วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ใครฆ่า Sun Microsystems? จากผู้ขับเคลื่อนโลกอินเทอร์เน็ต สู่บริษัทที่ถูกกลืนกิน

ย้อนกลับไปในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มต้น ขุมพลังที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง eBay หรือ Yahoo ไม่ใช่ระบบ Cloud แบบที่เราคุ้นเคยกันเหมือนในทุกวันนี้
แต่เป็นตู้ Server ขนาดใหญ่จากบริษัทที่ชื่อว่า Sun Microsystems
ในปี 2000 บริษัทแห่งนี้เคยมีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พวกเขาคือฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่สุด ที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์และโลกยุค Dot-com ให้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว…
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภายในเวลาไม่ถึง 30 ปีนับจากวันก่อตั้ง อาณาจักรแห่งนี้กลับพังทลายลง
พวกเขาถูกกลืนกินโดย Oracle ด้วยมูลค่าที่เหลือเพียงไม่ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ของจุดสูงสุดที่เคยทำได้
เกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรเทคโนโลยีที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก?
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1982 ที่เมือง Santa Clara รัฐ California…
มีชายหนุ่มสามคนได้ร่วมกันลงนามในเอกสารก่อตั้งบริษัท ที่จะมาเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล
คนแรกคือ Andy Bechtolsheim นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัย Stanford ผู้สร้างเครื่องต้นแบบ Workstation ขึ้นมาด้วยตัวเอง
เขาตั้งชื่อแผงวงจรที่ออกแบบว่า Stanford University Network ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Sun
คนที่สองคือ Vinod Khosla ศิษย์เก่าคณะบริหารธุรกิจจาก Stanford ที่เคยก่อตั้งบริษัทมาแล้ว เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากฮาร์ดแวร์ชิ้นนี้…
คนที่สามคือ Scott McNealy ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการที่บริษัท Onyx Systems เขาตกลงเข้ามาดูแลงานด้านปฏิบัติการทั้งหมด
และต่อมาเขาก็ได้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทอย่างยาวนานถึง 22 ปี เป็นผู้นำพาบริษัทผ่านร้อนผ่านหนาวในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ไม่กี่เดือนต่อมา Bill Joy หัวหน้านักพัฒนา Berkeley Unix จาก University of California ก็ได้เข้ามาร่วมทีมเป็นผู้ก่อตั้งคนที่สี่…
เขาไม่ได้มาตัวเปล่า แต่นำเอารากฐานของระบบปฏิบัติการที่จะกลายมาเป็น Solaris ติดตัวมาด้วยเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง
สินค้าตัวแรกของพวกเขาเปิดตัวในปี 1982 ภายใต้ชื่อ Sun-1 มันคือ Workstation ที่ใช้หน่วยประมวลผล Motorola 68000
มันมีหน้าจอความละเอียดสูง แถมยังรองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย Ethernet ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น…
ในช่วงปี 1985 ถึง 2005 หากใครทำงานในแวดวงวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ย่อมรู้จักบริษัทแห่งนี้เป็นอย่างดี
เคสพลาสติกสีเบจอมม่วงของ SPARCstation มักจะตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะทำงานเสมอ ภายใต้นิ้วมือคือคีย์บอร์ดที่มีเลย์เอาต์ไม่เหมือนใคร
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1989 เมื่อบริษัทเปิดตัว SPARCstation 1 ที่มีรูปทรงกะทัดรัดคล้ายกล่องใส่พิซซ่า…
ด้วยสนนราคาไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสามารถยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างมหาศาล
ระบบนิเวศของ Sun Microsystems ในยุคนั้นถือว่ายอดเยี่ยมและล้ำหน้ากว่าใคร การเชื่อมต่อพื้นที่เก็บข้อมูลผ่านเครือข่ายกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ
ผู้ใช้งานเชื่อมั่นได้เลยว่าไฟล์ที่บันทึกไว้จะยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ เพราะบริษัทเป็นคนเขียนโปรโตคอลที่ทำให้ระบบเหล่านี้ทำงานได้ด้วยตัวเอง…
โปรโตคอลนั้นมีชื่อว่า NFS ซึ่งเริ่มพัฒนาในปี 1984 และกลายเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา
เมื่อเราซื้อคอมพิวเตอร์จากแบรนด์นี้ เราไม่ได้กำลังซื้อแค่เครื่องจักรพลาสติก หรือแผงวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อน
แต่เรากำลังซื้อความเชื่อมั่นว่า เครื่องนี้จะยังคงทำงานได้ในอีกสิบปีข้างหน้า และบริษัทที่ผลิตมันขึ้นมาจะยังคงยืนหยัดสนับสนุนเราอยู่เสมอ…
ความเชื่อมั่นนี้เอง ที่ผลักดันให้ Sun Microsystems ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างเต็มภาคภูมิ
ในปี 2001 บริษัทรายงานรายได้สูงถึง 18.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่คือตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
บริษัทมีมูลค่ากิจการพุ่งทะยาน มีพนักงานราว 43,000 คนทั่วโลก กระจายตัวอยู่ในกว่า 40 ประเทศ…
ในเวลานั้น Server ของบริษัทเป็นขุมพลังขับเคลื่อนระบบหลังบ้านของเว็บไซต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ระดับโลกเกินกว่าครึ่ง
โครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของอินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่ม ถูกประกอบขึ้นบนฮาร์ดแวร์ของแบรนด์นี้แทบทั้งสิ้น
โมเดลธุรกิจของพวกเขาในตอนนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมาก มันคือการบูรณาการในแนวดิ่งอย่างครบวงจร หรือที่เรียกว่า “Vertical Integration” …
บริษัทออกแบบหน่วยประมวลผลของตัวเองที่ชื่อว่า SPARC พวกเขาเขียนระบบปฏิบัติการของตัวเอง สร้าง Server สร้าง Workstation และระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด
ลูกค้าจะต้องซื้อฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และสัญญาบริการรวบยอดเป็นแพ็กเกจเดียว ราคาของมันจึงแพงระยับ
Server ระดับองค์กรบางรุ่นในปี 1998 มีราคาเปิดตัวมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ลูกค้าก็ยังคงยินดีและเต็มใจที่จะจ่าย…
เพราะสิ่งที่ลูกค้าองค์กรต้องการคือเวลาที่ระบบทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่ล่ม
พวกเขาต้องการโทรศัพท์หาผู้ให้บริการตอนตีสามแล้วมีคนแก้ปัญหาให้ทันที
กำไรขั้นต้นจากระบบแบบนี้สูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากสัญญาบริการในระยะยาวก็มีความเสถียรเป็นอย่างมากอีกด้วย
บริษัทนำเงินมหาศาลไปลงทุนในการทำวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างกำแพงทางเทคโนโลยีให้สูงขึ้นไปอีกจนยากที่ใครจะตามทัน…
และหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทก็คือภาษาโปรแกรมที่ชื่อว่า Java ซึ่งเปิดตัวในปี 1995 และถูกแจกจ่ายให้ใช้งานฟรี
โปรแกรมนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นขุมพลังเบื้องหลังระบบของธนาคาร บริษัทประกันภัย และสายการบินทั่วโลก
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไปได้สวย อาณาจักรนี้กำลังรุ่งเรืองสุดขีด แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ…
ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการล่มสลายของบริษัทเกิดจากวิกฤต Dot-com แต่เรื่องนั้นเป็นเพียงการมองแค่ผิวเผิน
วิกฤตดังกล่าวเป็นเพียงตัวเร่งให้ทุกอย่างจบเร็วขึ้นเท่านั้น
สาเหตุที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “Commodification”
มันคือปรากฏการณ์ที่เทคโนโลยีซึ่งเคยเป็นของเฉพาะกลุ่มและมีราคาแพง กลายมาเป็นสินค้าทั่วไปที่ทุกคนเข้าถึงได้ในราคาถูก…
ตลอดช่วงปี 1990 หน่วยประมวลผล Intel x86 มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ราคาลดลงอย่างฮวบฮาบ
ในปี 1999 Server ที่ใช้ชิป Intel และรันด้วยระบบปฏิบัติการ Linux สามารถให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันกับเครื่องระดับกลาง
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ มันมีราคาถูกกว่า Server ของ Sun Microsystems ถึงสิบเท่าตัว ทำให้พื้นฐานราคาของตลาดพังทลายลง…
ฮาร์ดแวร์มีราคาถูกเพราะ Intel มีตลาดที่ใหญ่กว่ามหาศาล ส่วนซอฟต์แวร์อย่าง Linux ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย
สาเหตุเพราะระบบปฏิบัติการตัวนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอาสาสมัครจากทั่วโลก และเปิดให้แจกจ่ายนำไปใช้งานโดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์
คู่แข่งอย่าง IBM หรือ HP และ Dell มองเห็นคลื่นลูกนี้ก่อนใคร พวกเขาเริ่มจัดส่ง Server ที่ใช้ Linux อย่างเป็นล่ำเป็นสัน…
IBM ถึงขั้นลงทุนเงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปี 2000 เพื่อวางตำแหน่งตัวเองเป็นบริษัทให้บริการด้าน Linux อย่างเต็มตัว
แต่ Sun Microsystems กลับเลือกที่จะเดินสวนทาง ผู้บริหารยังคงยืนกรานว่าระบบแบบบูรณาการของเขาสร้างความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่า
ในทางเทคนิคเขาอาจจะพูดถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันกลับไม่มีความหมายในโลกธุรกิจอีกต่อไป…
ลูกค้าไม่ได้ต้องการ Server ที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้อีกแล้ว พวกเขาต้องการ Server ที่ถูกที่สุดที่พอจะทำงานได้
และถ้ามันเกิดทำงานล่มขึ้นมา พวกเขาก็แค่ดึงมันออก แล้วเอา Server ราคาถูกตัวใหม่จากในชั้นวางเสียบเข้าไปแทนที่
สถาปัตยกรรมของศูนย์ข้อมูลกำลังเปลี่ยนจากการสร้างมหาวิหารที่พึ่งพาสถาปนิกคนเดียว ไปสู่การสร้างตลาดสดที่เรียบง่ายและมีความยืดหยุ่น…
แต่ผู้บริหารของบริษัทยังคงหลับหูหลับตาสร้างมหาวิหารต่อไป โดยไม่สนใจความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างถาวรแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การแจกฟรี Java ยังกลายเป็นความเจ็บปวด สมมติฐานที่ว่าถ้าคนใช้ Java มากขึ้นจะทำให้ขาย Server ได้มากขึ้นนั้นผิดถนัด
ในปี 2002 โปรแกรม Java กลับไปรันอยู่บน Server ของ IBM และ HP มากกว่าเครื่องของตัวเองเสียอีก…
เพราะจุดเด่นของ Java คือการทำงานข้ามระบบได้ ลูกค้าจึงใช้จุดเด่นนี้เพื่อหลีกหนีจากฮาร์ดแวร์ราคาแพงของ Sun Microsystems
การปรับตัวที่ช้าเกินไปนำมาซึ่งความตกต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทมองว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นภัยคุกคามมากกว่าโอกาส
พวกเขาลังเลที่จะนำ Linux เข้ามาเป็นผลิตภัณฑ์ และใช้เวลานานเกินไปกว่าจะตัดสินใจปล่อย Solaris ให้เป็นระบบเปิด…
การตัดสินใจครั้งนั้นอาจจะน่าประทับใจในทางเทคนิค แต่ในทางธุรกิจถือว่าสายเกินไปอย่างมาก
ลูกค้าที่พร้อมจะจ่ายเงินให้กับระบบนี้ ได้อพยพย้ายไปใช้ Linux บนชิป x86 กันจนหมดสิ้นแล้ว
ลูกค้าที่เหลืออยู่คือกลุ่มที่ไม่มีความสามารถในการย้ายระบบ ซึ่งฐานลูกค้านี้ก็หดตัวลงทุกวันตามกาลเวลา…
ระหว่างปี 2001 ถึง 2003 รายได้ของบริษัทร่วงลงอย่างหนักหน่วงจนน่าใจหาย
การปลดพนักงานเริ่มต้นขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จากพนักงาน 43,000 คนในช่วงจุดสูงสุด เหลือเพียงไม่ถึง 30,000 คน
บริษัทพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง พวกเขายอมเปิดตัว Server สายพันธุ์ x86 ในปี 2003 แต่เวลาที่ตัดสินใจก็ช้าเกินไป…
1
พวกเขาเข้าซื้อกิจการ StorageTek และ MySQL ด้วยเงินสดมหาศาล เพื่อหวังจะเจาะตลาดใหม่และพลิกฟื้นวิกฤต
แต่ในตอนนั้นบริษัทก็มีกระแสเงินสดไม่พอที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจในการเข้าซื้อกิจการได้อย่างที่ควรจะเป็นอีกแล้ว
ผู้นำคนใหม่ก้าวขึ้นมาบริหารในปี 2006 เขาพยายามผลักดันการใช้ระบบเปิดอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาเดิม…
แต่ทิศทางของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีนโยบายใดสามารถกอบกู้รายได้กลับคืนมาได้อีก
วิศวกรระดับหัวกะทิที่อยู่คู่บริษัทมานาน เริ่มทยอยลาออกไปซบไหล่บริษัทยักษ์ใหญ่รายใหม่อย่าง Google และ Facebook
ในช่วงปลายปี 2008 บริษัทเริ่มเจรจาหาผู้ซื้อกิจการ การพูดคุยกับ IBM ล้มเหลวเพราะข้อเสนอต่ำเกินไป…
แต่ในที่สุด Larry Ellison จาก Oracle ก็เดินเข้ามาหาบอร์ดบริหารพร้อมข้อเสนอเงินสด 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ม่านการแสดงปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มกราคม 2010
สัญลักษณ์หุ้นที่ใช้ชื่อว่า JAVA ถูกซื้อขายเป็นครั้งสุดท้าย และวิศวกรก็เก็บของออกจากโต๊ะทำงาน…
ชื่อแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกถอดออกจากสายการผลิตสินค้าทั้งหมด หลงเหลือเพียงสัญญาให้บริการดูแลระบบเก่าเท่านั้น
วิทยาเขตอันกว้างขวางของบริษัทที่เคยคึกคัก ก็ถูกขายให้กับ Facebook ในเวลาต่อมา
แม้ว่าตัวบริษัทจะสูญสลายไปแล้ว แต่มรดกที่พวกเขาทิ้งไว้กลับยังมีชีวิตอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลกใบนี้…
ภาษา Java ปัจจุบันรันอยู่บนอุปกรณ์หลายพันล้านเครื่องทั่วโลกอย่างเงียบๆ
โทรศัพท์ Android ทุกเครื่องที่เราใช้งาน ประมวลผลผ่านระบบที่สืบทอดมาจากผลงานของบริษัทแห่งนี้
ระบบงานธนาคารสำคัญๆ ที่เขียนขึ้นในยุคก่อน หลายแห่งยังคงทำงานอยู่โดยแทบไม่ต้องแก้โค้ดใหม่เลยตลอด 25 ปี…
ระบบไฟล์มาตรฐานอย่าง NFS ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญของการแชร์ข้อมูลบนระบบ Unix และ Linux
อดีตวิศวกรของบริษัทหลายคน กลายไปเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโลกในปัจจุบัน
เทคโนโลยีที่พวกเขาสร้างขึ้น และมาตรฐานระบบเปิดที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง มีอายุยืนยาวและส่งผลกระทบมากกว่าตัวบริษัทเสียอีก…
เรื่องราวการล่มสลายนี้บอกเราอีกครั้งว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความอยู่รอดในอนาคตเสมอไป
การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และปฏิเสธที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ตลาดใหม่
อาจทำให้สถาปัตยกรรมที่เคยแข็งแกร่งดั่งมหาวิหาร พังทลายลงมาได้อย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน…
References : [wikipedia, oracle, computerhistory, britannica, grokipedia]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา