เมื่อวาน เวลา 01:42 • ธุรกิจ
ความเสี่ยงคือ เจอค่าแฟรนไชน์กินหมด กำไรเป็นของเขา ทุนเป็นของคุณ
ถ้าคุณซื้อแฟรนไชน์มา คุณจะต้องเสียรายเดือนค่าโปรโมท ค่าดูแลให้เขา และต้องจ่ายค่าทำความสะอาดเอง ถ้าให้เขาทำความสะอาดด้วยก็ต้องจ่าย ในขณะที่คุณรับความเสี่ยงตามทำเล จ่ายค่าน้ำไฟ มีคนซักหรือไม่มี ถ้าคนซักน้อยก็ขาดทุน แล้วก็ยังมีค่าเช่าด้วย
ธุรกิจซักผ้าหยอดเหรียญ จะเป็นเสือนอนกิน เมื่อคุณไม่ต้องจ่ายแฟรนไชน์หรือแบ่งกำไรให้คนอื่น เพราะการลงทุนครั้งแรกในการซื้อเครื่องซักผ้า ตกแต่งร้าน หลักแสน อย่างน้อยก็ต้องมี 3 ปี คืนทุน จะไปกำไรปีที่4 หรือถ้าคุณทำเอง ไม่ได้ลงทุนตกแต่งร้านอะไรเลย ติดตั้งเครื่องอย่างเดียว ไม่เอาหรู ประมาณ 1 ปี ก็คืนทุนแล้ว
แต่ถ้าเป็นแฟรนไชน์ ที่คุณต้องแบ่งกำไรเขาทุกเดือน ค่ากล้อง ค่าดูแล ค่าโปรโมทสารพัดที่เขาจะหาเรื่องเรียกเก็บจากคุณ ก็ 5 ปี พอดีเครื่องใกล้พัง ลงทุนอีกรอบ คุณต้องอยู่ทำเลดีจริงๆ มีลูกค้าซักทั้งวัน และคุณไม่มีเวลาดูแลเอง ยอมจ่ายให้เขา กินกำไรนิดเดียวพอ คุณถึงพอรายได้นิดหน่อย
ธรรมชาติการซักของคนเรา ก็คืออาทิตย์ละครั้ง และ ถ้ามีแม่บ้าน ก็จะชอบซักตอนเช้า แต่ถ้าซักเอง ซักกลางคืน หรือ เสาร์อาทิตย์ เรียกว่า วันธรรมดา เวลาทำงานแทบจะไม่มีคนซัก แต่เที่ยงคืน หรือ ตี4 กลับมีคนซัก จึงต้องเปิด 24 ชม. สำหรับคนซักดึกและเช้ามืด ไม่มีใครซักทุกวัน จะแย่งกันซักเฉพาะเสาร์อาทิตย์ วันธรรมดาเงียบเหงา ไร้ผู้คน และค่าใช้จ่ายในการซักอบ ก็ประมาณ 100+ - ต่อครั้ง ยังไม่รวมน้ำยาซักผ้าหรือปรับผ้านุ่ม
ถ้าคุณทำเอง มันคุ้มมาก ลงทุนครั้งเดียว สามารถหากินได้ยาวๆเลย เครื่องฝาบนไม่กี่พัน คนชอบใช้มาก เพราะมันจุผ้าได้เยอะกว่าฝาหน้า แถมค่าหยอดเหรียญก็ถูกกว่า ค่าน้ำไฟไม่เท่าไหร่ จะแพงหน่อยก็ค่าเช่ากับค่าจ้างคนทำความสะอาด เครื่องไม่ได้เสียบ่อย ดังนั้นถ้าทำเอง เป็นธุรกิจเสือนอนกินที่ดี แต่ถ้าเป็นแฟรนไชน์ คือ เสือต้องแบ่งกันกิน มันจึงไม่พอกิน ไม่น่าลงทุน
โฆษณา