Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Grizzly Timeline Tales
•
ติดตาม
3 ก.ค. เวลา 07:42 • ประวัติศาสตร์
คดีเพชรซาอุ: เพชรที่หายไป และเงาที่ลากยาวถึงความสัมพันธ์สองประเทศ
บางคดีเริ่มจากคำถามง่าย ๆ
“ใครขโมยของ?”
แต่ยิ่งขุดลึกลงไป คำถามนั้นกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น
“หลังจากของถูกขโมยไปแล้ว...มันไปอยู่ในมือใครกันแน่?”
และนี่คือคดีที่เริ่มต้นจากแรงงานไทยคนหนึ่ง
แต่จบลงด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ถูกแช่แข็งยาวนานกว่า 30 ปี
คดีนี้ถูกเรียกว่า
“คดีเพชรซาอุ”
หรือในชื่อที่คนทั่วโลกรู้จักว่า
“Blue Diamond Affair”
จุดเริ่มต้นอยู่ที่ปี 1989
ชายไทยคนหนึ่งชื่อ “เกรียงไกร เตชะโม่ง” เดินทางไปทำงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย เขาไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ใช่สายลับ ไม่ใช่มาเฟียข้ามชาติ
เขาเป็นแรงงานไทยธรรมดาคนหนึ่ง แต่สถานที่ที่เขาทำงานไม่ธรรมดา
เพราะเขาทำงานอยู่ในวังของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด แห่งราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย
ในโลกของคนทั่วไป “ห้องเก็บเครื่องเพชร” อาจเป็นภาพในหนังแต่สำหรับวังของราชวงศ์ มันคือของจริง ตู้เซฟ เครื่องประดับ อัญมณี และทรัพย์สินที่ไม่ได้มีแค่มูลค่าทางเงิน แต่มีมูลค่าทางศักดิ์ศรีด้วย
แล้ววันหนึ่ง เกรียงไกรตัดสินใจทำสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
เขาขโมยเครื่องเพชรและอัญมณีจำนวนมหาศาลออกจากวัง รายงานหลายแหล่งระบุว่าน้ำหนักรวมของของที่ถูกขโมยอยู่ราว 91 กิโลกรัม
ลองนึกภาพนะครับ นี่ไม่ใช่การหยิบแหวนวงหนึ่งใส่กระเป๋าไม่ใช่สร้อยเส้นเดียวที่หายไปจากลิ้นชัก แต่มันคือเครื่องเพชรจำนวนมาก มากพอที่จะต้องซุก ต้องแพ็ก ต้องส่งกลับประเทศ และในบรรดาของทั้งหมด มีสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นตำนาน
“บลูไดมอนด์”
เพชรสีน้ำเงินที่ถูกเล่าขานว่ามีมูลค่าสูงมาก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของคดีนี้ หลังขโมยของออกมา เกรียงไกรส่งอัญมณีกลับมายังประเทศไทย บ้านเกิดของเขาอยู่ที่จังหวัดลำปาง ถ้าดูจากมุมของโจรกรรม นี่คือช่วงที่แปลกมาก
เพราะคนที่ขโมยของระดับราชวงศ์มาได้ กลับไม่ได้มีเครือข่ายขายของระดับโลกอยู่ในมือ เขาไม่ได้มีตลาดมืดหรูหรารออยู่ ไม่ได้มีแผนล่องหนไปใช้ชีวิตใหม่แบบหนังโจรกรรม เขากลับเริ่มขายของบางส่วนในราคาถูกอย่างน่าตกใจ นี่คือจุดที่คดีเริ่มเปลี่ยนจาก “คนจนขโมยของแพง” เป็น
“ของแพงเริ่มไหลเข้าสู่มือคนที่รู้ว่ามันแพงแค่ไหน”
มีรายงานว่าพ่อค้าอัญมณีในไทยบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับซื้อของเหล่านี้
และเมื่อเรื่องไปถึงทางการซาอุดีอาระเบีย แรงกดดันก็เริ่มถาโถมมายังไทย
เพราะสำหรับซาอุฯ นี่ไม่ใช่แค่การขโมยทรัพย์สิน แต่มันคือการขโมยของจากราชวงศ์ ไทยจึงต้องเร่งตามคดีตำรวจไทยจับกุมเกรียงไกรได้มีการตามคืนเครื่องเพชรและอัญมณีบางส่วน และมีการนำของกลางกลับไปส่งคืนให้ซาอุดีอาระเบีย
ถึงตรงนี้ ถ้าเป็นคดีทั่วไป เรื่องควรจบ
คนร้ายถูกจับ
ของถูกคืน
คดีปิด
แต่ปัญหาคือ...ของที่คืนไป กลับไม่ทำให้เรื่องจบ
เพราะฝ่ายซาอุดีอาระเบียสงสัยว่า อัญมณีบางส่วนที่ถูกส่งคืนอาจเป็นของปลอม
และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าง “บลูไดมอนด์” ก็ยังหายไป
ตรงนี้คือหัวใจของคดี
เพราะความเสียหายไม่ได้อยู่ที่เพชรหายตั้งแต่แรกเท่านั้น
แต่อยู่ที่คำถามว่า ระหว่างทางของการตามคืนของ ใครแตะต้องอะไรบ้าง?
ของจริงหายไปตอนไหน?
ของปลอมเข้ามาแทนได้อย่างไร?
ใครรู้เห็น?
ใครได้ประโยชน์?
และทำไมเพชรที่ควรถูกตามคืน กลับกลายเป็นเงาที่ไม่มีใครจับได้?
หลังจากนั้น คดีนี้เริ่มมีเงาดำที่หนักกว่าการโจรกรรม
ปี 1990 นักการทูตซาอุดีอาระเบียหลายคนถูกสังหารในกรุงเทพฯ
อีกด้านหนึ่ง “โมฮัมหมัด อัล-รูไวลี” นักธุรกิจซาอุฯ ที่เดินทางเข้ามาในไทย และมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการติดตามคดี ก็หายตัวไป
นี่คือจุดที่เรื่องเพชรกลายเป็นเรื่องความปลอดภัยระหว่างประเทศ
ฝ่ายซาอุฯ มองว่าไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่เพียงพอได้
ไม่ใช่แค่เรื่องเพชร แต่รวมถึงชีวิตของคนซาอุฯ ที่เสียชีวิตและหายตัวไปในไทยด้วย
ต้องระวังตรงนี้นิดหนึ่งครับ
หลายเหตุการณ์ในคดีนี้มีทั้งข้อกล่าวหา ข่าวลือ และคดีที่ศาลตัดสินโดยอิงจากหลักฐานที่มี บางส่วนมีคนถูกดำเนินคดี บางส่วนศาลยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่พอ
และบางส่วนยังเป็นคำถามที่ไม่เคยมีคำตอบชัดเจน แต่นั่นแหละ คือเหตุผลที่คดีนี้ไม่เคยจาง เพราะมันมีช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่คนสงสัย” กับ “สิ่งที่พิสูจน์ได้”
และช่องว่างนั้น ใหญ่มากพอจะกลืนความสัมพันธ์ของสองประเทศเข้าไป
ซาอุดีอาระเบียลดระดับความสัมพันธ์กับไทย การออกวีซ่าทำงานให้แรงงานไทยถูกกระทบอย่างหนัก
จำนวนแรงงานไทยในซาอุฯ ลดลงมาก
การท่องเที่ยว การค้า และความร่วมมือหลายด้านถูกทิ้งไว้ในความเย็นชา
ลองคิดภาพตามนะครับ คนหนึ่งขโมยเพชร
แต่คนที่จ่ายราคากลับไม่ใช่แค่คนขโมย
แรงงานไทยจำนวนมากเสียโอกาส
ความสัมพันธ์ทางการทูตเสียหาย
ภาพลักษณ์ของประเทศถูกตั้งคำถาม
และคำว่า “บลูไดมอนด์” กลายเป็นแผลเก่าที่ถูกเปิดทุกครั้งเมื่อไทยกับซาอุฯ ต้องพูดถึงกัน
สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าสนใจมาก ไม่ใช่แค่เพชรหาย
แต่คือโครงสร้างของเรื่อง
ชั้นแรก คือโจรกรรม
แรงงานคนหนึ่งเห็นโอกาส เห็นของมีค่า และตัดสินใจเสี่ยง
ชั้นที่สอง คือการขายของโจร
ของที่ควรถูกซ่อนจากโลก กลับเริ่มเดินทางผ่านมือคนที่รู้ราคา
ชั้นที่สาม คือการตามคืนของ
ตำรวจเข้ามา เกิดการยึดของกลาง เกิดการส่งคืน
ชั้นที่สี่ คือความสงสัย
ของบางส่วนถูกตั้งคำถามว่าไม่ใช่ของจริง
เพชรสำคัญที่สุดหายไป
และข่าวลือเรื่องอัญมณีที่ไปอยู่กับคนมีอำนาจก็เริ่มแพร่สะพัด
ชั้นที่ห้า คือเลือดและการทูต
นักการทูตถูกฆ่า
นักธุรกิจหายตัว
ความไว้ใจระหว่างรัฐพังลง
นี่จึงไม่ใช่คดีเพชรธรรมดา
แต่มันคือคดีที่ทำให้เราเห็นว่า
“ของกลาง” ในคดีหนึ่ง อาจหนักกว่าเพชรทั้งตู้
เพราะของกลางที่แท้จริงคือความจริง
และถ้าความจริงหายไป
ต่อให้จับโจรคนแรกได้
คดีก็ยังไม่จบ
หลายปีต่อมา เกรียงไกรออกจากคุก และในปี 2016 เขาบวช โดยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าต้องการชดใช้ความผิดในอดีต
ชายที่เริ่มต้นเรื่องทั้งหมด กลับกลายเป็นคนที่ออกมายอมรับบาปของตัวเองได้ชัดที่สุดคนหนึ่ง
แต่คำถามใหญ่ของคดีนี้ยังค้างอยู่
บลูไดมอนด์อยู่ที่ไหน?
มันถูกขายไปแล้ว?
ถูกซ่อนไว้?
ถูกเปลี่ยนมือ?
หรือจริง ๆ แล้ว มันอาจไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่หายไปพร้อมมัน?
ปี 2022 ไทยและซาอุดีอาระเบียกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบอีกครั้ง
กว่า 30 ปีหลังจากคดีเริ่มต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศค่อย ๆ กลับมาเดินต่อ
แต่คดีเพชรซาอุยังคงเป็นเหมือนเงาบนผนัง
เราอาจซ่อมความสัมพันธ์ได้
เราอาจเปิดสถานทูต
เราอาจกลับมาค้าขาย เดินทาง ทำงานร่วมกัน
แต่บางคำถามในอดีต ยังไม่เคยถูกตอบในแบบที่ทุกฝ่ายพอใจ
สรุปแบบพี่หมีกรีซลี
คดีนี้เริ่มจากเพชรที่หายไปจากวัง
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือหลังจากเพชรมาถึงไทย ความจริงก็เริ่มหายไปทีละชิ้น
ตอนแรกเราถามว่า ใครขโมยเพชร?
แต่พอเล่ามาถึงตรงนี้ คำถามที่ใหญ่กว่าคือ
หลังจากจับคนขโมยได้แล้ว
ทำไมทั้งสองประเทศยังต้องจ่ายราคาของคดีนี้ต่ออีกกว่า 30 ปี?
บางครั้งของที่แพงที่สุดในคดี
ไม่ใช่เพชร
ไม่ใช่ทอง
ไม่ใช่อัญมณีในตู้เซฟ
แต่คือความไว้ใจ
เพราะเมื่อความไว้ใจหายไป
มันตามคืนยากกว่าเพชรทุกเม็ดบนโลก
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ไทย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย