เมื่อวาน เวลา 14:13 • ปรัชญา
ทุกคนทุกชีวิต มันมีเรื่องราว ไม่เหมือนกัน บ้างมุ่งมั่น เป็นนักเลง เป็นพ่อค้า ย้างก็มุ่งมั่นหาลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง มันมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อีกทั้งภาระ .ต่างๆ ไม่เหมือนกันเลย ยิ่งมองลึก คำว่า นิสัยใจคอ. มันก็แตกต่าง ไม่มีใครเหมือนกันเลย มีความหวัง สมหวัง ผิดหวัง ไม่ได้ดังใจปรารถนา หรือ ว่า สมหวัง แล้วก็ทะเยอทะยานต่อไปอีก
ชีวิตมันมีคำว่า ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง เกิดขึ้นในกายทุกคน . แล้วกายนี้ ก็ ..ไม่อยากแก่ มันก็แก่ ไม่อยากตาย มันก็ตาย บ่งบอกเวลาไม่ได้เสียด้วย มันมีแต่ว่า เกิดมาแล้ว เจอะเจอกัน แล้วจากลา พลัดพราก ไม่รู้ว่า ชาติไหนจะมาเจอเจอกันอีก มันคงไม่เหมือนนิยาย บุพเพสันนิวาส .
ทุกคนก็ต้องการความสุข แต่ก็เป็นสุขด้วยอารมณ์ ที่ไม่เที่ยง เช่น หิวก็กิน กินอิ่มมีความสุข เดี๋ยวก็ หิวอีก มันต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่เกิด กืนให้กายมันโต แก่ขึ้นไปทุกวัน แล้วก็วันหนึ่ง กายมันไม่หิว ไม่กิน อยากกินก็กินไม่ได้ . มันเป็น สภาวะ .กรรม ที่เกิดขึ้น . ในกาย เป็นอารมณ์กรรมปรุงแต่งกาย ไปจนสิ้นลม อนิจจา สังขารนี้ ไม่เที่ยงหนอ . ก็ยังยึดว่า เป็นตัวตนของเรา .ใครมาติ. รูปนี้ ไม่สวยไม่งามไม่ดี ..ก็โมโห เป็นผืนเป็นไฟ เผากายตนเอง
เรื่องราวที่มีไสยศาสตร์ เกี่ยวพัน ก็ทำให้เห็นภาพ เหล่านี้ได้ .แต่ก็เป็นเรื่องราวของกรรม ไม่ได้เกิดจากคำว่า จิตนั้นสร้างบุญกุศลบารมีขึ้นมา .ตรงนี้ ก็มีเรื่องราว สมาธิฤาษี ที่คล้าย สมาธิพุทธ สมาธิแบบยึดถือ กับ จิตที่เป็นสมาธิ ไม่มีอารมณ์นึกคิด ปรุงแต่ง มีความแตกต่างกันมาก คนละขั้วกันเลย
โฆษณา