Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 02:09 • ธุรกิจ
เกิดอะไรขึ้นกับ Meizu? ยุคทองที่พังทลาย จากผู้บุกเบิกสมาร์ทโฟนจีน สู่คนไข้ ICU
ผมอยากให้ทุกท่านลองนึกชื่อแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกในยุคปัจจุบัน
ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น Apple Samsung Xiaomi หรือ Huawei
แบรนด์เหล่านี้เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ที่ยึดครองพื้นที่แทบทุกตารางนิ้วในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
แต่เชื่อมั๊ยครับว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน โลกใบนี้เคยมีแบรนด์สมาร์ทโฟนสัญชาติจีนแบรนด์หนึ่ง
แบรนด์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกตัวจริงเสียงจริง
เป็นแบรนด์ที่สร้างกระแสความฮือฮาได้ก่อนที่ชื่อของ Xiaomi หรือ OPPO จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
แบรนด์ที่กำลังพูดถึงในวันนี้มีชื่อว่า Meizu…
เรื่องราวของ Meizu เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของความโหดร้ายในโลกธุรกิจเทคโนโลยี
โลกที่ต่อให้คุณเคยเป็นผู้นำตลาดหรือเคยสร้างนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน
แต่ถ้าก้าวพลาดเพียงไม่กี่ก้าว คุณก็อาจถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้ทันที
…
การเดินทางของ Meizu เริ่มต้นขึ้นในปี 2003 ที่เมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
ก่อตั้งโดยชายหนุ่มที่มีชื่อว่า Jack Wong
ชายคนนี้ไม่ใช่ CEO ตามแบบฉบับทั่วไปที่ชอบออกสื่อหรือให้สัมภาษณ์ตามนิตยสารธุรกิจ
เขาเป็นคนที่เก็บตัวอย่างมาก แต่กลับหมกมุ่นและใส่ใจในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แบบสุดโต่ง
จนหลายคนในวงการเทคโนโลยีของจีนยุคนั้นตั้งฉายาให้เขาว่าเป็น Steve Jobs แห่งประเทศจีน…
ในช่วงเริ่มต้น Jack Wong ไม่ได้มีความคิดที่จะสร้างสมาร์ทโฟนเลยแม้แต่น้อย
เขาก่อตั้ง Meizu ขึ้นมาเพื่อผลิตเครื่องเล่น MP3
ในยุคนั้นเครื่องเล่น MP3 คือแกดเจ็ตที่วัยรุ่นทุกคนต้องมีติดตัว
สินค้าของ Meizu อย่างรุ่น Meizu M6 กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังมากในหมู่ผู้รักเสียงเพลง
เพราะมันให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมระดับ High-end
ในขณะที่การออกแบบก็ดูเรียบหรูและล้ำสมัยเกินกว่าแบรนด์คู่แข่งในตลาดเดียวกัน
นั่นทำให้ Meizu ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดเครื่องเล่นเพลงพกพาได้อย่างรวดเร็ว
แต่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ก็เดินทางมาถึงในปี 2007
เมื่อ Steve Jobs เปิดตัว iPhone รุ่นแรกให้โลกได้เห็น
วินาทีนั้นโลกทั้งใบต่างตกตะลึงกับอุปกรณ์ที่รวมเอาโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และเครื่องเล่นเพลงเข้าไว้ด้วยกัน
Jack Wong เป็นหนึ่งในคนที่มองเห็นอนาคตจากเหตุการณ์นั้น…
เขารู้ทันทีว่ายุคทองของเครื่องเล่น MP3 กำลังจะจบลง และสมาร์ทโฟนคืออนาคต
ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด เขาตัดสินใจหันหัวเรือของ Meizu ออกจากตลาดเครื่องเสียง
แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทันที
สองปีต่อมาในปี 2009 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มีชื่อว่า Meizu M8 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
แม้หน้าตาจะดูคล้ายกับ iPhone จนหลายคนค่อนขอดว่านี่คือการลอกเลียนแบบ
แต่ในความเป็นจริง อุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสเครื่องแรกที่ประสบความสำเร็จในจีน
พวกเขาสร้างชื่อได้ก่อนที่แบรนด์อย่าง Xiaomi หรือ Vivo จะแจ้งเกิดมาด้วยซ้ำ
ในตอนนั้น Meizu M8 ไม่ได้ใช้ iOS หรือ Android เพราะระบบยังไม่สมบูรณ์
แต่เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Windows CE ของ Microsoft มาปรับแต่งหน้าตาการใช้งานใหม่ทั้งหมด
ความสำเร็จที่แท้จริงของ Meizu เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อก้าวสู่ยุคของ Android
ในช่วงที่สมาร์ทโฟน Android ยุคแรกยังมีหน้าตาแข็งทื่อและใช้งานยาก
Meizu ได้สร้างความแตกต่างที่เหนือชั้นด้วยการพัฒนา UI ของตัวเองที่ชื่อว่า Flyme OS…
Flyme OS เปรียบเสมือนงานศิลปะบนหน้าจอสมาร์ทโฟน
ถูกออกแบบมาด้วยแนวคิด Minimalist ที่ไอคอนดูสะอาดตาและสีสันจัดวางอย่างลงตัว
ระบบการลากนิ้วก็ลื่นไหลอย่างน่าประทับใจ
เมื่อนำซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยมมาผสานกับฮาร์ดแวร์ระบบเสียงชั้นเลิศที่สืบทอดมาจากยุค MP3
สมาร์ทโฟนของ Meizu จึงกลายเป็นสินค้าที่ผู้คนหลงรักแทบจะทันที
ช่วงปี 2014 ถึงปี 2015 ถือเป็นยุคทองที่สุดของ Meizu
สมาร์ทโฟนยอดฮิตอย่าง Meizu M2 Note ทำยอดขายถล่มทลายทั้งในจีนและตลาดโลก
จุดเด่นอย่างปุ่มโฮมมัลติฟังก์ชันที่เรียกว่า mBack กลายเป็นเอกลักษณ์ที่แบรนด์อื่นต้องมองค้อน
ในปี 2015 ยอดขายสมาร์ทโฟนของ Meizu พุ่งทะยานทะลุ 20 ล้านเครื่องทั่วโลก
กลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลและพร้อมท้าชนกับดาวรุ่งอย่าง Xiaomi ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แต่ทว่าท่ามกลางความสำเร็จ คลื่นพายุลูกใหญ่ก็กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ…
ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนเปรียบได้กับสมรภูมิรบที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่เรื่องคุณภาพสินค้า แต่วัดกันที่สายป่านทางการเงินและกลยุทธ์ตัดราคา
ฝั่งหนึ่งคือ Xiaomi ที่พร้อมยอมเฉือนกำไรตัวเองจนแทบไม่เหลือเพื่อดึงดูดลูกค้าด้วยราคาถูก
ส่วนอีกฝั่งคือกลุ่มอาณาจักร BBK Electronics บริษัทแม่ของ OPPO และ Vivo
พวกเขามีงบประมาณสำหรับทำโฆษณาและการตลาดมหาศาล ทุ่มเงินจ้างพรีเซนเตอร์และซื้อพื้นที่ป้ายโฆษณาทุกหัวมุมถนน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เล่นเกมหนักหน่วง Meizu ที่มีทรัพยากรจำกัดจึงเริ่มตกที่นั่งลำบาก
และเพื่อให้อยู่รอด Meizu จำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนก้อนโต
นั่นนำไปสู่การตัดสินใจที่เปลี่ยนโชคชะตาของบริษัทไปตลอดกาล
ในปี 2015 Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซได้ก้าวเข้ามาในฐานะผู้ลงทุน
อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อแลกกับการถือหุ้นส่วนน้อยใน Meizu…
ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับและนักลงทุนอย่างมาก
ทุกคนเชื่อว่าเงินก้อนนี้จะเปรียบเสมือนจรวดที่ดันให้ Meizu บินสูงขึ้นไปอีกระดับ
แต่ในโลกธุรกิจไม่มีเงินก้อนไหนที่ได้มาฟรี
Alibaba มีเงื่อนไขสำคัญคือสมาร์ทโฟนของ Meizu ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการ YunOS
ระบบนี้ Alibaba พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อหวังสร้าง “Ecosystem” ไปแข่งกับ Google
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ต่างจากการดื่มยาพิษ
เพราะ YunOS ยังไม่มีความสมบูรณ์และเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดมากมาย
ที่สำคัญคือทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงบริการของ Google อย่าง Play Store ได้ยากลำบาก
ผลที่ตามมาคือ Flyme OS ต้องสูญเสียเอกลักษณ์และความเสถียร
1
ผู้ใช้งานเริ่มหันหลังให้เพราะไม่อยากทนกับระบบที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ยังไม่ทันคลี่คลาย ปัญหาฮาร์ดแวร์ก็พุ่งชนอย่างจัง…
ชิปเซตประมวลผลเปรียบเสมือนหัวใจของสมาร์ทโฟน
ผู้ผลิตชิปเซตอันดับต้น ๆ ของโลกคือ Qualcomm เจ้าของตระกูล Snapdragon
แต่ในปี 2016 Qualcomm ได้ยื่นฟ้องร้อง Meizu ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย
การฟ้องร้องขยายวงกว้างไปยังศาลในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส
ผลลัพธ์ทำให้ Meizu ถูกบอยคอตและไม่สามารถใช้งานชิปเซตระดับ High-end จาก Snapdragon ได้
เมื่อไร้ซึ่งหัวใจหลัก พวกเขาจึงต้องหันไปพึ่งพาชิปเซตจาก MediaTek เพียงอย่างเดียว
ปัญหาของชิป MediaTek ในยุคนั้นคือเรื่องความร้อนสะสมที่สูงมาก
เมื่อนำไปใส่ในสมาร์ทโฟนเรือธงจึงเกิดปัญหาเครื่องร้อนจัดและแบตเตอรี่หมดไว
ลูกค้าที่ซื้อเครื่องระดับพรีเมียมต่างพากันวิจารณ์อย่างหนัก
พวกเขาจ่ายเงินซื้อดีไซน์ที่สวยงามแต่กลับได้ประสิทธิภาพที่ห่วยแตก
เมื่อกราฟยอดขายเริ่มดิ่งลงเหว ความแพนิกก็เข้าครอบงำทีมบริหาร
Meizu พยายามดิ้นรนด้วยการสร้างนวัตกรรมแปลกประหลาดเพื่อดึงดูดความสนใจ…
พวกเขาเปิดตัว Meizu Pro 7 ที่มาพร้อมหน้าจอที่สองขนาดเล็กด้านหลังตัวเครื่อง หวังให้เป็นฟีเจอร์สำหรับดูแจ้งเตือนและถ่ายเซลฟีด้วยกล้องหลัง
แต่นวัตกรรมนี้กลับทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายแพงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะยอมรับ
จากนั้นก็มีความพยายามระดับสุดโต่งอย่างการเปิดตัว Meizu Zero
ที่เคลมว่าเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่ไร้รอยต่อ ไม่มีปุ่มกดและไม่มีพอร์ตชาร์จไฟ
แนวคิดฟังดูล้ำยุคราวกับมาจากอนาคต แต่มันมาก่อนกาลเกินไป
เทคโนโลยีในตอนนั้นยังไม่พร้อมรองรับ โปรเจกต์นี้จึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างภายในบริษัท
ผู้บริหารระดับสูงและคนสำคัญหลายคนเริ่มทยอยลาออก
การจากไปของขุนพลสำคัญทำให้ Meizu อ่อนแอลงอย่างหนัก
ยอดขายที่เคยพุ่งสูงถึง 20 ล้านเครื่อง ร่วงหล่นเหลือไม่ถึง 5 แสนเครื่องในปี 2021
ส่วนแบ่งการตลาดในจีนลดลงเหลือเพียงแค่ 0.1% เท่านั้น…
ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายหลายแห่งต้องปิดตัวลง
แบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่กำลังหายใจรวยรินอยู่บนเตียงผู้ป่วย ICU และนับถอยหลังสู่การปิดกิจการ
จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2022 ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
เมื่อมีบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งตัดสินใจยื่นมือเข้ามาซื้อกิจการของ Meizu
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือบริษัทที่เข้ามาซื้อไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีหรือผู้ผลิตสมาร์ทโฟน
แต่เป็นเครือข่ายบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีชื่อว่า Geely
Geely คือบริษัทแม่ของแบรนด์รถยนต์หรูระดับโลกอย่าง Polestar และ Lotus
พวกเขาเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 79.09% กลายเป็นผู้ควบคุมทิศทางทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ
หลายคนอาจเกิดคำถามว่า ทำไมบริษัทรถยนต์ถึงอยากได้บริษัทสมาร์ทโฟนที่กำลังจะตาย…
คำตอบซ่อนอยู่ในวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์
รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะที่มีพวงมาลัยและล้ออีกต่อไป
มันกำลังจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เคลื่อนที่ได้
ระบบหน้าจออัจฉริยะภายในห้องโดยสารกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
แบรนด์รถยนต์หลายค่ายพยายามพึ่งพาระบบจาก Apple CarPlay หรือ Android Auto
แต่ Geely มองว่าการมอบกุญแจซอฟต์แวร์ให้บริษัทอื่นเป็นการสูญเสียอำนาจควบคุมในระยะยาว
Geely ต้องการสร้างระบบปฏิบัติการภายในรถยนต์ของตัวเองให้สมบูรณ์แบบที่สุด
และทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของ Meizu ไม่ใช่โรงงานหรือยอดขาย
แต่เป็นวิศวกรและสถาปัตยกรรมของ Flyme OS นั่นเอง
หลังจากการเทกโอเวอร์ ผู้ก่อตั้งอย่าง Jack Wong ก็ได้ถอนตัวออกจากบริษัทไปจนหมด
ปิดฉากตำนานชายผู้ที่เคยถูกเรียกว่า Steve Jobs แห่งประเทศจีน…
ภายใต้ร่มเงาของมหาเศรษฐียานยนต์อย่าง Geely แบรนด์ Meizu ได้รับการต่อลมหายใจ
พวกเขาเริ่มกลับมาตั้งหลักด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่แก้ปัญหาในอดีตอย่างตรงจุด
แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การกลับไปท้าชนแย่งยอดขายกับ Xiaomi หรือ OPPO อีกแล้ว
หน้าที่ของ Meizu ตอนนี้คือเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเชื่อมต่อกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์
ระบบ Flyme OS ถูกยกระดับและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Flyme Auto ถูกนำไปฝังอยู่ในหน้าจอคอนโซลของรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูหลายรุ่น
ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกรถยนต์ด้วยสมาร์ทโฟน Meizu
สามารถโยนแอปพลิเคชันจากจอมือถือขึ้นไปบนจอรถยนต์ได้อย่างไร้รอยต่อ
และเพื่อตอกย้ำทิศทางใหม่ ในช่วงต้นปี 2024 Meizu ได้ออกมาประกาศแถลงการณ์สำคัญ
พวกเขายืนยันว่าจะยุติการพัฒนาสมาร์ทโฟนรูปแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง…
ทรัพยากรทั้งหมดจะถูกทุ่มเทเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI และ “AI Agents”
รวมถึงอุปกรณ์สวมใส่และระบบปฏิบัติการสำหรับยานยนต์อัจฉริยะแทน
นับจากนี้ Meizu จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสายหลัก
กลายมาเป็นผู้สร้าง Ecosystem ทางเทคโนโลยีแทน
ทำหน้าที่เป็นหัวใจขับเคลื่อนให้อาณาจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Geely ในยุค AI อย่างเต็มตัว
เรื่องราวของ Meizu ตั้งแต่ยุคบุกเบิก MP3 พลิกโฉมสู่สมาร์ทโฟน
ความผิดพลาดจากข้อตกลงธุรกิจ และการเกิดใหม่ในโลกยานยนต์ไฟฟ้า
ถือเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
มันบอกให้เรารู้ว่าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง…
การมีผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมในวันนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีถึงความอยู่รอดในวันข้างหน้า
หากคุณก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยีหรือก้าวพลาดในการเลือกพันธมิตร
คุณก็พร้อมที่จะถูกคู่แข่งเหยียบย่ำและแซงหน้าไปได้ทุกวินาที
แต่ในขณะเดียวกัน การยอมรับความพ่ายแพ้และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
ก็เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดของการอยู่รอดเช่นกัน
แม้ว่าชื่อของ Meizu ในฐานะสมาร์ทโฟนขวัญใจมหาชนอาจกลายเป็นเพียงอดีต
แต่จิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ของพวกเขายังคงไม่หายไปไหน
มันแค่เปลี่ยนรูปโฉมจากการอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเรา
ไปสู่การเป็นหน้าจอควบคุมอัจฉริยะบนรถยนต์แห่งอนาคตที่กำลังวิ่งอยู่บนท้องถนนแทน
นี่คือสัจธรรมของโลกธุรกิจ ไม่มีใครสามารถต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้
ผู้แข็งแกร่งและรู้จักปรับตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอด
และบางครั้งการมีชีวิตรอด ก็อาจหมายถึงการต้องยอมทิ้งตัวตนเดิม
เพื่อเติบโตไปเป็นสิ่งใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่หมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่งนั่นเองครับผม…
References : [cnet, digitimes, theverge, techcrunch, scmp]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/what-happened-to-meizu/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
จีน
1 บันทึก
4
1
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย