28 มิ.ย. เวลา 00:45 • ธุรกิจ

⚽ฟุตบอลโลก 2026: ในยุคที่ ESG เสียงเบาลง แต่องค์กรกลับต้องขยับจริงขึ้น?

ห้าปีก่อน Future Perfect เผยแพร่บทความชิ้นแรกลงเพจแห่งนี้ ด้วยความเชื่อสองข้อ คือ อนาคตเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ และการจะไปถึงอนาคตนั้น เราต้องมองทะลุ 'เปลือก' ลงไปให้ถึง 'แก่น' และมองเห็นภูเขาน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำ
สัปดาห์นี้ครบรอบห้าปีพอดี ผมจึงอยากกลับมาเริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง ด้วยเรื่องของฟุตบอลโลก 2026 เกี่ยวกับความจริงที่ย้อนแย้งว่า เรื่องที่ "Green" ที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ กลับเป็นเรื่องที่ "เล็ก" ที่สุด
แนวทางข้อหนึ่งที่เป็นหัวใจของวิธีคิดในแบบฉบับ Future Perfect คือการแยก "เรื่องที่ถ่ายรูปออกมาสวย" ออกจาก "เรื่องที่สำคัญจริง" ให้ได้ และฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง
📊 ตัวเลขจริงที่สวนทางกับภาพที่เห็นภายนอก
ฟุตบอลโลก 2026 ถูกพูดถึงว่าอาจเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ "Green" ที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเจ้าภาพทั้งสามประเทศ คือสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก แทบไม่ได้สร้างสนามใหม่เลย ใช้สนามเดิมเป็นหลัก ต่างจากฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว กาตาร์ 2022 ที่สร้างและพัฒนาสนามใหม่ถึง 7 แห่ง
แต่นี่คือจุดที่น่าคิด จากการคาดการณ์ล่วงหน้าของ Greenly (2026) ซึ่งอิงแบบจำลองการเดินทางของผู้ชมเป็นหลัก แม้แทบไม่มีการสร้างสนามใหม่ แต่การดำเนินงานและการปรับปรุงสนามเดิมรวมกัน ก็คิดเป็นเพียงราว 3.1% ของคาร์บอนฟุตพรินต์ทั้งหมด ขณะที่ราว 87% มาจากสิ่งเดียว คือการเดินทางทางอากาศของผู้ชม ที่ต้องบินข้ามประเทศในทัวร์นาเมนต์ ซึ่งกระจายอยู่ใน 16 เมือง 3 ประเทศ
1
และครั้งนี้ยังเป็นฟุตบอลโลก (ชาย) ครั้งแรกที่ขยายเป็น 48 ทีม จาก 32 ทีมเดิม ทำให้จำนวนแมตช์พุ่งเป็น 104 แมตช์ และแน่นอนว่าฐานผู้ชมที่ต้องเดินทางก็ขยายตามไปด้วย
“ภาพที่ปรากฏ” ของทัวร์นาเมนต์ที่ดูเหมือนจะ Green และเห็นชัดในตอนแรก จึงกลับกลายเป็นถูกคาดการณ์ว่าจะปล่อยคาร์บอนราว 7.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่กาตาร์ 2022 รายงานอย่างเป็นทางการ (ราว 3.6–3.7 ล้านตัน) ประมาณสองเท่า แม้วิธีการคำนวณของแต่ละแหล่งจะไม่เหมือนกัน และมีแนวโน้มเป็นฟุตบอลโลกที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทั้งนี้ ตัวเลขลักษณะนี้ขึ้นกับสมมติฐานหลายประการ และ FIFA ยังไม่ได้ประกาศตัวเลขทางการสำหรับปี 2026 อย่างไรก็ตาม แทบทุกการศึกษาที่มีอยู่ชี้ตรงกันในภาพรวมว่า "การเดินทางของผู้ชม" คือสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดเสมอ
◾ มองในมุมของ FIFA และแฟนบอล
ขอมองมุม FIFA บ้างเพื่อความเป็นธรรม FIFA มีกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศในระดับองค์กรอยู่จริง ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซลง 50% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2040 ตาม FIFA Climate Strategy (2021) แต่หัวใจของปัญหาคือ ตัวการใหญ่ที่สุดอย่างเที่ยวบินของแฟนบอล ซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) อยู่นอกการควบคุมโดยตรงเกือบทั้งหมด
คันโยกที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นคันโยกที่ดึงยากที่สุด นี่เองที่ทำให้ "ความมีนัยสำคัญ" (Materiality) เป็นคำที่หลายองค์กรไม่สบายใจจะพูดถึง เพราะหลาย ๆ เรื่องนั้นควบคุมได้ยาก และแก้ไม่ได้ง่าย ๆ
ลองมองในอีกมุมของแฟนบอลด้วย การได้บินไปดูแมตช์ในฝันสักครั้งในชีวิต คือส่วนหนึ่งของ "ประสบการณ์ที่มีความหมาย" ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรู้สึกผิด โจทย์จึงไม่ใช่การให้คนหยุดใช้ชีวิต แต่คือการค่อย ๆ ลดช่องว่างระหว่าง "คุณค่า" กับ "รอยเท้าคาร์บอน" ให้แคบลง
◾ ความขัดแย้งที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: ESG เสียงเบาลง แต่รากลึกขึ้น
ถ้าเรื่องตัวเลขคือบทเรียนแรกของแก่นกับเปลือก ฉากหลังของทัวร์นาเมนต์นี้ ยังมีปมที่ลึกกว่านั้น และตอนแรกผมเองก็แปลกใจไม่น้อย ใช้ได้ทั้งเรื่องของ FIFA และองค์กรอื่น ๆ ได้เช่นกัน
ในช่วงปีหลัง ๆ ที่คำว่า "ESG" กำลังถูกตั้งคำถามและถูกลดบทบาทลงในหลายพื้นที่ของโลก ทั้งจากแรงกดดันทางการเมือง กฎระเบียบ และสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพ
แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับกลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บรรจุเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนและความยั่งยืนไว้ในกฎการประมูลและสัญญาเจ้าภาพตั้งแต่ต้น และกำหนดให้ทั้ง 16 เมืองเจ้าภาพต้องจัดทำ "แผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน" ของตนเอง (FWC26 Human Rights Framework, 2024) ทำไมถึงสวนทางกัน? Future Perfect มองว่ามีแรงขับเคลื่อนหรือ Driver 3 เรื่องที่ทำงานร่วมกันอยู่
✅Driver#1: บาดแผลจากกาตาร์ 2022 (กรณีของ FIFA โดยตรง)
กาตาร์ 2022 คือรอยด่างครั้งใหญ่ของ FIFA ทั้งคำกล่าวอ้างเรื่อง Carbon Neutral ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมถึงในปี 2023 Swiss Fairness Commission องค์กรกำกับโฆษณาแบบกำกับกันเองของสวิส (ซึ่งคำวินิจฉัยเป็นข้อเสนอแนะ ไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่กระทบภาพลักษณ์ได้มาก) ได้วินิจฉัยว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ และยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานก่อสร้างสนามอีกด้วย กรอบสิทธิมนุษยชนปี 2026 จึงเกิดขึ้นเพื่อเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นโดยตรง
ในครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยมีมาก่อนจริง ๆ แต่ก็ต้องพูดให้ครบว่า กรอบนี้ไม่มีบทลงโทษหากเมืองใดทำไม่ได้ และหลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าจะเกิดผลจริงแค่ไหน นี่จึงเป็นการ "ปรับตัวเพราะถูกบีบ" มากกว่าทำด้วยอุดมการณ์ล้วน ๆ และที่ FIFA ยังยืนอยู่ได้ก็เพราะฟุตบอลโลกยังมีมนต์ขลังที่ยากจะมีอะไรมาแทน ซึ่งต่างจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่ลูกค้ามีทางเลือกอื่น และคู่แข่งพร้อมจะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้เสมอ
✅ Driver#2: แรงกดดันจากกฎเกณฑ์และกฎหมาย
สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังถอยห่าง แท้จริงแล้วคือ "คำกล่าวอ้าง" ไม่ใช่ "เนื้อแท้" มีงานสำรวจหลายชิ้นในช่วงปี 2024–2025 ที่สะท้อนแนวโน้มว่า บริษัทส่วนใหญ่ยังลงทุนด้านความยั่งยืนเท่าเดิมหรือมากขึ้น เพียงแต่พูดถึงมันน้อยลง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Greenhushing มีรายงานว่าบางบริษัทปรับถ้อยคำในรายงานต่อผู้ถือหุ้น จากคำว่า "ความยั่งยืน" ไปใช้คำอย่าง "ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ" (Business Resiliency) แทน ไส้ในเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่ชื่อเรียก เพื่อหลบแรงปะทะ
และเหตุผลที่ทำให้หลายองค์กรเลือก "เงียบลงแต่ทำจริง" ก็ลึกกว่าการกลัวคนหมั่นไส้ ไม่กี่ปีมานี้ การตรวจสอบและการฟ้องร้องเรื่อง "การฟอกเขียว" (Greenwashing) เข้มข้นขึ้นมากทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ การประกาศเป้าหมายสวยหรูแบบลอย ๆ ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ กลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่มีค่าปรับมหาศาล (ในอังกฤษ หน่วยงานกำกับการแข่งขันมีอำนาจปรับได้ถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก)
ขนาดบริษัทผลิตเนื้อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง Tyson Foods ยังต้องยอมถอนคำว่า "Climate-Smart" ออกจากผลิตภัณฑ์เนื้อวัว หลังถูกฟ้องว่าไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ (พ.ย. 2568) ด้วยเหตุนี้ ภาคธุรกิจจึงเลือกพูดเฉพาะสิ่งที่มีข้อมูลรองรับเป๊ะ ๆ พูดให้ตรงคือ ทุนนิยมไม่ได้กลายเป็นคนใจดีขึ้น แต่กำลังกลัวกฎหมายต่างหาก
และน่าสนใจว่า แม้แต่ "ป้ายกำกับด้านกฎระเบียบ" เองก็กำลังเงียบลงเช่นกัน EU เพิ่งออก Omnibus Directive (กุมภาพันธ์ 2026) ที่ลดขอบเขตกฎบังคับรายงานความยั่งยืน (CSRD) ลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทกว่า 42,000 แห่งหลุดออกจากข้อบังคับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับน่าสนใจ บริษัทที่ลงทุนสร้างระบบไปแล้ว ยังคงรายงานต่อเนื่องโดยสมัครใจ เพราะนักลงทุน คู่ค้า และผู้ให้กู้ยังต้องการข้อมูลนั้นอยู่ดี นี่คือภาพที่ชัดที่สุดว่า เมื่อแก่นฝังลึกพอแล้ว การหายไปของป้ายกำกับไม่ได้ทำให้การปฏิบัติหยุดตาม
✅ Driver#3: ความคุ้มค่าที่แท้จริง หรือ Real Value
แรงขับที่ลึกที่สุด และยั่งยืนที่สุด คือ "ความคุ้มค่า" ชนะ "อุดมการณ์" สนามฟุตบอลที่ลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดหรือการเก็บน้ำฝนกลับมาใช้ ไม่ได้ทำเพราะอยากเป็นคนดีเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันลดต้นทุนได้จริงในระยะยาว ขณะที่ FIFA เองไม่ได้เลือกใช้สนามเดิมเพราะอยากปฏิวัติตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะสามประเทศนี้มีสนามพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากการวางแผนหรือเป็นผลพลอยได้
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ FIFA ไม่ต้องแบกภาระก่อสร้างสนามใหม่เหมือนกาตาร์ 2022 และนั่นเองกลับสอดคล้องกับหลักที่ว่าสุดท้ายแล้ว "ความคุ้มค่า" มักเป็นแรงขับที่ยั่งยืนกว่า "อุดมการณ์" เมื่อความยั่งยืนผูกกับการอยู่รอดและตัวเลขกำไรเข้าแล้ว มันก็จะอยู่รอด ไม่ว่าโลกจะเรียกมันด้วยชื่ออะไร หรือจะเลิกเรียกไปเลยก็ตาม
◾ อีกมุมที่ผมเพิ่งได้เห็นชัดขึ้น
ช่วงหลังผมขยับมาทำงานด้านคุณภาพ (Quality) มากขึ้น แล้วพบว่ามันให้เลนส์ใหม่ในการมองเรื่องความยั่งยืน เพราะงานคุณภาพฝึกให้เราทำสองอย่างควบคู่กัน หนึ่งคือแยก "เรื่องสำคัญจำนวนน้อย" (Vital Few) ออกจาก "เรื่องไม่สำคัญจำนวนมาก" (Trivial Many) และสองคือยอมรับความจริงว่า เราแก้ไขได้เฉพาะสิ่งที่อยู่ในกระบวนการที่เราควบคุมได้เท่านั้น
อย่างกรณีของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ พอเอาสองเลนส์นี้มาส่องตัวเลข 87% กับ 3.1% ภาพก็ชัดขึ้น ตัวเลข 87% บอกเราว่าน้ำหนักจริงอยู่ตรงไหน แต่มันกลับเป็นส่วนที่อยู่นอกการควบคุมของ FIFA เกือบทั้งหมด ส่วน 3.1% แม้จะดูเล็ก แต่กลับเป็นสิ่งที่ควบคุมได้เต็มมือ
โจทย์จึงไม่ใช่การไล่ตามตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรใหญ่ และอะไรที่มือเราเอื้อมถึง แล้วลงมือกับสิ่งที่ทั้งสำคัญและทำได้จริงก่อน นี่คือจุดที่ความยั่งยืนกับปรัชญาคุณภาพหลอมรวมกัน ผ่านแนวคิดอย่าง Lean & Green ที่มองว่าการลดความสูญเปล่าคือทั้งคุณภาพและความยั่งยืนในเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างที่ผมชอบคือ Mercedes-Benz Stadium ที่แอตแลนตา หนึ่งในสนามของฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งเป็นสนาม "ที่มีอยู่แล้ว" ไม่ได้สร้างใหม่ แต่ถูกพัฒนาจนเป็นหนึ่งในสนามกีฬาอาชีพแห่งแรก ๆ ในอเมริกาเหนือที่ได้ LEED Platinum (USGBC, 2017) มีทั้งแผงโซลาร์ ระบบเก็บน้ำฝนกลับมาใช้ และต่อมายังเป็นหนึ่งในสนามกีฬาขนาดใหญ่แห่งแรก ๆ ที่ได้ TRUE Platinum ด้าน Zero Waste นี่คือแก่น ไม่ใช่เปลือก เพราะมันคือการเอาของเดิมมาทำให้ดีขึ้นอย่างมีคุณค่าจริง ไม่ใช่สร้างใหม่เพื่อให้ดูดีเพื่อโปรโมตตัวเอง
และนี่คือเลนส์สะท้อนอนาคตตามความเชื่อของ Future Perfect ที่ว่า 'เปลือกนั้นตายได้ แต่ถ้าแก่นคือคุณค่าที่แท้จริง มันจะหาทางอยู่รอดเสมอ
🔍 3 ก้าวตามกรอบคิด 'The Future Perfect Lens' ที่ขอฝากไว้
1) เริ่มจากภาพปลายทาง — เห็นภาพองค์กรที่ "ความยั่งยืน" เป็นแก่น ไม่ใช่เปลือก เป็นคุณค่าที่อยู่รอดได้ ไม่ว่าวันหนึ่งโลกจะยังเรียกมันว่า ESG อยู่หรือไม่
2. เรียงให้ถูกลำดับ — ก่อนจะถามว่า "อะไรใหญ่ที่สุด" ให้ถามก่อนว่า "อะไรคือสิ่งที่เราควบคุมได้" เพราะสิ่งที่ใหญ่ที่สุด บ่อยครั้งกลับเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจงทุ่มพลังให้วงที่ควบคุมได้ก่อน ส่วนเรื่องใหญ่ที่อยู่นอกมือจริง ๆ ต้องรู้จักปล่อยวาง
3. ลงมือที่ Quick Win — ภายในวงที่เราควบคุมได้ ให้เลือกเรื่องที่สำคัญที่สุดและทำแล้วได้หลายเด้งพร้อมกัน ทั้งลดคาร์บอน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วเริ่มทันที เพราะยิ่งวงที่เราควบคุมได้แน่นเท่าไร วงที่เราพอจะโน้มน้าวได้ก็จะยิ่งขยายตามไปเท่านั้น ถ้าหาเจอแล้ว รีบจัดไปครับ
📌 บทสรุปส่งท้ายด้วย Future Perfect Lens
ห้าปีก่อน Future Perfect เชื่อว่าอนาคตกำหนดได้ วันนี้ก็ยังเชื่อแบบนั้น เพียงแต่เข้าใจชัดขึ้นว่า การกำหนดอนาคตไม่ได้แปลว่าควบคุมทุกอย่างได้ แต่แปลว่าเรารู้ว่าอะไรคือแก่นที่ต้องรักษา อะไรคือสิ่งที่เราลงมือได้ และอะไรคือเปลือกที่ปล่อยให้เปลี่ยนไปได้
คำถามที่ Future Perfect อยากฝากไว้ก็คือ ในงานของคุณ ในองค์กรของคุณ เมื่อ "เรื่องที่ถ่ายรูปออกมาสวย" กับ "เรื่องที่สำคัญจริง ๆ" แย่งเวลาและทรัพยากรกัน คุณกำลังทุ่มแรงให้กับเรื่องไหนกันแน่?
◾แหล่งข้อมูลอ้างอิง
· Greenly (2026) — การคาดการณ์คาร์บอนฟุตพรินต์ ฟุตบอลโลก 2026
· FIFA Climate Strategy (2021) — เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ 50% ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2040
· FIFA World Cup 2026 Human Rights Framework (2024)
· Swiss Fairness Commission / SLK (2023) — คำวินิจฉัยกรณี Qatar 2022
"Carbon Neutral"
· แนวโน้มการกำกับและการฟ้องร้องเรื่อง Greenwashing ในยุโรป/สหรัฐฯ และ EmpCo/Green Transition Directive (EU, 2024–2026)
· USGBC (2017) — LEED Platinum Certification: Mercedes-Benz Stadium, Atlanta
· TRUE Zero Waste Certification — Mercedes-Benz Stadium, Atlanta
โฆษณา