30 มิ.ย. เวลา 10:45 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

“Minions & Monsters” จะเป็นภาคแรกในแฟรนไชส์ ที่มาพร้อมฉากภาษามินเนี่ยนล้วน ยาว 15 นาทีเต็ม!

การแตกแฟรนไชส์ด้วยภาคต่อ ภาคต้น ภาคหลัก ภาคแยก มักเป็นขนบปกติของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และสำหรับแวดวงแอนิเมชันเองก็เช่นกัน สำหรับแฟรนไชส์ “Despicable Me” ของ Illumination Entertainment เอง ก็แตกแขนงออกมาเป็นแฟรนไชส์จอมป่วน ด้วยภาคต่อล่าสุดอย่าง “Minions & Monsters” ที่หนนี้ เจ้าสมุนจะไม่ได้มาตามหาเจ้านายคนใหม่ หากแต่จะมาป่วนแวดวงฮอลลีวู้ดยุคทอง ถึงขั้นสร้างความทะเยอทะยานที่มาพร้อมฉากภาษามินเนี่ยนล้วน เป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์
โดยจากบทสัมภาษณ์ของนิตยสาร Empire ทางผู้กำกับฯ อย่าง ปิแอร์ คอฟฟิน ที่พูดถึงเบื้องหลังการสร้างของ “Minions & Monsters” รวมถึง ที่มาที่ไปของเจ้าสมุนสีเหลืองตัวป่วนของกรู และการได้จับพลัดจับพลูมาให้เสียงเจ้ามินเนี่ยน และออกแบบคำศัพท์ภาษาอันยียวนชวนหัว จนกลายเป็นเป็นภาษา “มินเนี่ยน” ที่ดึงรากคำศัพท์มาจากภาษาถิ่นต่างๆ ทั่วโลก ทั้งเกาหลี, ญี่ปุ่น หรือกระทั่ง อิตาลี
ทั้งนี้ มันก็มาจากจุดเริ่มต้นที่ตัว คอฟฟิน ซึ่งมีเชื้อชาติเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-อินโดนีเซีย ก็เคยได้ใช้ชีวิตวัยเด็กในญี่ปุ่นและกัมพูชา ก่อนจะรู้สึกตราตรึงกับ “Star Wars” ของจอร์จ ลูคัส ที่เข้าฉายในปีที่เขา เพิ่งย้ายมาตั้งรกรากร่วมกับครอบครัวในสหรัฐฯ มากๆ ทั้งที่แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจภาษาที่พูดในเรื่องเลยก็ตาม และจากจุดเชื่อมโยงนี้ ก็ทำให้เขามาพร้อมทิศทางและภาษาของเหล่ามินเนี่ยน ที่ตอนแรกจะไม่มีบทพูดใน “Despicable Me” ภาคแรกเลยด้วยซ้ำ
โดย คอฟฟิน ที่เคยมีประวัติพากย์เสียงในช่วงที่เขาทำอาชีพโฆษณา ก็เสนอตัวพากย์เสียงแบบ “ไม่ได้ศัพท์” ที่อิงจากพื้นฐานของคำที่เขาคุ้นเคย ให้กับตัวละครมินเนี่ยน ซึ่งผลตอบรับจากทางทีมดันชอบมาก จนทำให้ คอฟฟิน ต้องทำหน้าที่พากย์เสียงเจ้าตัวป่วนนี้ไปโดยปริยาย ซึ่ง คอฟฟิน ก็พากย์เจ้าพวกนี้แทบเกือบทุกตัวมาเป็นเวลากว่า 16 ปี
“ตอนแรกผมอายมากนะ เพราะผมต้องพากย์เสียงเจ้าพวกนี้ในที่ทำงาน แล้วตอนนั้นผมก็ไม่รู้เลยว่า กำแพงห้องทำงานมันบางขนาดไหน ก่อนจะได้ย้ายมาพากย์ที่บ้าน ซึ่งมันสนุกมาก เพราะบางทีผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะพูดอะไร หรือมันจะออกมาเป็นแบบไหนก็ตาม”
“ซึ่งสิ่งที่พวกมินเนี่ยนทำทั้งหมด แทบจะได้รับแรงบันดาลใจจากดารายุคหนังเงียบอย่างหนัก มันมีองค์ประกอบที่เปี่ยมมนตร์ขลังอยู่ในนั้นด้วย” คอฟฟิน กล่าว
ซึ่งขณะที่ คอฟฟิน ก็มีอิสระในการรังสรรค์บทสนทนาของเหล่ามินเนี่ยนมากพอดู แม้ว่าบางช่วง คอฟฟินจะต้องเปลี่ยนบางคำศัพท์ที่ใช้ก็ตาม เพราะทาง Universal เคยท้วงว่า “ในกรีซ คำนั้นมันหมายความว่า ร่างกายผู้หญิงน่ะ” แต่ คอฟฟิน เองก็ยืนกรานว่า ภาษามินเนี่ยน ก็คือภาษาที่เป็นเอกเทศของมัน และไม่จำเป็นต้องไปพากษ์ทับเป็นภาษาอื่นแต่อย่างใด
และใน “Minions & Monsters” เองก็มาพร้อมความท้าทายใหม่ ที่ตัวหนังซึ่งว่าด้วยความพยายามของเหล่ามินเนี่ยนในการอัญเชิญอสูรกายมาถ่ายภาพยนตร์นั้น ก็จะมาพร้อมฉากความยาว 15 นาทีเต็ม ที่ปราศจากภาษาที่มนุษย์ใช้ แต่มาพร้อมภาษามินเนี่ยนล้วน ซึ่ง คอฟฟิน ที่ตอนแรกประกาศกร้าวไม่อยากกลับมากำกับฯ หนังจากแฟรนไชส์นี้แล้วด้วยซ้ำ ก็ยืนยันหวนกลับมากำกับฯ ควบตำแหน่งพากย์เสียงเจ้าพวกสมุนป่วนโลกฮอลลีวู้ดนี้เช่นเคย
โดยความปั่นป่วนไร้สาระของตัวหนัง “Minions & Monsters” ท่ามกลางสภาวะการณ์ปัจจุบัน ที่น่าตึงเครียดที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน คอฟฟิน ก็ไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงความนิยม ที่ผู้คนมีต่อพวกมินเนี่ยนก็ตาม แต่ คอฟฟิน ก็เปรยว่า มันอาจเป็นอะไรบางอย่างที่ถูกสื่อสาร ข้ามผ่านกำแพงภาษา เสริมด้วยอากัปกริยาอวัจนภาษาที่ชวนหัว ราวกับย้อนไปในยุคหนังเงียบอันเรืองรองของฮอลลีวู้ด ที่ “ทุกคน” ต่างเข้าใจ
“ผมหวังว่า เหตุผลที่ ‘Minions’ ประสบความสำเร็จได้ ในห้วงเวลาที่ทัศนคติถูกต้องทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญสูงแบบนี้นั้น ก็เพราะพวกมันกำลังยืนอยู่บนเส้นของความไม่ยี่หระต่อสิ่งใด”
“เรื่องสำคัญก็คือ คุณอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกมันพูด แต่ท้ายที่สุด คุณก็เข้าใจพวกมันอยู่ดี” คอฟฟิน กล่าวทิ้งท้าย
“Minions & Monsters” กำกับโดย ปิแอร์ คอฟฟิน (“Despicable Me” และ “Minions”) จากบทที่ร่วมเขียนกันกับ ไบรอัน ลินช์ (“Minions” และ “The Secret Life of Pets”) ร่วมให้เสียงพากย์โดย เทรย์ พาร์คเกอร์, อัลลิสัน แจนนีย์, คริสตอฟ วอลทซ์, เจสซี ไอเซนเบิร์ก, เจฟฟ์ บริดเจส, โซอี้ ดูทช์, บ็อบบี้ มอยนีแฮน, ฟิล ลามาร์, จอร์จ ลูคัส และ ปิแอร์ คอฟฟิน พากย์เสียงเหล่ามินเนียน
“Minions & Monsters” วางกำหนดฉายในไทย 1 กรกฎาคม 2026
โฆษณา