29 มิ.ย. เวลา 12:10 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Laika ใช้เวลาสิบปีพัฒนาเครื่องมือสำหรับ “Wildwood” – เปรย การสร้างสต๊อปโมชั่นในยุคเอไอ เหมือนการต่อต้านอย่างเงียบงัน

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ศิลปะมีคุณค่าได้นั้น ก็คือหยาดเหงื่อแรงงาน ที่แลกไปกับกระบวนการยาวนานกว่าจะออกมาเป็นงานแต่ละชิ้น ซึ่งสำหรับภาพยนตร์เอง กว่าจะได้เป็นหนังหนึ่งเรื่อง ก็กินระยะเวลาเป็นปี แต่สำหรับสต๊อปโมชั่น ก็ถือกระบวนการที่หนักหน่วงเหนื่อยยากกว่าจะได้มาซึ่งภาพเพียงหนึ่งเฟรมเท่านั้น และสำหรับผลงานใหม่อย่าง “Wildwood” ก็ถือเป็นงานที่ทะเยอทะยานและยิ่งใหญ่สุดของสตูดิโอ Laika เลยทีเดียว
โดยทางผู้กำกับฯ และประธานสตูดิโอ Laika อย่าง ทราวิส ไนท์ ได้ไปเยี่ยมเยือนเทศกาลภาพยนตร์แอนิเมชันนานาชาติ Annecy International Film Festival ในเมืองอานซี ประเทศฝรั่งเศส เพื่อรับรางวัลเกียรติยศของเทศกาล รวมถึงพูดคุยถึงเบื้องหลังอันเหน็ดเหนื่อยของ “Wildwood” แอนิเมชันสต๊อปโมชั่นเรื่องล่าสุดของ Laika ที่ใช้เวลาพัฒนา นับตั้งแต่ได้สิทธิดัดแปลงวรรณกรรมของ โคลิน เมลอย มาตั้งแต่ปี 2001 แต่ได้เริ่มต้นสร้างจริงจังในปี 2021
ซึ่งถึงแม้ ไนท์ จะย้อนนึกถึงบทสนทนาที่เขาได้คุยกับ เมลอย ผู้แต่งวรรณกรรมเด็กในชื่อเดียวกันว่า กระบวนการผลิตแอนิเมชันสต๊อปโมชั่นอาจจะใช้เวลาพอสมควร แต่ตัวเขาเองก็คงไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่า มันจะใช้เวลายาวนานถึง 16 ปี นับตั้งแต่บทสนทนาแรกเริ่มนั้น
“ผมจำว่าได้คุยกับ โคลิน ว่า เราอยากจะหยิบงานชิ้นนี้มาทำเป็นหนัง เขาหลุดขำเลยก่อนพูด ‘นี่ คุณจะทำก็ได้ แต่ผมขออย่าง อย่าเพิ่งให้หนังออกมาก่อนที่ตัวเล่มผมเสร็จแล้วกัน’ และนั่นคือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว (หัวเราะ) ซึ่งผมก็บอกกับเขาเองว่า ‘โคลิน คุณไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกเพื่อน เพราะขั้นตอนสร้างหนังสต๊อปโมชั่น มันช้าราวกับธารน้ำแข็งขยับ หรือเหมือนกับเปลือกโลกเคลื่อนตัวแหล่ะ มันโคตรช้า'” ไนท์ กล่าว
ซึ่งภายในงาน ก็ได้มีการเผยโฉมฟุตเทจบางส่วนของ “Wildwood” ซึ่งเผยให้ฉากของพรู วิ่งฝ่าละแวกบ้านของเมืองเซนต์จอห์นส ก่อนเข้าสู่เขตแดนของพงไพร กับฉากที่พรูบินอยู่บนนกเหยี่ยวยักษ์ ข้ามทิวแถวของต้นไม้ในพงไพร และฉากบินอันแสนเงียบสงบ กลายเป็นฉากแอ็คชั่นที่อุดมไปด้วยหมาป่าไคโยตี้ติดอาวุธ และอีกาขี้โมโห
ไนท์ เสริมด้วยว่า สาเหตุที่ “Wildwood” ได้ประกาศเข้าสู่ขั้นตอนผลิตอย่างจริงจังเมื่อปี 2021 หลังได้สิทธิเป็นสิบปี ก็ไม่ใช่อะไร นอกจากการที่เขาเล็งเห็นว่า สตูดิโอ Laika ควรต้องมีเครื่องมือและเทคนิค ที่สามารถรองรับความซับซ้อนและใหญ่โตของแอนิเมชันเรื่องนี้ได้ ซึ่งหลังจากผ่านผลงานแบบ “Coraline”, “ParaNorman”, “The Boxtrolls“, “Kubo and the Two Strings” และ “Missing Link” เขาก็คิดว่า Laika พร้อมกับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่แสนเข็ญครั้งนี้แล้ว
“‘Wildwood’ ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานสุดที่เราเคยทำมาเลย ซึ่งเหตุผลที่เราใช้เวลาในสร้างหนังเรื่องนี้นานขนาดนี้ นั่นเพราะเรา จำเป็นต้องรอจนกว่าสตูดิโอของพวกเรา จะได้พัฒนาเครื่องมือ เทคนิคและกลเม็ดกระบวนการต่างๆ ที่เราสามารถสร้างหนังที่มีขอบเขตใหญ่โตระดับนี้ได้ ผมเลยตัดสินใจ ‘โอเค มาเริ่มกัน’ และเหมือนจักรวาลกระซิบว่า ‘เออ โชคดีล่ะกันไอ้หนู พวกนายจะได้ทนทุกข์อย่างสุขสมกับการตัดสินใจครั้งนี้'”
“พวกนกเป็นสิ่งที่ยากในการอนิเมทมากๆ เพราะในทุกเฟรม เหล่าอนิเมเตอร์ต้องขยับทั้งขน ทั้งเส้นผม ทั้งเสื้อผ้าให้ขยับตามไป ผมย้ำนะว่า ทุกเฟรม มันบ้าคลั่งมาก” ไนท์ กล่าวเสริม
นอกเหนือจากนี้ ไนท์ ยังเผยวิธีและกระบวนการทำงานคร่าวๆ ของ “Wildwood” ผ่านฉากไล่ล่าเล็กน้อยด้วยว่า ถึงแม้ตัวแอนิเมชันจะเลือกใช้เทคนิคสต๊อปโมชั่นเป็นหลักก็ตาม แต่เขาก็ยังโอบรับกระบวนการอื่นๆ เสริม ทั้งการใช้เอฟเฟคทำมือและงานดิจิตอลผ่านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเป็นปกติ
กระนั้นเอง ด้วยภาวะฉากทัศน์ปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีการเนรมิตงานภาพหรือวิดีโอผ่าน เครื่องแบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ แพร่หลายมากขึ้น ก็ทำให้ ไนท์ ตระหนักเช่นกัน แต่ ไนท์ กลับรู้สึกว่า การยังคงยืนกราน ทำงานผ่านฝีมือของศิลปินที่มากด้วยทักษะอย่างแท้จริง ก็เหมือนจะเป็นการแอบวางท่าทีขบถ ท่ามกลางธารกระแสที่สนับสนุนปัญญาประดิษฐ์ในเชิงศิลป์อยู่เนืองๆ
“คือแน่นอน ว่าพวกเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ คือเราไม่ใช่ชาวอามิชนะ ซึ่งทฤษฎีที่เรามีไว้คือ ถ้าเรานำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์และปรับใช้ด้วยกัน มันจะออกมาเป็นยังไง?”
“แต่ปัจจุบัน คุณสามารถสร้างโลกทั้งใบด้วยการคลิกเมาส์แค่ครั้งเดียว หรือสร้างวิดีโอขึ้นมาด้วยชุดคำสั่งเดียวด้วยซ้ำ ซึ่งในแง่นั้น การสร้างภาพยนตร์สต๊อปโมชั่น เลยให้ความรู้สึกเป็นการต่อต้านแบบเงียบๆ เหมือนกัน มันให้ความรู้สึกจากการได้เห็นฝีมือของศิลปินขณะกำลังทำงานจริง ซึ่งผมคิดว่า มันดูพิเศษเสียยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา” ไนท์ กล่าวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี แม้ตัวสตูดิโอและผลงานของ Laika จะขึ้นชื่อในแง่ของการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ฉากและตัวละครออกมาก็ตาม แต่ ไนท์ ก็เผยว่า ขั้นตอนแรกสุดของ “Wildwood” ที่สำคัญคือ บทภาพยนตร์ ในแง่ที่ว่า หากบทภาพยนตร์ยังไม่น่าพึงพอใจ ขั้นตอนออกแบบอื่นๆ ก็ไม่อาจเริ่มได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญสุด ราวกับเป็นศูนย์กลางการเดินทางและผจญภัยในครั้งนี้ ก็คือแก่นแท้ทางอารมณ์ ที่จะช่วยยึดโยงให้ทีมงานเดินทางผ่านกระบวนการสร้างที่เหน็ดเหนื่อยตรากตรำกว่าครึ่งทศวรรษได้
“ทุกอย่างเริ่มที่บทภาพยนตร์ เราจะไม่ออกแบบงานใดๆ จนกว่าเราจะมีบทภาพยนตร์ที่เรารู้สึกพอใจแล้ว จากนั้น กระบวนการค่อยพัฒนาไปสู่การออกแบบตัวละคร ออกแบบโลกทั้งใบ ก่อนจะร่างภาพประกอบเรื่องราวทั้งหมดออกมา ซึ่งที่สิ่งสำคัญที่สุด ที่ต้องทำให้สำเร็จคือ แก่นแท้ทางอารมณ์ของหนัง มันเป็นหัวใจของภาพยนตร์เลยแหล่ะ”
“เมื่อเรามีสิ่งนั้นแล้ว ไม่ว่าจะมีอุปสรรคความพลิกผันอะไรเข้ามาขวางระหว่างการสร้างหนัง แต่เราจะมีศูนย์กลางที่มั่นคงเสมอ เพื่อที่คุณจะได้คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อะไรคือสิ่งพิเศษเกี่ยวกับมัน และทำไมเราถึงอยากทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก? ว่าคุณจะต้องรักมันอย่างสุดหัวใจ” ไนท์ กล่าวทิ้งท้าย
“Wildwood” กำกับโดย ทราวิส ไนท์ (“Bumblebee” และ “Kubo and the Two Strings”) จากบทของ คริส บัทเลอร์ (“Missing Link” และ “Kubo and the Two Strings”) ดัดแปลงจากวรรณกรรมเด็กในชื่อเดียวกันของ โคลิน เมลอย ว่าด้วยเรื่องราวของ พรู แม็คคีล ที่ต้องออกเดินทางจากบ้าน เข้าไปในป่าพงไพรนาม ไวล์ดวู้ด เพื่อทำภารกิจช่วยเหลือน้องชายที่ถูกอีกาจอมโหดลักพาตัวไป
ให้เสียงพากย์โดย เพย์ตัน อลิซาเบธ ลี, เจคอบ เทรมเบลย์, แคร์รี มัลลิแกน, มาเฮอร์ชาลา อาลี, อควาฟีนา, แองเจอลา บาสเซตต์, เจค จอห์นสัน, ชาร์ลี เดย์, อะแมนดลา สเตนเบิร์ก, เจเมน เคลเมนต์, ทอม เวทส์, มาญา เออร์สกีน, ทันทู คาร์ดินัล และ ริชาร์ด อี. แกรนท์
“Wildwood” วางกำหนดฉายในสหรัฐฯ 23 ตุลาคม 2026
โฆษณา