เมื่อวาน เวลา 02:09 • ธุรกิจ

วิธีพลิกนรกของ Nokia! จากความพ่ายแพ้ยุคสมาร์ทโฟน สู่ผู้อยู่เบื้องหลัง 5G ทั่วโลก

หากย้อนเวลากลับไปซักสิบหรือยี่สิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนครึ่งโลกคงหนีไม่พ้นแบรนด์ดังอย่าง Nokia
ในยุคนึงบริษัทแห่งนี้ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ แต่มันคือสัญลักษณ์ของการสื่อสารระดับโลก
เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งจนไม่มีวันถูกโค่นล้มได้…
แต่แล้ววันหนึ่งโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคของหน้าจอสัมผัสและสมาร์ทโฟน
ชื่อของ Nokia ค่อย ๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์และชั้นวางสินค้า
ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า Nokia ได้ล้มหายตายจากไปพร้อมกับการแข่งขันที่ดุเดือดเรียบร้อยแล้ว
แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือยักษ์ใหญ่รายนี้ยังไม่ตาย
พวกเขาไม่ได้ผลิตโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป แต่ยังคงทำรายได้ระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในทุก ๆ ปี…
ที่สำคัญพวกเขาคือฟันเฟืองชิ้นใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก
คำถามที่น่าสนใจก็คือ บริษัทที่เคยพ่ายแพ้ในสงครามมือถืออย่างราบคาบ พลิกฟื้นตัวเองกลับมาได้อย่างไร
ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น ธุรกิจของบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย
ในปี 1865 บริษัทก่อตั้งขึ้นในฐานะโรงงานผลิตกระดาษขนาดเล็กในประเทศฟินแลนด์
หลังจากนั้นในปี 1871 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nokia AB
พวกเขาเริ่มขยายอาณาจักรของตัวเองออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
มีการทำตั้งแต่การผลิตรองเท้ายาง สายเคเบิล ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน
จนกระทั่งในยุค 1960s บริษัทเริ่มมองเห็นโอกาสมหาศาลในโลกของการสื่อสาร
พวกเขาค่อย ๆ ปรับทิศทางธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างเต็มตัว…
ก้าวเดินนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังจากการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในปี 1967
กลายร่างมาเป็น Nokia Corporation ที่มีสายป่านยาวขึ้นและแข็งแกร่งกว่าเดิม
ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทำให้พวกเขาเริ่มมีบทบาทสำคัญในระดับโลก
ภายในปี 1981 บริษัทกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเปิดตัวเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามชาติแห่งแรกของโลก
และในช่วงเวลานั้นเอง พวกเขาก็เริ่มผลิตอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพายุคบุกเบิกออกมาสู่ตลาด
ในช่วงเวลานั้นบริษัทมีธุรกิจหลากหลายประเภทอยู่ในมือเพื่อกระจายความเสี่ยง
ทำตั้งแต่เครื่องรับโทรทัศน์ ไปจนถึงเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของพวกเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างแท้จริงคือโทรศัพท์มือถือ
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปลายยุค 1990s บริษัทสามารถแซงหน้าคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Motorola ได้สำเร็จ
และเมื่อถึงปี 2000 โลกทั้งใบก็ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของพวกเขา…
บริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลกเกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด
ยอดขายที่พุ่งทะยานนี้ผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างมหาศาลจนฉุดไม่อยู่
มูลค่าของบริษัทพุ่งสูงกว่า 290 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในทวีปยุโรป
พวกเขามีสัดส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศฟินแลนด์ทั้งประเทศ
ลองจินตนาการถึงจุดสูงสุดของพวกเขาในยุคนั้นดูว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ในช่วงพีกสุด บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40% ในอุตสาหกรรมระดับโลก
ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในตลาดที่มีผู้เล่นมากมายขนาดนี้
ผู้คนต่างพูดคุยกันด้วยรหัสตัวเลขรุ่นโทรศัพท์ที่ตัวเองใช้
ผลิตภัณฑ์ของพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คน แทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ความสำเร็จที่ต่อเนื่องยาวนานหลายปีทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ชนะที่ผูกขาดเกมนี้…
แต่อำนาจและความสำเร็จที่มากเกินไปนี่เอง ที่ค่อย ๆ เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความประมาท
ความมั่นใจที่ล้นปรี่เปลี่ยนเป็นความหยิ่งผยองในระดับผู้บริหารระดับสูง
พวกเขาเชื่อว่าโลกใบนี้จะหมุนตามกฎและเทรนด์ที่พวกเขาสร้างขึ้นตลอดไป
แต่ความจริงของโลกธุรกิจคือ ไม่มีบัลลังก์ใดที่ตั้งอยู่ได้อย่างถาวร
ในช่วงปลายยุค 2000s ลมพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเริ่มก่อตัวขึ้น
การเปิดตัว iPhone ในปี 2007 คือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคทอง
แม้ในช่วงแรกผู้บริหารระดับสูงจะมองหน้าจอสัมผัสนี้ด้วยความกังขา
พวกเขามองว่ามันเป็นแค่นวัตกรรมที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาสั่นคลอนอาณาจักรได้
แต่วันเวลาผ่านไป ความจริงก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ…
iPhone ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่มันคือคอมพิวเตอร์พกพาที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปตลอดกาล
และเมื่อระบบปฏิบัติการ Android เข้ามาร่วมวงในสมรภูมินี้ด้วย
มันก็ยิ่งทำให้บริษัทตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
ความน่ากลัวไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากคู่แข่งภายนอก แต่ปัญหาใหญ่กัดกินอยู่ภายในองค์กร
ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจถึงสเปกและศักยภาพของคู่แข่งหน้าใหม่เป็นอย่างดี
พวกเขาเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับส่วนแบ่งการตลาดของตัวเอง
จึงได้ส่งผ่านแรงกดดันอันมหาศาลลงไปยังผู้บริหารระดับกลางที่รับผิดชอบสายงาน
และนี่คือจุดที่ความพังทลายทางโครงสร้างองค์กรเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ
เมื่อพนักงานระดับกลางต้องเผชิญกับความกดดันที่มากเกินไป พวกเขาจึงเลือกเอาตัวรอด
มีการตกแต่งสารที่จะสื่อสารออกไปให้ดูดีเกินความเป็นจริง…
มีการให้คำมั่นสัญญาที่มองโลกในแง่ดีเกินไปเพื่อซื้อเวลา
หรือแม้กระทั่งบิดเบือนข้อมูลในรายงานที่ต้องส่งขึ้นไปให้ผู้บริหารระดับสูง
เบื้องบนจึงตกอยู่ในภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากคนในองค์กรตัวเอง
พวกเขาเชื่อมาตลอดว่าแผนการตอบโต้คู่แข่งนั้นกำลังจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมเปิดตัว
แต่ภาพลวงตานั้นก็ถูกทำลายลงอย่างโหดร้ายด้วยตัวเลขทางบัญชีที่ปรากฏ
รายได้จากโทรศัพท์มือถือที่เคยสูงส่งกว่า 36 พันล้านดอลลาร์ในปี 2007
ดิ่งลงอย่างน่าใจหายเหลือเพียง 20 พันล้านดอลลาร์เศษภายในปี 2012
ราคาหุ้นของบริษัทพังทลายลง ทิ้งให้บริษัทต้องเผชิญกับมูลค่าประเมินที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นผู้กำหนดนิยามของโทรศัพท์มือถือ กลับกลายเป็นผู้ตามที่กำลังจะจมน้ำ
และแล้วในปี 2013 ผู้บริหารก็ต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด…
นั่นคือการยอมตัดใจขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือทั้งหมดให้กับ Microsoft
ด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับลมหายใจของบริษัท
สำหรับบุคคลทั่วไป ดีลนี้เปรียบเสมือนการอ่านคำพิพากษาประหารชีวิตให้กับแบรนด์
โทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อของพวกเขาค่อย ๆ หายไปจากชั้นวางสินค้าทั่วโลก
แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกตก็คือ ตัวบริษัทหลักไม่ได้ถูกขายไปด้วย
เบื้องหลังฉากที่ดูเหมือนเป็นการยอมแพ้ บริษัทยังคงกอดสินทรัพย์ชิ้นหนึ่งที่ทรงคุณค่าเอาไว้
นั่นคือธุรกิจด้าน “Networks” และคลังสิทธิบัตรที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
เมื่อถูกตัดแขนขาที่เป็นธุรกิจมือถือออกไป พวกเขาจึงหันมาทุ่มเทให้กับสิ่งที่เหลืออยู่
การขายธุรกิจมือถือครั้งนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่คือการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อการเกิดใหม่
เงินก้อนโตที่ได้มาถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาดในการซื้อหุ้นคืนจาก Siemens…
พวกเขาดึงธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดกลับมาบริหารจัดการเองอย่างเต็มรูปแบบ
ในปี 2014 ธุรกิจส่วนที่เหลืออยู่ยังคงสามารถทำรายได้สูงถึง 16.8 พันล้านดอลลาร์
แต่เพื่อให้ธุรกิจเครือข่ายเติบโตในระดับโลก บริษัทรู้ดีว่าต้องขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น
สามปีต่อมาในปี 2016 บริษัทสร้างความเคลื่อนไหวที่สะเทือนวงการอีกครั้ง
ด้วยการทุ่มเงินกว่า 15.6 พันล้านยูโร เข้าซื้อกิจการของ Alcatel-Lucent
ข้อตกลงนี้มอบสิทธิครอบครองเครือข่ายออปติคัลและเครือข่ายแบบมีสายให้กับบริษัท
ทำให้พวกเขาเปลี่ยนสถานะจากผู้เล่นเฉพาะทาง กลายเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม
การขยายตัวครั้งนี้ดันให้บริษัททะยานขึ้นสู่กลุ่มผู้นำระดับโลกในการจัดหาอุปกรณ์โทรคมนาคม
ด้วยส่วนแบ่งการตลาดอุปกรณ์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 24%
และนั่นคือโครงร่างของอาณาจักรยุคใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม…
ทุกวันนี้โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมกลายมาเป็นหัวใจหลักในกลยุทธ์ของบริษัท
แทนที่จะผลิตอุปกรณ์ไปวางขายให้ผู้บริโภคตามร้านค้าทั่วไปเหมือนแต่ก่อน
พวกเขาเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีเบื้องหลังให้โลกธุรกิจ
บริษัทหันมาขายระบบให้กับเหล่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกเพื่อนำไปสร้างเครือข่าย
นับตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ ธุรกิจก็กลับมาแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ
ผลประกอบการในปี 2021 แสดงให้เห็นถึงยอดขายสุทธิที่ 26.3 พันล้านดอลลาร์
พร้อมกับกำไรจากการดำเนินงาน 2.6 พันล้านดอลลาร์ และสามารถรักษาผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าในช่วงปี 2023 ตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมทั่วโลกจะเริ่มชะลอตัวลง
แต่บริษัทก็ยังคงทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์
ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญอย่างบริษัท Ericsson กลับต้องเผชิญกับผลขาดทุน…
รูปแบบการทำเงินในทุกวันนี้ แตกต่างจากยุคที่พวกเขาขายโทรศัพท์มือถืออย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบันบริษัทกระจายช่องทางสร้างรายได้จากหลายภาคส่วนในระบบเครือข่าย
รายได้หลักส่วนแรกมาจากธุรกิจเครือข่าย ครอบคลุมตั้งแต่สายอินเทอร์เน็ตไปจนถึงศูนย์ข้อมูล
ส่วนที่สองคือบริการคลาวด์และระบบเครือข่าย ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและติดตั้งซอฟต์แวร์
แต่ส่วนที่สร้างกำไรได้งดงามที่สุดคือกลุ่มธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร
เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าคุณจะใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้อใด โทรศัพท์เครื่องนั้นก็มักจะมีเทคโนโลยีของ Nokia แฝงอยู่
บริษัทครอบครองกลุ่มสิทธิบัตรมากกว่า 26,000 รายการทั่วโลก
มีสิทธิบัตรหลายพันรายการที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับเทคโนโลยี 5G
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทุกค่ายในโลกต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัทเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีนี้
รายได้จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์จึงแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มเติม และกลายเป็นกำไรเน้น ๆ…
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าบริษัทได้ฝังรากลึกในทุกโครงสร้างการสื่อสารยุคใหม่
แต่ยักษ์ใหญ่รายนี้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตมาเป็นอย่างดี
พวกเขาจะไม่ยอมหยุดนิ่งและพึงพอใจกับความสำเร็จในปัจจุบันอีกต่อไป
บริษัทนำผลกำไรที่ได้ไปลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต
การเดิมพันครั้งต่อไปคือความเชื่อที่ว่าโครงข่ายจะต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี “AI”
พวกเขากำลังผลักดันการฝังระบบ AI ลงไปในสถานีฐานโดยตรง
และมองเห็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่สำหรับระบบ AI RAN
โดยการจับมือร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Nvidia ผู้ผลิตชิปที่ทรงอิทธิพลที่สุด
การเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่ยุค AI Native Networks คือการหนีออกจากกรอบเดิมอย่างสิ้นเชิง
เรื่องราวทั้งหมดนี้คือกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกธุรกิจ…
มันตอกย้ำให้เห็นว่าความสำเร็จในอดีตไม่สามารถปกป้องใครจากความล้มเหลวได้
ความพ่ายแพ้ในสงครามหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
หากองค์กรรู้จักที่จะยอมรับความจริง และกล้าเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางที่ต่างออกไป
การเกิดใหม่จากเถ้าถ่านก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับโลกธุรกิจ
วันนี้เราอาจไม่ได้ถือโทรศัพท์มือถือแบรนด์นี้เดินไปมาบนท้องถนนอีกต่อไป…
แต่ข้อมูลทุกข้อความและรูปภาพทุกรูปที่เราส่งถึงกันในทุกวินาที
ล้วนต้องเดินทางผ่านนวัตกรรมและเส้นเลือดใหญ่ทางเทคโนโลยีของโลก
ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของบริษัทอายุ 160 ปีแห่งนี้นี่เอง
และนี่คือบทสรุปของการล่มสลายเพื่อเกิดใหม่ที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กรธุรกิจ
References : [nokia,theverge,cnbc,forbes,bloomberg]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา