อยๆหาลู่ทาง ไปเป็นเจ้าของร้านไอติมเจ้าดัง ก่อนที่จะผันตัวไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู้กับฝรั่งได้อย่างน่าทึ่ง
ป๊าค่อยๆอ่านกฏหมาย ศึกษาอย่างละเอียด จนมีแนวทางของตัวเอง ฝรั่งที่ทำธุรกิจกับป๊าหลายคนยังเอาป๊าไปเล่าเป็นกรณีศึกษาของคนที่ภาษาแทบไม่กระดิกหูแต่ตั้งตัวจนทำธุรกิจได้และประสบความสำเร็จในอเมริกาได้อย่างมหัศจรรย์ ซึ่งป๊าก็ใช้ประสบการณ์และความเข้าใจทางธุรกิจที่เมืองไทยผสมกับนิสัยและความฉลาดส่วนตัวจนทำได้
ประสบการณ์ที่โชกโชนและแหลมคมพร้อมมันสมองของป๊า คงมองเห็นแนวทางที่ดีอะไรหลายๆอย่าง ก็เลยพยายามสอนผมผ่านจดหมายด้วยความตั้งใจ แต่ผมก็คงเหมือนลูกของพี่เขาที่อ่านแล้วก็ผ่านไป เข้าหัวเข้าสมองน้อยมาก อาจจะด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ยังไม่เข้าใจนัก เพียงแต่รับรู้ได้ถึงความหวังดีทุกครั้งที่ได้อ่านจดหมาย นอกนั้นก็ไม่คิดว่าจะจำอะไรได้มากนัก
เมื่อวานก่อน ผมไปเจอกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งในห้องเก็บของ ในนั้นมีเอกสารเก่าๆและรูปบางส่วนของผมเก็บไว้อยู่จำนวนหนึ่ง เอามานั่งพลิกๆดูก็ระลึกชาติได้เพลินๆ แล้วผมก็เจอจดหมายอยู่สามฉบับจากเป็นพันๆฉบับที่ป๊าเขียนหา
จดหมายฉบับหนึ่งป๊าเขียนแนะนำผมซึ่งตอนนั้นคงเริ่มทำงานใหม่ๆแล้วคงบ่นว่าทำงานหนักและเครียดมาก ป๊าเลยเขียนสอนโดยมีใจความตอนหนึ่งดังนี้
“ ..โจ้คงจำนิทานที่ป๊าเคยเล่าให้ฟังได้ แบบย่อๆ ก็คือ มีเศรษฐีผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนี่งป่วยหนักใกล้ตาย เรียกลูกๆมาใกล้ๆ สั่งสอนง่ายๆ ว่า ชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จในการงานและชีวิตส่วนตัวจะต้องมีหลักยึดอยู่สองข้อ
ข้อหนึ่งคือความซื่อสัตย์ และข้อสองคือมีไหวพริบ ลูกก็ถามพ่อว่าความซื่อสัตย์หมายถึงอะไร พ่อบอกว่าไม่ว่าจะรับปากใคร เรื่องเล็กหรือใหญ่ จะต้องซื่อสัตย์ ทำตามที่รับปากให้ได้ ถ้าปฏิบัติได้คนก็จะเชื่อถือ ทำอะไรก็จะมีแต่ความสำเร็จ
ลูกก็เลยเปรยว่ามีแค่ข้อหนึ่งก็น่าจะพอแล้ว ทำไมต้องมีข้อสองด้วย พ่อก็อธิบายว่า ข้อสองให้มีไหวพริบ ต้องรู้จักฉลาด ไม่รับปากใครง่ายๆ ก่อนรับปากต้องมั่นใจว่าเรามีเวลาพอหรือเปล่า ประโยชน์ที่ได้คุ้มค่าหรือไม่ รับปากเฉพาะที่เราทำได้จริงๆเท่านั้น
1
ตอนนี้โจ้อาจจะมีแต่ข้อหนึ่งมากเกินไป และข้อสองน้อยเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่าป๊าคอยสอนแต่ข้อหนึ่ง ไม่ค่อยได้สอนข้อสอง ถ้าเด็กๆทบทวนให้ดีจะเห็นว่าสำหรับลูกๆแล้ว ป๊ารับปากอะไรจะพยายามทำให้เสมอ และในขณะเดียวกันถ้าลูกๆรับปากแล้วไม่ทำหรือละเลย ป๊าจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
คนที่มีข้อหนึ่งมากๆ มักจะปฏิเสธใครไม่เป็น ฝรั่งถึงกับเขียนตำราออกมาขายชื่อ “how to say no” รู้จักปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เป็นศิลปะที่ต้องฝึกและเรียนรู้ให้มากๆ จะทำให้เราไม่มีภาระที่ต้องทำอะไรมากไปจนเครียดอย่างที่โจ้เป็นอยู่ทุกวันนี้”
ในตอนนั้นผมก็คงไม่ได้คิดอะไรมาก อาจจะอ่านผ่านๆแล้วไปหาคำแนะนำจากที่อื่นแทน แต่พอมาอ่านตอนนี้ก็รู้เลยว่าเป็นคำสอนที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งจากคนที่ผ่านการทำงานมามากและเขียนด้วยความห่วงใย
ผมได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เก็บจดหมายจำนวนมากนั้นไว้ เพราะถ้ามาอ่านในวันนี้ คงมีข้อคิดดีๆอะไรมากมายในวันที่เราเข้าใจอะไรๆมากขึ้น
แต่พอคิดดีๆแล้ว จะเรียกว่าเสียดายมากนักก็ไม่เชิง เพราะผมรู้สึกว่าผมอาจจะจำคำสอนและวิธีคิดต่างๆในจดหมายป๊าไม่ได้แต่หลักการในการทำงานและการใช้ชีวิตที่ผมได้รับอิทธิพลจากการอ่านจดหมายป๊าคงมีอยู่ในตัวพอสมควร
ตัวอย่างหนึ่งที่ซึมซับแบบไม่รู้ตัวที่เพิ่งสังเกตเห็นจากการอ่านจดหมายเก่าๆรอบนี้ก็คือ สำนวนและแนวทางการเขียนของผมแทบจะเหมือนกับป๊าอย่างไม่น่าเชื่อ
ผมตัดท่อนหนึ่งของจดหมายของป๊ามาส่วนหนึ่งก็เผื่อว่าลูกของพี่เขาจะได้อ่าน เพราะคำสอนสั้นๆที่ผมบังเอิญเจอนั้นน่าจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับคนในวัยเริ่มทำงาน และมากไปกว่านั้น ผมก็อยากให้ป๊าได้อ่านและได้รู้ว่า จดหมายที่ป๊าเขียนมาตลอดหลายสิบปีนั้นไม่ได้เสียเปล่า และผมเองก็ตั้งใจจะใช้วิธีเดียวกันนี้สอนลูกสาวผมต่อไป
ซึ่งก็เป็นที่มาของเพจเขียนไว้ให้เธอนี้ที่เขียนเก็บไว้ให้ลูกสาว พอเขาโตถึงวัยที่มีประสบการณ์ร่วมก็น่าจะได้ประโยชน์แน่ๆ
ผมตั้งใจจะลงบทความนี้ทุกๆวันเกิดของป๊า วันนี้ป๊าครบรอบ 82 ปีแล้ว ยังแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ดูแลตัวเองดีมากทั้งการกินและการออกกำลังกาย ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆหลานๆอีกด้านหนึ่งเช่นกัน….
4 บันทึก
19
2
4
19
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย