ตอนนั้นผมกับพี่น้องอีก 2 คนกลับจากงานบุญในวัดแถวชนบท ตอนดึกมากแล้ว ถนนทางเข้าหมู่บ้านเป็นทางลูกรัง ข้างทางเป็นป่ารกและทุ่งนาเงียบสงัด ไม่มีไฟถนน มีแค่ไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ที่ส่องไปข้างหน้าเท่านั้น ลมตอนกลางคืนเย็นจัดผิดปกติ ทั้งที่เป็นหน้าร้อน
ระหว่างทางที่ขับผ่านโค้งหนึ่ง พี่ที่ขับรถชะลอทันที เขาบอกว่า “เมื่อกี้เหมือนเห็นคนยืนอยู่ข้างทาง” ตอนแรกผมก็คิดว่าตาฝาด เพราะมันมืดมาก แต่พอขับเข้าไปใกล้ ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ เหมือนอากาศรอบตัวมันหนักขึ้น เงียบผิดปกติแบบไม่มีเสียงสัตว์กลางคืนเลยแม้แต่ตัวเดียว
แล้วสิ่งที่ทำให้ผมขนลุกทั้งตัวก็เกิดขึ้น…
ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง มี “เงาคน” ยืนอยู่จริง ๆ แต่รูปร่างมันไม่เหมือนคนธรรมดา มันสูงผิดปกติ ผอมจนเห็นซี่โครงชัด ผิวคล้ำดำเหมือนถูกไฟเผา ดวงตาโบ๋ลึกและแดงจาง ๆ ปากยาวแสยะเหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่รอยยิ้มของมนุษย์ มันยืนไม่ขยับ แต่เหมือนกำลัง “จ้อง” มาที่พวกเรา
พี่อีกคนที่นั่งซ้อนท้ายถึงกับกรีดร้องเบา ๆ แล้วบอกให้รีบขับไปเร็ว ๆ แต่ในจังหวะที่รถกำลังจะผ่าน มันเหมือนเงานั้น “ขยับเข้ามาใกล้ถนน” ทั้งที่เมื่อกี้มันอยู่ห่างออกไปหลายเมตร ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนร่างกายชา มือสั่นจนจับเบาะแทบไม่อยู่
ไฟหน้ารถส่องไปที่มันชัดขึ้นอีกครั้ง…สิ่งที่เราเห็นทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ
มันไม่ใช่คน…
ร่างนั้นสูงโย่ง แขนขายาวผิดสัดส่วน หนังเหมือนแห้งติดกระดูก บางส่วนเหมือนมีไฟไหม้หรือแผลพุพองทั่วตัว และมีเสียงแปลก ๆ เบา ๆ คล้ายคนครางหิวหรือร้องไห้ในลำคอ
พี่ที่ขับเร่งเครื่องทันที รถพุ่งออกไปแบบไม่คิดชีวิต แต่ตอนที่ผ่านไป ผมยังรู้สึกเหมือน “มันหันตามมอง” จนลับสายตาไป
หลังจากผ่านจุดนั้นมาได้ ทุกคนในรถเงียบไปนานมาก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร จนถึงบ้านถึงได้คุยกันด้วยเสียงสั่น ๆ และยืนยันตรงกันว่า “เราเห็นเหมือนกันทุกคน”
จนถึงวันนี้ ผมยังไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรแน่ บางคนบอกว่าอาจเป็นแสงเงาหรือคนเร่ร่อน แต่สิ่งที่เราเห็นมันชัดเกินกว่าจะเป็นภาพหลอนธรรมดา
และถ้ามีใครถามผมอีก ผมก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า…
คืนวันนั้น เรา “ไม่ได้เห็นคน” บนข้างทางเลยจริง ๆ