1 ก.ค. เวลา 08:31 • ท่องเที่ยว
Kiki's Museum of Literature

พิพิธภัณฑ์เอโกะ คาโดโนะ (Eiko Kadono Children's Literature Museum) นักเขียนผู้เชื่อว่าจินตนาการและความสดใสไม่มีวันหมดอายุ

หลุดออกมาจากกลางใจเมืองหลวงเพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสวนสาธารณะนางิสะ (Nagisa Park) ในเขตเอโดกาวะ ฝั่งตะวันออกสุดของกรุงโตเกียว โดยมีแม่น้ำเอโดกาวะเป็นเส้นแบ่งพรมแดนกับจังหวัดจิบะ (Chiba) จัดเป็นย่านที่อยู่อาศัยเงียบสงบ มีกลิ่นอายแบบ "ชิตะมาจิ" (Shitamachi) หรือย่านเมืองเก่าแถบชานเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ทำเลนี้ถือเป็นบ้านเกิดทางจิตวิญญาณของคุณเอโกะ คาโดโนะ นักเขียนชาวญี่ปุ่น ผู้ส่งต่อเวทมนตร์แห่งความหวัง ผ่านตัวอักษรสีพาสเทลและจินตนาการที่ไม่จำกัดอายุ เธอเกิดในโตเกียวก็จริง แต่ใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กและวัยสาวตั้งแต่อายุ 3 ขวบจนถึง 23 ปีที่นี่
มีป้ายบอกตลอดทางตั้งแต่มาถึงสถานีรถไฟ เดินไม่ใกล้ แต่เดินอย่างสดชื่น
พิพิธภัณฑ์เอโกะ คาโดโนะ (Eiko Kadono Children's Literature Museum) หรือมีชื่อเล่นว่า Kiki's Museum of Literature จึงตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ในสวนสาธารณะนางิสะที่มองเห็นแม่น้ำเอโดกาวะสายเก่า ซึ่งให้บรรยากาศเหมือนเมืองริมน้ำที่คล้ายกับเมือง "คอริโกะ" (Koriko) ในเรื่องแม่มดน้อยกิกิ
เรามาที่นี่เพราะเคยทำงานในแวดวงหนังสือเด็กและเยาวชน หลงใหลแม่มดน้อยกีกิ แมวดำ และแว่นตาสีชมพูของคุณเอโกะ เมื่อมีโอกาสมาเยือนโตเกียวในช่วงฤดูหนาวอันเย็นเยียบ ก็หาโอกาสเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยหัวใจที่แสนตื่นเต้น เฝ้ารอคอย
ตัวอาคารสีขาวรูปทรงคล้ายดอกไม้ที่บานสะพรั่งบนเนินเขาออกแบบโดย เคงโกะ คุมะ (Kengo Kuma) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ผู้ออกแบบสนามกีฬาโอลิมปิกโตเกียว เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2023 โดยใช้ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Mahō no Bungakukan แปลอย่างไพเราะว่า หอวรรณกรรมเวทมนตร์
พิพิธภัณฑ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บรวบรวมผลงานของเธอเท่านั้น แต่ยังสร้างเป็นเกียรติแก่คุณเอโกะ คาโดโนะ ผู้ได้รับรางวัล Hans Christian Andersen Award ในปี 2018 รวมทั้งเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจเพื่อกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ผ่านโลกของวรรณกรรม โดยมีแนวคิดว่า "ทุกคนมีเวทมนตร์อยู่ในตัว"
ดังนั้น กิจกรรมข้างในจึงไม่ใช่แค่การเดินดูภาพในกรอบ แต่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้เด็ก ๆ (และผู้ใหญ่หัวใจเด็ก) ได้สัมผัสถึงโลกเวทมนตร์ของจริง
บัตรเข้าชมและโลโก้พิพิธภัณฑ์แสนน่ารัก
ความจริงแล้วเส้นทางชีวิตของคุณเอโกะไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งใจเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็ก แต่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่พลิกผันและการเปิดรับแรงบันดาลใจรอบตัว เธอเกิดในปี 1935 ที่โตเกียว ต้องเผชิญกับเรื่องเศร้าตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบเมื่อสูญเสียคุณแม่ไป สิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจเธอในตอนนั้นคือ "นิทาน" ที่คุณพ่อมักจะเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่เหมือนการร้องเพลง ทำให้เธอหลงเสน่ห์ของภาษาและจินตนาการมาตั้งแต่ตอนนั้น
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 10 ปี คุณเอโกะถูกส่งตัวไปลี้ภัยที่จังหวัดยามางาตะ ซึ่งเป็นพื้นที่หนาวเย็นและเต็มไปด้วยหิมะ ประสบการณ์ความโดดเดี่ยวและความกลัวในช่วงสงครามกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเขียนเรื่องราวที่มอบสันติภาพและความสุขให้กับเด็ก ๆ ในเวลาต่อมา
หลังจากเรียนจบด้านวรรณกรรมอังกฤษจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University) และทำงานที่สำนักพิมพ์ได้ไม่นาน คุณเอโกะแต่งงานและตัดสินใจติดตามสามีไปใช้ชีวิตที่ประเทศบราซิลในปี 1960 ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เธออาศัยอยู่ที่ซานเปาโล 2 ปี และได้รู้จักกับเด็กชายเพื่อนบ้านชื่อ "ลุยซินโญ่" (Luizinho) การต้องสื่อสารในดินแดนที่ภาษาและวัฒนธรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เธอตระหนักถึง "พลังของคำพูด" ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ได้
เมื่อกลับมาญี่ปุ่น อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้แนะนำให้เธอลองเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ในบราซิล จนกลายเป็นหนังสือเล่มแรกชื่อ Brazil and My Friend Luizinho (ตีพิมพ์ในปี 1970) เล่าถึงมิตรภาพและการเต้นแซมบ้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในฐานะนักเขียนของคุณเอโกะ
แรงบันดาลใจของผลงานที่ดังที่สุดของเธออย่าง Kiki's Delivery Service ในปี 1985 มาจากช่วงขณะที่เธอเห็นลูกสาววัย 12 ปีของเธอ ริโอะ (Rio) วาดรูปแม่มดน้อยที่กำลังนั่งฟังวิทยุขณะบินบนไม้กวาด คุณเอโกะเห็นรูปนั้นแล้วเกิดไอเดียว่า "ถ้าแม่มดบินไป แล้วมองลงมาข้างล่าง เธอจะเห็นอะไรบ้างนะ?" เธอจึงเริ่มจินตนาการถึงเด็กสาวที่ต้องย้ายไปอยู่ในเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก และต้องสร้างทางเดินของตัวเองด้วยความสามารถที่มี
มีลูกเล่นน่ารัก ๆ สอดแทรกอยู่ตามชั้นวางและมุมหนังสือ ให้เราตามสำรวจและค้นหาเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยช่างฝันคนนั้นอีกครั้ง
ในยุคนั้น ภาพจำของแม่มดมักจะเป็นผู้หญิงแก่ที่ดูน่ากลัวหรือมีเวทมนตร์ร้ายกาจ แต่ภาพวาดของลูกสาวทำให้เธออยากเขียนเรื่องราวของแม่มดที่เป็นเด็กธรรมดาและมีเวทมนตร์จำกัด เธอเลือกให้กิกิบินได้เพียงอย่างเดียว (แถมยังไม่เก่งมากในช่วงแรก) เพื่อสะท้อนถึงวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์เพียงเล็กน้อย แต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อหาที่ยืนในสังคม
คุณเอโกะเคยให้สัมภาษณ์ว่าในขณะที่เธอเขียนเรื่องกิกิ เธอแอบสังเกตพฤติกรรมและการเติบโตของลูกสาวไปด้วย เธอเห็นความกังวล ความประหม่า และความกล้าหาญของเด็กสาวที่กำลังจะก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เธอจึงเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจลูกสาวและเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ ว่า แม้จะมีอุปสรรคหรือวันที่เวทมนตร์ (ความมั่นใจ) หายไป แต่พวกเขาก็จะผ่านมันไปได้ด้วยมิตรภาพและความพยายาม
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน Kiki's Museum of Literature เราจะได้พบกับโลกสีชมพูสดใส ซึ่งเป็นสีโปรดของคุณเอโกะ (รวมถึงแว่นตาและเสื้อผ้าที่เธอชอบใส่) จากนั้นจะถึงบริเวณที่เรียกว่า "Black Cat Theater" ผนังขนาดใหญ่จะฉายภาพเคลื่อนไหวจำลองเมืองคอริโกะจากเรื่องแม่มดน้อยกิกิไปรอบ ๆ ตัวเรา ทำให้รู้สึกเหมือนกิกิกำลังบินอยู่ข้าง ๆ
คุณเอโกะรอต้อนรับเด็ก ๆ และคนรักแม่มดน้อยในโลกสีชมพู จอมอนิเตอร์เป็น Mapping เราจะได้เจอคุณเอโกะทักทาย เล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์
โถงรอบด้านหรือ "Library House" มีหนังสือวรรณกรรมเด็กและหนังสือภาพจากทั่วโลกที่คุณเอโกะคัดสรรเองกว่า 10,000 เล่ม ให้เราเลือกหนังสือที่ถูกใจแล้วเข้าไปนั่งอ่านในมุมเก๋ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในช่องกำแพงรูปบ้าน หรือตามเบาะนั่งนุ่ม ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบ "เวทมนตร์" ของตัวเองผ่านการอ่าน อีกทั้งในบางจุดของพิพิธภัณฑ์ยังมีลูกเล่นน่ารักมากเมื่อเรามองผ่านช่องหน้าต่างหรือเลนส์ที่จัดไว้ จะเห็นตัวละครจากวรรณกรรมของเธอขยับไปมาในสภาพแวดล้อมจริง
กิจกรรมยอดฮิตที่ใครมาที่นี่ก็ต้องทำคือการลอง "ขี่ไม้กวาด" มีจุดที่จัดไว้ให้เราได้ขึ้นไปโพสท่าบนไม้กวาด โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าหรือเมือง ความพิเศษคือการใช้เทคนิคกล้องที่ทำให้ภาพออกมาเหมือนเรากำลังลอยตัวอยู่บนฟ้าจริง ๆ
โลกหนังสือ 10,000 เล่มที่คุณเอโกะคัดสรรด้วยตนเอง
รวมถึงการจองรอบเข้าชมแอนิเมชันใน โรงละครแมวดำ (Black Cat Theater) ซึ่งนำตัวละครจากหนังสือของเธอ เช่น ผีน้อยอัจจิ หรือเรื่องราวของ แม่มดน้อยกิกิ มาสร้างเป็นแอนิเมชันสั้น ๆ ฉายลงบนผนังโค้งขนาดใหญ่ ภาพที่ฉายจะไม่ได้อยู่แค่บนจอ แต่จะเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ ห้อง ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกเหมือนได้เข้าไปเดินอยู่ในหนังสือนิทานจริง ๆ
นอกจากนี้ แฟนคลับของคุณเอโกะคงปลื้มเปรมกับการเข้าไปนั่งเก้าอี้ในห้องทำงานจำลองของคุณยายเอโกะ ทำไว้เหมือนจริงมากตั้งแต่โต๊ะเขียนหนังสือไปจนถึงของสะสมจากการเดินทาง บางครั้งจะมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเช่น ต้นฉบับลายมือ หรือภาพวาดที่หาดูได้ยาก ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ ตามวาระสำคัญ บ่อยครั้งจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปให้เด็ก ๆ ได้ลองประดิษฐ์สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับนิทานของเธอ หรือการหัดเขียนเรื่องราวสั้น ๆ
จำลองห้องทำงานของคุณเอโกะมาให้แฟนคลับกรี๊ดกร๊าด
สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมคุณเอโกะมักปรากฏตัวในชุดสีสันสดใส พิพิธภัณฑ์ของเธอก็เต็มไปด้วยความชื่นบานโดยเฉพาะสีชมพูสตรอว์เบอร์รี เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าสีสันที่สดใสทำให้คนรอบข้างรู้สึกร่าเริง และตัวเธอเองก็รู้สึกมีพลังงานในการใช้ชีวิต สีสันเหล่านี้สะท้อนถึงโลกในวรรณกรรมเด็กที่เธอเขียน ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังและความสนุกสนาน
ที่สำคัญ คุณเอโกะยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะในญี่ปุ่นในเรื่องการใช้ชีวิต เพราะเธอเชื่อว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข และการแต่งตัวสวยงามสดใสคือการให้เกียรติตัวเองและความฝันในวัยเด็กที่ยังคงอยู่ในใจเสมอ เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะอายุ 80-90 ปีแล้ว เราก็ยังสามารถดูดี ทันสมัย และมีความสุขกับชีวิตได้ในทุกวัน
หยิบหนังสือเล่มที่ชอบ แล้วเลือกมุมอ่านตามใจ
คุณเอโกะคือข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า "จินตนาการและความสดใสไม่มีวันหมดอายุ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของแม่มดน้อยกิกิ หรือการที่เธอลุกขึ้นมาแต่งตัวด้วยสีชมพูสตรอว์เบอร์รีในวัย 90 ปี ทุกอย่างล้วนส่งต่อพลังบวกให้กับคนรอบข้างเสมอ
มุมขี่ไม้กวาด น่ารักมากๆ
Kiki's Museum of Literature
เวลาเปิดทำการ : วันพุธ–วันจันทร์: 09.30–17.30 น.
เข้าชมรอบสุดท้าย: 16.30 น.
ปิดทุกวันอังคาร
หากวันอังคารตรงกับวันหยุดราชการญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์จะเปิดตามปกติ และไปปิดในวันทำการถัดไปแทน
ปิดช่วงปีใหม่: 29 ธันวาคม – 3 มกราคม
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ (15 ปีขึ้นไป): 700 เยน
เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี: 300 เยน
เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี: เข้าฟรี
ผู้พิการได้รับส่วนลด 50% และผู้ติดตาม 1 คนเข้าฟรี
มีส่วนลดสำหรับผู้ที่อาศัย เรียน หรือทำงานในเขตเอโดงาวะ และส่วนลดกรุ๊ปด้วย
การเดินทาง
Tokyo Metro Tozai Line – สถานี Kasai
ต่อรถบัส Toei สาย Kasai 21 ประมาณ 10 นาที
ลงป้าย Kiki's Museum of Literature Entrance แล้วเดินประมาณ 5 นาที
หรือจาก JR Keiyo Line – สถานี Kasai-Rinkai Park ต่อรถบัสสายเดียวกันได้
ในพิพิธภัณฑ์มีคาเฟ่น่ารักมาก เราเลือกมื้อกลางวันเป็นอาหารชุดข้าวแกงกะหรี่ผักหน้าแมว มีมันฝรั่งกับน้ำในชุด มองออกไปเห็นแม่น้ำเอโดงาวะไกลๆ
โฆษณา